บทที่ 9 นางบำเรอ

1617 Words
ติ๊ดๆๆๆ “แจ้งฝ่ายบุคคลด้วยว่านับตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไปปรับเงินเดือนของคุณมนตราเลขาของฉันเพิ่มขึ้นอีกสามเท่า” คนตัวโตที่ฉันเพิ่งจะมอบความสุขให้เขาด้วยปากเป็นครั้งแรกเอ่ยพูดกับปลายสายจนทำให้ฉันหยุดถึงกับหยุดชะงักขาเอาไว้ ก่อนจะหันไปมองเขาด้วยใบหน้าสงสัย และด้วยสีหน้าอีกทั้งท่าทางของฉันที่ดูจะตื่นตกใจของฉันก็ทำให้คนที่เพิ่งออกคำสั่งเพิ่มเงินเดือนให้เอ่ยปากไขข้อสงสัยทันที “มันเป็นสิ่งที่คุณควรจะได้รับ ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ” คำตอบเพียงสั้น ๆ ที่มอบให้กับความสงสัยของฉันได้แต่ทำให้ฉันเม้มปากแน่นเอาไว้ ก่อนที่ตัวเองเลือกจะไม่ใส่ใจแล้วหันกลับเพื่อไปเก็บของของตัวเองแล้วเตรียมตัวกลับที่พักสักที... ณ หอพักแห่งหนึ่ง แกร๊ก ~~ ฉันเปิดประตูห้องเข้าไปด้วยสภาวะร่างกายที่เหนื่อยล้าเต็มที และทันทีที่ฉันเปิดประตูห้องพักเข้าไปนั้น...ฉันกลับต้องพบเข้ากับอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันถึงกับหัวใจหล่นลงไปอยู่ตาตุ่มทันที “หะ...หายไปไหน ข้าวของของฉันหายไปไหนหมดเนี่ย...!!” ฉันอุทานลั่นเมื่อได้เห็นภาพของห้องตรงหน้าที่ดูว่างเปล่าจนคล้ายกับว่าไม่เคยมีใครอาศัยอยู่มาก่อนอย่างไงอย่างงั้น พร้อมกับร่างบางรีบถลาเดินเข้าไปดูห้องที่ตนเคยอยู่ทุกซอกทุกมุมด้วยใจระทึก “นะ...นี่ฉันเข้าห้องผิดหรือเปล่า” สองขารีบวิ่งออกไปดูหมายเลขหน้าห้องอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ “เลขห้องก็ถูกต้อง...ไม่ซิ...เราก็ยังไขกลอนประตูเข้ามาได้เลยนี่หน่า มันไม่มีอะไรที่ผิดเลย จะผิดก็แต่ข้าวของหายเกลี้ยง...ถ้างั้นก็...” ฉันตั้งสติทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ความจริงบางอย่างจะตีเข้าแสกหน้าว่าห้องฉันโดนยกเค้า...!! “ขโมย...!! ห้องฉันโดนขโมยขึ้น นิติ...!! ตำรวจ...!!” และในขณะที่ฉันกำลังสติหลุดพร้อมกับอาการลนลานอย่างคนที่กำลังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นสุดขีด เสียงเคาะที่ดังขึ้นหน้าประตูก็ได้เบนความตั้งใจที่จะกดเบอร์โทรหานิติให้หันไปมองทันที ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก “หรือว่านิติจะรู้แล้วก็เลยมาแจ้งข่าวซินะ” ฉันงึมงำกับตัวเองเบา ๆ และทันทีที่คิดได้แบบนั้นฉันก็รีบตรงไปเปิดประตูห้องทันที แกร๊ก ~~ “คือฉันโดน...” ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดจบประโยค ภาพตรงหน้าก็ปรากฏชายสวมชุดสูทสีดำยืนจังก้าอยู่หน้าห้อง และด้วยความตกใจเพราะคิดว่าชายร่างกำยำอาจจะมีเจตนาร้ายหรือไม่คนตรงหน้าก็อาจจะเป็นโจรขโมยของที่หวนกลับมา นั่นจึงทำให้ฉันรีบดันประตูเพื่อปิดหนีทันที เพียงแต่ว่ากลับถูกลำแขนแกร่งดันสู้ขืนเอาไว้ไม่ให้บานประตูปิดลงเสียก่อน “ขอโทษด้วยครับที่ทำให้ตกใจ ผมมารับคุณมนตราตามคำสั่งของนายครับ” ชายตรงหน้าประตูเอ่ยถึงจุดประสงค์ที่ตัวเองมาในครั้งนี้ ก่อนที่ฉันจะทันได้แหกปากร้องขอความช่วยเหลือ “นะ...