แม้จะยังหวาดหวั่นใจอยู่บ้าง เกี่ยวกับความลับที่ถูกค้นพบ แต่อันดามั่นใจว่ารามิลจะทำตามสัญญา
"ยังกลัวผมอยู่หรือเปล่า"
รามิล กลับคืนสู่ร่างมนุษย์ธรรมดา หลังจากที่แสงจันทร์ถูกเมฆบดบัง
"ไม่ได้กลัวค่ะ แค่อาจจะต้องปรับตัวอีกนิดหน่อย แต่ว่า..ฉันมีเรื่องอยากขอร้องคุณราม ได้ไหมคะ"
"อะไร"
"ไหน ๆ ฉันก็รู้แล้วเรื่องที่พวกคุณเป็นแวมไพร์ งั้นคุณช่วยเอาโซ่ที่ล่ามขาฉันออกไปได้ไหมคะ ฉันจะได้ทำอะไรสะดวกขึ้น แต่ฉันรับปากนะ ว่าฉันจะไม่หนีไปไหนแน่นอน"
เท่าที่เธอสังเกตดู แม้รามิลจะเย็นชา ไม่มีอารมณ์ตอบสนองเหมือนคนทั่วไป แต่เขาไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดไม่ยอมฟังเหตุผล
บางที นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ระหว่างเธอกับเขา ใสคฤหาสน์อนธการแห่งนี้
"ได้คืบจะเอาศอกหรือไง เคยได้ยินไหมว่าคนเราหากโลภมาก สุดท้ายก็จะไม่ได้อะไรเลย"
"ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ ฉันแค่คิดว่า มันคงช่วยให้ฉันใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น คุณดูซิล่ามเอาไว้แบบนี้หนักก็หนัก เดินไปไหนก็เสียงดัง ไม่รำคาญเหรอคะ"
อันดาลุกพรวดออกจากที่นอน ด้วยความไม่ทันระวัง ทำให้เสื้อคลุมตัวโคร่งของเธอเลื่อนหลุดออก เผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวเนียน จนรามิลต้องเบือนหน้าหนี
"คะ..ขอโทษค่ะ แต่ฉันพูดจริง ๆ นะคะ ฉันไม่ได้มีเจตนาอื่น"
เธอวิงวอนในความต้องการอีกครั้ง
"อืม..ผมตกลง แต่คุณต้องรับปากผมก่อน ว่าห้ามออกนอกคฤหาสน์เด็ดขาด อนธการมีความลับมากมายที่จะให้คนภายนอกรู้ไม่ได้ มันไม่ได้หมายถึงผมแค่คนเดียว แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยของแวมไพร์ตนอื่นด้วย"
"รับทราบค่ะ..ขอบคุณมากนะคะ"
หญิงสาวยิ้มร่าด้วยความดีใจ
นี่คงเป็นความสดใส ที่สัมผัสได้ในรอบหลายปี
วันต่อมา
เสียงนกด้านนอกส่งเสียงร้องปลุกอันดาให้ตื่นขึ้น เธอเดินออกไปเปิดหน้าต่างแล้วยืนสูดอากาศยามเช้าที่แสนบริสุทธิ์
นับว่าเป็นหนึ่งในข้อดี ของการที่ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากผู้คน ทำให้ไม่แออัด
ถ้าสามารถใช้ชีวิตไปได้เรื่อย ๆ แบบนี้ทุกวันก็คงดี
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นตรงเวลา
อาหารมื้อแรกของวันมาถึงแล้ว
"วันนี้มีอะไรกินบ้าง"
สายตาซุกซนจ้องมองของกินบนโต๊ะ
"คุณอันดาครับ"
ยังไม่ทันที่เธอจะนั่งลงที่เก้าอี้ คณิณก็เปิดประตูมาขัดจังหวะความอร่อยเสียก่อน
ปกติแล้วพ่อบ้านของอนธการ ไม่ค่อยมาวุ่นวายอะไรกับเธอเท่าไหร่นัก
"เข้ามาข้างในก่อนไหมคะ"
เธอเห็นว่าคณิณยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู จึงเอ่ยคำชักชวน
"ผมเข้าไม่ได้ครับ"
เขามองไปยังบานหน้าต่างที่เปิดกว้างอยู่ นั่นทำให้อันดาฉุกคิดขึ้นมาได้
"เดี๋ยวอันปิดหน้าต่างให้นะคะ.."
หญิงสาวรีบลุกไปจัดการในทันที
"พวกที่มาส่งอาหารให้คุณอัน เป็นร่างจำแลงทั้งหมด เลยโดนแดดได้ นายท่านเป็นคนจัดการเรื่องนี้ ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้วุ่นวาย แต่พอดีว่าผมมีเรื่องสำคัญต้องมาแจ้งให้คุณอันดาทราบ"
"เรื่องอะไรเหรอคะ"
นางเงือกสาวหันไปส่งยิ้มให้
ภาพในจินตนาการของปีศาจดูดเลือดกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าแตกต่างโดยสิ้นเชิง
"ปกติช่วงสิ้นเดือน นายท่านจะออกไปดูงานที่โรงพยาบาล รวมถึงที่บริษัทด้วย อาจจะไม่ได้อยู่ดูแลคุณอันดาสักสองสามวัน ระหว่างนี้ ถ้ามีอะไร เรียกหาผมได้โดยตรงนะครับ"
"รับทราบแล้วค่ะ เอ่อ..อันขอถามหน่อยนะคะ ถ้าตอนกลางวันพวกแวมไพร์หลบแสงแดดกันหมด เป็นไปได้ไหมคะ ถ้าอันจะขอออกไปเดินเล่นรอบ ๆ คฤหาสน์บ้าง"
หญิงสาวถามกลับอย่างไม่เต็มเสียงเท่าไหร่นัก กลัวว่าจะถูกมองเป็นพวกชอบขอไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่จะให้นอนเป็นปลาเค็มอยู่แต่ในห้องไปแบบนี้ เธอเองก็รู้สึกเบื่อขึ้นมาเหมือนกัน
"ได้ครับ แต่ห้ามเปิดเข้าห้องมั่วซั่วเด็ดขาด เพราะทุกห้องมีเจ้าจอง ห้องเดียวที่คุณอันดาจะเข้าไปได้ก็คือห้องนั้นครับ มันเป็นห้องหนังสือ เผื่อวันไหนเบื่อ ๆ อยากหาตำราอ่าน"
คณิณ ชี้ไปยังประตูสีดำทึบ ที่อยู่ด้านในสุดของพื้นที่ชั้นสอง
"อ่อ..สระว่ายน้ำ นายท่านสั่งคนทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณอันดาอยากว่ายน้ำ เชิญตามสบายเลยนะครับ พวกเสื้อผ้า ของใช้ ขาดเหลืออะไร เขียนใส่โน๊ตแล้วฝากพวกหุ่นจำแลงได้เลย ผมจะให้คนจัดการให้"
"ขอบคุณมากค่ะ"
เท่านี้ก็มากเกินกว่าที่เธอคาดหวังเอาไว้แล้ว
หลายปีที่เนิ่นนาน เธอถูกทรมาน จากฝีมือของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่ใคร ๆ ต่างเรียกพวกเขาว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่ในช่วงเวลาที่เกือบตกต่ำที่สุด ผู้ที่ฉุดเธอขึ้นมาคือ กลุ่มครึ่งคนครึ่งปีศาจ...
ตกเย็น
อันดาสะดุ้งตื่น หลังจากเผลอนอนหลับกลางวัน ด้วยปกติแล้วรามิลจะเข้ามาปลุกเธอให้ลงไปกินข้าว พอวันนี้เขาหายไป ทำให้เธอนอนเพลินจนลืมดูเวลา
"หาอะไรกินรองท้องหน่อยดีกว่า คุณคณิณอนุญาตแล้วนินา ว่าเราออกจากห้องนี้ได้ แค่อย่าไปรบกวนคนอื่นก็พอ"
หญิงสาวบอกกับตัวเอง
ในใจยังหวาดหวั่นเล็กน้อย ด้วยภาพฝูงแวมไพร์ที่เดินเพ่นพ่านอยู่ในคฤหาสน์ยังคงติดตา
แต่ความหิว ไม่เคยปรานีใคร
เธอค่อย ๆ ย่องออกมาจากห้องนอน หันซ้าย แลขวา จนมั่นใจว่าปลอดภัย จึงเดินลงมาที่ห้องอาหาร
"จะรับมื้อเย็นเลยไหมครับ"
เสียงทุ้มต่ำด้านหลัง ทำเอาร่างบางสะดุ้งตัวโยน ก่อนจะหันไปเห็นว่าเป็นคณิณที่ยืนอยู่
ฝีเท้าของพวกแวมไพร์ไร้เสียง เธอไม่ได้ยินด้วยซ้ำ ว่าเขาเดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่
"ระ..รับค่ะ คราวหน้าอย่ามาเงียบ ๆ แบบนี้เลยนะคะ อันหัวใจจะวาย.."
"ขอโทษด้วยนะครับ พอดีมันเป็นวิสัยของพวกเรา"
"ไม่เป็นไรค่ะ อันเอง คงต้องจะพยายามปรับตัวให้ชินด้วยเหมือนกัน..งั้นรบกวนคุณคณิณด้วยนะคะ ไม่ต้องทำเยอะ เหมือนตอนที่คุณรามอยู่ก็ได้ อันกลัวทานไม่หมด"
"ครับ...คุณอันดาไปนั่งรอที่โต๊ะก่อน ผมใช้เวลาไม่นาน"
พ่อบ้านประจำอนธการ เดินหายเข้าไปภายในครัว เพียงไม่กี่นาทีกลิ่นหอมของอาหารก็โชยออกมา ปลุกระดมเหล่าพยาธิผู้หิวโหยได้เป็นอย่างดี
"เชิญตามสบายนะครับ มีอะไรเรียกผมได้ตลอด"
ฝีมือ ถือว่าสมราคาคุย
เมื่อเมนูระดับภัตตาคารถูกนำมาวางเรียงตรงหน้า หากครั้งนั้น รามิลบอกว่าเธอคือสัตว์เลี้ยงของเขา เธอคงเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใช้ชีวิตได้สบายท้องที่สุดตัวหนึ่ง...
หลังจัดการอาหารมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย อันดาจึงเดินกลับขึ้นมายังชั้นสอง ระหว่างนั้น เกิดฉุกคิดถึงเรื่องห้องหนังสือขึ้นมาได้ จึงตั้งใจว่าจะไปหยิบกลับมาอ่านสักหน่อย เผื่อจะช่วยให้ช่วงเวลาที่แสนยาวนานในค่ำคืนนี้ ผ่านพ้นไปได้
"โห....หอสมุดแห่งชาติยังมีหนังสือไม่เยอะขนาดนี้เลย พวกแวมไพร์นี่มีแต่ของดี ๆ เนอะ สมแล้วกับที่อายุยืนเป็นพันพันปี"
แววตาตื่นเต้นเป็นประกาย เมื่อเงยหน้าดูชั้นวางหนังสือที่ถูกต่อเติมเอาไว้จนสูงติดเพดาน
มองจากด้านนอกคงคิดว่าห้องนี้มีขนาดไม่ได้ใหญ่มาก แต่พอเปิดเข้ามาเห็นด้วยตาตัวเองถึงรู้ว่ามันคืออาณาจักรตำราหายาก นับหมื่นเล่มต่างหาก
"อัน..อะ อันดา.."
เสียงแหบพร่าของใครบางคน ดังขึ้น
ร่างบางรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมา พาลให้ขนแขนลุกชันอย่างหวาดกลัว
"คะ..ใครคะ"
เธอตะโกนถามกลับไป แต่มีเพียงเสียงก้องสะท้อนของตัวเองเท่านั้น
"หรือว่าเราหูฟาด.."
"อันดา.."
"คุณราม.."
เมื่อลองฟังดูชัด ๆ ถึงได้รู้ว่านั่นคือเสียงของรามิล เจ้าของคฤหาสน์อนธการ
"คุณเป็นอะไรหรือเปล่า คุณอยู่ตรงไหนคะ ฉันหาคุณไม่เจอ"
หญิงสาวกวาดตามองไปรอบ ๆ จนสะดุดเข้ากับปลายเท้าของใครบางคน ที่อยู่มุมในสุดของห้องหนังสือ จึงไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปหาทันที
"คุณราม..ลืมตาก่อน ลืมตาขึ้นมาก่อน"
สองมือประคองคนเจ็บขึ้นมานอนบนตัก เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นรามิลในสภาพบาดเจ็บขนาดนี้
"พาผมกลับไปที่ห้องก่อน เสียงคุณน่ารำคาญมาก ถ้าเงียบได้ก็ดี"
"เจ็บขนาดนี้ ยังมีแรงมาดุอีกหรือไง ค่อย ๆ ลุกนะ"
น้ำหนักของชายที่สูงเกิน 190 เซนติเมตร บวกกับร่างกายที่ไม่พร้อมให้ความช่วยเหลือตัวเองได้ จึงกลายเป็นภาพทุลักทุเลอยู่พอสมควร กว่าจะพากันกลับมาถึงห้องนอน ก็ทำเอาอันดาหมดแรงล้มลงไปแผ่หลาอยู่ที่พื้น
"ฉันต้องทำยังไงบ้าง อุปกรณ์ทำแผลอยู่ไหน หรือว่าให้ฉันเรียกคุณคณิณให้ไหม"
เธอเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ต้นแขน ลำคอ ต้นขา มีรอยมีดบาดเป็นทางยาวหลายแห่ง เลือดไหลออกมาจนเปื้อนเสื้อผ้าส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งไปหมด
หากเป็นมนุษย์ธรรมดาคงเสียเลือดจนตายไปแล้ว แต่เพราะเขาคือแวมไพร์ ทำให้อันดาไม่รู้เลยว่าขีดจำกัดของร่างกายเผ่าพันธุ์นี้ สามารถอดทนได้มากน้อยแค่ไหน
"ไม่ต้อง คุณกลับไปที่ห้องของคุณเถอะ แผลพวกนี้ ยาทั่วไปรักษาไม่ได้หรอก เดี๋ยวมันจะค่อย ๆ ประสานกันเอง"
"แล้วคุณต้องนอนทรมานแบบนี้เนี่ยนะ เป็นพวกซาดิสต์หรือไง เจ็บได้ ก็ต้องมีวิธีรักษาได้ซิ"
"ปากเก่งขึ้นเยอะเลยนะ คิดว่าผมบาดเจ็บอยู่จะทำอะไรคุณไม่ได้หรือไง"
"ไม่ได้เก่ง แค่อยากช่วย"
หญิงสาวชันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะรอยแผลที่อยู่ตามลำตัวของอีกฝ่ายอย่างเบามือ ทั้งที่อาการสาหัสขนาดนี้ ยังเลือกที่จะบอกว่าไม่เป็นอะไร
"แผลพวกนี้มาจากกลุ่มล่าแวมไพร์ อาวุธที่ใช้มันออกแบบมาพิเศษ พวกมันกับพวกเรา เป็นศัตรูกันมาหลายพันปีแล้ว"
รามิลอธิบาย
เขาเองไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมพอเห็นหน้าหงอย ๆ ของอันดา ถึงต้องยอมหาคำพูดมากมายเพื่อทำให้เธอสบายใจ
"หมายความว่าถ้าพลาด พวกคุณก็ตายได้เหรอ ไหนเขาบอกแวมไพร์เป็นอมตะไง"
"ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เราจะเหลือกันอยู่แค่นี้ได้ยังไงล่ะ อมตะคือส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะตายไม่ได้"
"อืม...เข้าใจแล้ว งั้นคุณรอฉันตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวฉันมา"
อันดาเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะทอดตัวลงนอนภายในอ่างสีขาวใบใหญ่ แล้วเปิดน้ำเย็นใส่จนเต็ม
ร่างของเธอค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ กลายเป็นเงือกสาวหางสีมุกสะบัดไปมาจนน้ำกระจายเป็นประกายสายรุ้ง
"หวังว่ามันจะพอช่วยคุณได้นะ.."
เธอเอื้อมมือไปแกะเกล็ดที่ปลายหางออก
หญิงสาวเม้มปากแน่นเป็นเส้นตรงเพื่อข่มความเจ็บปวดนั่นเอาไว้ เกล็ด 1 ชิ้น ไม่ต่างจากการที่มนุษย์ถูกลอกผิวหนังสด ๆ ออกมา แต่อย่างน้อยหากมันช่วยผู้มีพระคุณของเธอได้ นั่นคือสิ่งน่ายินดี
"มาแล้ว ๆ"
อันดาคว้าเสื้อยืดในห้องน้ำของรามิล แล้วรีบวิ่งออกมาหยุดยืนอยู่ปลายเตียง
"ทำอะไรของคุณ"
"รักษาแผลไง นอนซะนะ ตื่นขึ้นมา แผลคุณก็จะหายดี"
หญิงสาวตรงเข้าไปประคองคนเจ็บ ช้า ๆ น่าแปลกที่ครั้งนี้รามิลกลับได้มีท่าทีขัดขืน ราวกับสติสัมปชัญญะขาดหาย
เขาปิดเปลือกตาลงตามที่เธอสั่ง
เมื่อแวมไพร์หนุ่มเข้าสู่การหลับใหล อันดาจึงแปะเกล็ดจากหางเงือกทีละชิ้นลงบนบาดแผล
เธอยืนมองร่องรอยที่ค่อย ๆ สมานกันอย่างช้า ๆ แล้วคลี่ยิ้มจาง ๆ
"เห็นไหม คุณไม่จำเป็นต้องทนเจ็บเลยสักนิด ฝันดีนะคะ คุณราม"
แสงเทียนเบาบางริบหรี่ จนสุดท้ายก็ดับสนิท จวบจนรุ่งสางของวันใหม่
"นายท่าน..เกล็ดปลาพวกนี้"
เสียงของพ่อบ้าน ปลุกประมุขแวมไพร์ให้ตื่นลืมตา
"คณิณ! นี่ผมหลับไปนานแค่ไหน"
"ไม่นานครับ ผมได้ยินพวกเด็ก ๆ คุยกันว่าที่โรงพยาบาลเกิดเรื่อง เลยรีบมาดู แต่ว่า..นายท่านไม่ได้รับบาดเจ็บใช่ไหมครับ"
"บาดเจ็บเหรอ.."
รามิลก้มลงมองสำรวจร่างกายของตัวเอง ถึงได้เห็นว่ามีเกล็ดปลาสีแดงถูกแปะเอาไว้หลายแห่ง คราบเลือดแห้งกรังติดผิวหนังและเสื้อผ้า
ทว่า...กลับไปปรากฏรอยแผลเลยแม้แต่น้อย
"ผมเกือบตายแล้วด้วยซ้ำ แต่เมื่อคืนนี้ อันดาเป็นคนพาผมกลับมาที่ห้อง แล้วเธอก็...."
ภาพความทรงจำเลือนรางเต็มที
เขาจำได้เพียงว่า หญิงสาวเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
พอกลับออกมา..ตอนนั้นเหมือนตัวเองกำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกตัวอีกที คือตอนที่คณิณเข้ามาปลุก
"เกล็ดปลาพวกนี้ ต้องเป็นของอันดาแน่ ๆ เธอช่วยผมเอาไว้ เมื่อคืนพวกล่าแวมไพร์บุกไปถึงหน้าโรงพยาบาล คนของเราน้อยกว่ามัน ผมพลาดท่าบาดเจ็บ นอนอยู่ที่ห้องหนังสือจนอันดาเข้าไปเจอพอดี"
แวมไพร์หนุ่มเรียบเรียงเหตุการณ์ เท่าที่ตนเองจำได้
"ตามตำราว่าไว้ว่าอวัยวะทุกส่วนของนางเงือกเปรียบเสมือนยาวิเศษ เห็นทีจะเป็นเรื่องจริงนะครับ"
"อืม..แต่ระวังเอาไว้หน่อยก็ดีนะ เรื่องพวกนี้คนรู้มาก อันตรายยิ่งมาก จำไว้"
รามิลแกะเกล็ดเงือกทั้งหมดออกมาใส่กล่องไม้เล็ก ๆ บนหัวเตียง แล้วเก็บมันเข้าลิ้นชัก
นี่อาจจะเป็นหนึ่งในความลับ ที่อันดาปกปิดเอาไว้ และไม่ต้องการให้ใครรับรู้
ในเมื่อเธอช่วยชีวิตเขาเอาไว้ หากไม่ได้เป็นความต้องการของเจ้าตัว ความลับนี้ ก็จะยังคงเป็นความลับต่อไป