นาย นายไหน ฉันไม่รู้จักแล้วเลิกดันประตูฉันสักทีไม่งั้นฉันจะร้องเรียกให้คนช่วยแล้วนะ” ฉันที่ยังคงตื่นตระหนกต่อเหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดรีบออกปากไล่คนตรงหน้าทันที “นายของผมก็คือคุณวาคิมครับ ท่านให้มารับคุณมนตราครับ” คนเดิมที่ยกมือขึ้นดันประตูบอกเสียงเรียบน้ำคำหนักแน่น “ห๊ะ...!! วะ...ว่าไงนะคะ” ฉันที่อึ้งกิมกี่กับสิ่งที่ได้ยินถึงกับลืมดันประตูทันที “นายหรือคุณวาคิมเจ้านายของผมให้มารับคุณมนตราครับ” ชายในชุดสูทย้ำคำสั่งที่ได้รับมาอีกครั้ง “รับฉัน รับฉันไปไหน...??” ฉันถามย้ำกลับไปด้วยความไม่เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ อีกทั้งยังรู้สึกหวั่นในใจด้วยกลัวว่าจะถูกบุคคลที่กล่าวอ้างเรียกไปทำอะไรอีกหรือเปล่า “ท่านให้มารับไปยังที่พักใหม่ที่ท่านเตรียมไว้ให้ครับ ส่วนข้าวของเครื่องใช้ของคุณมนตราทางพวกผมส่งคนมาขนไปจัดไว้ยังห้องใหม่เรียบร้อยแล้วครับ” ผู้ชายมาดสุขุมคนเดิมตอบคำถามที่อยู่ข้างในใจฉันจนหมดสิ้น และด้วยคำตอบของเขาก็ยิ่งทำให้ฉันสับสนมากขึ้นไปอีก “ที่พักใหม่...อะไร ยังไงกันค่ะเนี่ย ฉันงงไปหมดแล้ว...??” ฉันที่แสดงสีหน้าว่าสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากจริง ๆ และก่อนที่ฉันจะทันได้คิดอะไรเสียงโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น กระทั่งเมื่อภาพหน้าจอปรากฏชื่อของคนที่เป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายในตอนนี้ คิ้วเรียวสวยได้รูปก็พลันขมวดแน่นจนแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ “ท่านประธาน” ฉันมองหน้าจอมือถือตัวเองก่อนจะกดรับสาย “ค่ะท่านประธาน” ฉันกรอกเสียงตามสาย ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ลดความตื่นตระหนกลงเลยสักนิด “คนของผมไปถึงแล้วใช่ไหม” ปลายสายตอบ เหมือนกับรู้ดีว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับฉัน “ค่ะ แต่ว่านี่มันเรื่องอะไรกันค่ะ มนต์งงไปหมดแล้ว” ฉันถามกลับด้วยอยากได้คำอธิบายมากกว่านี้ “ก็แค่ทำตามที่เขาบอก” ปลายสายตอนเสียงเรียบ ไม่อธิบายให้ฉันเข้าใจเพิ่มเลยสักนิด “ยังไงคะ แล้วที่คนของท่านประธานบอกว่ามารับมนต์ไปอยู่ที่อยู่ใหม่ มันคือยังไงคะ” ฉันที่ยังไม่ได้รับคำอธิบายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ยังถามออกไปไม่หยุด “ก็ตามที่เขาบอก” ปลายสายพูดคล้ายกวนประสาท “ท่านประธานค่ะ มนต์ต้องการคำอธิบายค่ะ” ส่วนฉันที่เบื่อกับการเล่นลิ้นของเขาแล้วก็ได้เอ่ยถามเสียงเข้มออกไปอย่างลืมตัว “มาก่อนแล้วผมจะอธิบายให้ฟัง” และไม่ทันที่ฉันจะได้อ้าปากถามอะไรออกไปอีก ปลายสายก็กดตัดสัญญาณไปเสียดื้อ ๆ และนั่นจึงทำให้ฉันต้องจำใจตามชายชุดดำไปแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม ณ เพนท์เฮ้าส์สุดหรูใจกลางเมือง “นายครับ ผมพาคุณมนตรามาส่งแล้วครับ” ชายคนเดิมพาฉันเดินเข้ามายังห้องสุดหรูที่อยู่ชั้นบนสุดของคอนโดใจกลางเมือง ก่อนที่เขาจะโค้งหัวเอ่ยรายงานผู้เป็นเจ้านายตัวเองที่บัดนี้นั่งอยู่บนโซฟาหลุยส์สุดหรูกำลังยกแก้วบรั่นดีขึ้นจิบอยู่ด้วยท่าทางสบาย ๆ “อืม ออกไปได้แล้ว” ผู้เป็นเจ้านายเอ่ยเสียงเรียบ โดยไม่หันหน้ามามองคู่สนทนาเลยสักนิด “สวัสดีค่ะท่านประธาน” ฉันเอ่ยทักทายตามมารยาท เพราะไม่ว่าเรื่องราวระหว่างเขากับฉันจะเป็นยังไง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือสถานะความเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง “นั่งซิ” เขาพูดหลังจิบบรั่นดีในมือ และในจังหวะที่ฉันกำลังจะอ้าปากถามในสิ่งที่ตนเองสงสัย “ผมจัดการย้ายข้าวของคุณและคุณให้มาพักอยู่ห้องใต้คอนโตของผมแล้วนะ ส่วนเรื่องที่ห้องเก่าผมจัดการเคลียร์เรียบร้อยแล้วไม่ต้องเป็นกังวลไป” เขาพูดโดยที่สายตายังคงจับจ้องน้ำสีอำพันในแก้วใส และเป็นอีกครั้งที่ฉันยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามเขาออกไป เขาก็จัดการคลายข้อสงสัยที่มีอยู่ในใจของฉันแล้ว “ไม่ต้องกังวลงั้นเหรอคะ คุณเล่นทำอะไรโดยพลการแบบนี้ นั่นมันของของมนต์ เรื่องส่วนตัวของมนต์นะคะ” ฉันที่รู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่เขาทำถึงกับทนไม่ไหวออกปากตำหนิเขาไป “แล้วไง...” คิ้วเข้มเลิกขึ้นถามออกมาด้วยท่าทีไม่ยี่หระ “แล้วไง...เหอะ...!!” ส่วนฉันที่จนใจยอมซูฮกให้กับความเอาแต่ใจของเขาจริง ๆ ถึงกับพูดไม่ออก “เหมือนคุณจะลืมไปว่าเรายังมีข้อตกลงกันอยู่ และเมื่อไรที่ผมต้องการคุณ การที่มีคุณอยู่ใกล้ ๆ คุณก็สามารถตอบสนองผมได้ทันที” เขาที่อธิบายแบบพูดเองเออเอง ก่อนจะวางแก้วบรั่นดีในมือแล้วหันมามองหน้าฉันตรง ๆ เหมือนว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันถูกต้องแล้ว “แต่มนต์ไม่ใช่นางบำเรอของคุณนะคะ...!!” ฉันที่เหลืออดกับการบีบบังคับของเขา จนแทบอยากจะกระโดดเข้าไปบีบคอเขาให้ได้สติสักที แต่ทว่า...คำตอบที่คนตัวโตส่งมากลับทำให้ไฟโกรธที่คุกรุ่นอยู่กลางใจโหมลุกกระพือขึ้นมาทันที “ก็กำลังจะเป็นอยู่นี่ไง” เขายักคิ้วใส่อย่างไม่แยแสความรู้สึกฉันแม้แต่น้อย “คุณวาคิม...!!” ฉันถึงกับผุดตัวลุกขึ้นยืนอย่างคนที่แสดงออกถึงความไม่พอใจ พร้อมกับเตรียมตัวจะเดินกลับออกไปทันที... (ชิ...ไม่ทงไม่ทำมันแล้วงานเลขาอะไรนี่...) ฉันคิดในใจ และในจังหวะที่ฉันยังไม่ทันได้ก้าวเท้าแม้สักครึ่งก้าว เสียงที่เป็นดั่งคำประกาศิตก็เอ่ยเพื่อหยุดการก้าวขาของฉันเอาไว้...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD