หลังจากที่คาริสาและมาร์ตินนั่งทานอาหารมาได้สักพัก เขาก็ถูกลูกน้องคนสนิทอย่างมาร์ชตามตัวออกมาจากเพนท์เฮาส์ด้วยเพราะตอนนี้เกิดเรื่องที่ไนต์คลับขึ้น ทำให้มาร์ตินต้องรีบไปจัดการ ซึ่งการมาตามมาร์ตินในครั้งนี้ทำให้หญิงสาวเพิ่งได้รู้ว่ามาร์ตินนั้นมีไนต์คลับเป็นของตนเองด้วย
ซึ่งหลังจากที่มาร์ตินออกไปจากเพนท์เฮาส์ได้เพียงไม่นาน คาริสาที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรได้คิดที่จะกลับบ้าน แต่ทันทีที่เธอเดินมาเพื่อเปิดประตูของเพนต์เฮาส์ จึงทำให้ได้รู้ว่าที่นี่ต้องให้ลายนิ้วมือในการเข้าและออก
บ้าจริง คุณคิดจะขังฉันไว้ที่นี่หรือไง
คุณหนูผู้ไม่เคยถูกขัดใจมาก่อนเอ่ยอย่างหัวเสีย เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ยิ่งเธอคิดถึงใบหน้าอันหล่อเหลาของมาร์ตินหญิงสาวก็ยิ่งหัวเสียขึ้นมากกว่าเดิม แต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ซึ่งเมื่อคาริสารู้ว่าตนเองไม่สามารถออกจากที่นี่ได้หญิงสาวก็เลือกที่จะเดินกลับไปทิ้งตัวเองลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดหนทาง
แต่ด้วยเพราะร่างกายยังคงมีอาการอ่อนเพลียอยู่ในตอนนี้ หญิงสาวจึงได้เผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัวเอง
ทางด้านของมาร์ติน
ชายหนุ่มได้เดินทางมายังไนต์คลับในทันทีหลังจากที่ได้รับรายงานจากมาร์ชเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นภายในไนต์คลับ แม้ว่าตอนนี้ในใจของเขายังคงอยากจะอยู่กับคาริสามากกว่า
“เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงที่นั่งเรียบ พร้อมท่าทีที่สง่าของมาร์ตินในเวลานี้ทำให้ชายหนุ่มดูน่ากลัวกว่าเวลาที่เขาสวมใส่ชุดกาวน์เสียอีก
ดวงตาคู่เข้มที่ใครต่อใครไม่กล้าสบมันโดยตรงตอนนี้ได้มองสำรวจไปรอบ ๆ ไนต์คลับ ซึ่งตอนนี้ชายหนุ่มได้พาตัวเองมาอยู่ชั้นบนของไนต์คลับ โดยที่นี่สามารถมองไปรอบ ๆ ของที่นี่ได้จนทั่วทั้งบริเวณ
“คือว่าเหล้าที่ทำการเบิกออกไปมันไม่ตรงกับบัญชีที่แจ้งครับ” มาร์ตินยังคงมีท่าทีที่นิ่งเฉยไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม
ซึ่งความนิ่งเฉยของชายหนุ่มในเวลานี้ไม่ต่างจากคลื่นใต้น้ำที่รอเวลากระแทก และแน่นอนว่าคนสนิทอย่างมาร์ชไม่อาจจะคาดเดาได้ว่ามาร์ตินจะจัดการคนที่ทรยศเขาอย่างไร
“พายุว่ายังไงบ้าง” มาร์ตินหันกลับมาเผชิญหน้าของมาร์ชก่อนถามออกมาด้วยเสียงที่นิ่งเรียบ
“บอกให้นายท่านเป็นคนตัดสินใจ”
เมื่อมาร์ตินได้ยินคำพูดของมาร์ชแล้ว เขาก็ไม่คิดจะพูดอะไรเพียงแต่เดินลงไปยังชั้นล่างของไนต์คลับ เขาเดินตรงไปหาผู้จัดการของร้านด้วยใบหน้าที่นิ่งเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเย็นชา
แต่ทว่าการมาของชายหนุ่มทำให้คนที่เห็นต่างพากันตกใจไม่น้อย เพราะมาร์ตินไม่เคยเดินลงมายังชั้นล่างแบบนี้เลยสักครั้ง
“นายท่านมีอะไรหรือเปล่าครับ” ผู้จัดการของร้านถามออกมาด้วยความสงสัย ท่าทีของอีกฝ่ายในตอนนี้เกร็งไปทั้งตัว
“บัญชีเบิกของกับบัญชีเงินทำไมไม่ตรงกัน” แม้ว่าคำพูดของอีกฝ่ายในตอนนี้จะเป็นเหมือนคำบอกกล่าว แต่ทุกคนที่นี่รู้ดีว่ามาร์ตินไม่ได้มาเพียงแค่บอกให้อีกฝ่ายรู้ตัวเองเท่านั้น
“เอ่อคือว่า มันอาจจะมีอะไรผิดพลาดก็ได้ครับ เดี๋ยวผมให้คนจัดการตรวจดูให้ใหม่” ท่าทีลนลานของผู้จัดการร้านในตอนนี้ทำให้มาร์ตินที่เห็นแสยะยิ้มร้ายออกมา
เท้าหนาก้าวเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยใบหน้านิ่ง ๆ
“มึงคิดว่ากูโง่เหรอ”
“เปล่าครับนายท่าน แต่เรื่องนี้ผมไม่รู้จริง ๆ ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“มึงจะพูดเองหรือให้กูอ้าปากให้”
“นายท่าน....ผมไม่รู้เรื่องจริง” ท่าทีหวาดกลัวของผู้จัดการร้านในตอนนี้ กลายเป็นที่สนใจของเหล่าพนักงานและลูกค้า
ด้วยที่ว่าใคร ๆ ก็ต่างรู้ดีว่ามาร์ตินเป็นคนที่เหี้ยมโหดแค่ไหน และเป็นคนที่เด็ดขาด เขาไม่เคยปราณีให้ใครรอดพ้นจากมือของเขา
“ลากมันไปที่ชั้นใต้ดิน”
“นายท่านผมไม่รู้เรื่องจริง ๆ ปล่อยผมไปเถอะครับ ผมขอร้อง” เสียงของผู้จัดการยังคงส่งเสียงดังออกมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มาร์ชได้ให้การ์ดพาอีกฝ่ายตามผู้เป็นนายเหนือหัวไปยังห้องใต้ดินของไนต์คลับ
เมื่อผู้จัดการที่ถูกพามาในห้องใต้ดินได้รับอิสระก็รีบตรงเข้าไปหามาร์ตินที่นั่งดื่มเหล้าอยู่บนเก้าอี้โซฟา โดยมีลูกน้องของเขาอย่างมาร์ชเป็นคนดูแลผู้เป็นนาย
“นายท่าน ผมไม่ได้ทำนะครับ นายท่านต้องเชื่อผม” ผู้จัดการที่ขยับตัวเองมาคุกเข่าต่อหน้าของมาร์ตินเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยเพราะความกลัว
“ทำให้มันพูดออกมา”
“ครับนายท่าน” สิ้นเสียงของมาร์ตินเหล่าลูกน้องของชายหนุ่มก็เริ่มลงมือในการเคล้นเอาความจริง เสียงร้องอย่างโอดครวญดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สีหน้าของมาร์ตินยังคงเรียบนิ่งเหมือนเดิม
“มึงจะพูดไหม”
“พูด ผมพูด...” สิ้นเสียงของผู้จัดการไนต์คลับที่ตอนนี้ได้เอ่ยออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย พร้อมทิ้งร่างของตนเองซึ่งกำลังบอบช้ำเพราะถูกซ้อมลงไปกับพื้น
“ผมทำบัญชีเบิกของขึ้นมาใหม่มันไม่ตรงกับบัญชีของร้านครับ”
“แล้วของ”
“ผมเอาไปขาย”
“จัดการมันซะ” มาร์ตินพูดก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเดินตรงออกไปจากห้องใต้ดินด้วยท่าทีนิ่งเฉย ทั้ง ๆ ที่ภายในใจอยากจะฉีกร่างของอีกฝ่ายออกมาเป็นชิ้น ๆ
หลังจากมาร์ตินออกมาจากห้องใต้ดินเขาก็กลับเข้ามาที่ห้องพักส่วนตัว ซึ่งเพื่อนสนิทของเขาอย่างพายุก็อยู่ภายในห้องนี้ด้วย
“เป็นไงบ้าง”
“กูบอกมึงกี่ครั้งแล้วว่าผู้จัดการร้านไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ มึงเสือกไม่เชื่อกู” มาร์ตินเอ่ยอย่างหงุดหงิด เขาเดินไปทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามอีกฝ่ายด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ถ้าไม่เอาผู้จัดการร้านเข้ามาดู แล้วใครจะดู พูดอย่างกับมีเวลา” พายุเอ่ยอย่างไม่เข้าใจความคิดของเพื่อนสนิท เพราะที่เขาให้คนอื่นเข้ามาดูแลเพราะไม่ว่าเขาหรือฝาแฝดของเขาไม่มีเวลามากพอที่จะดูแลที่นี่ ยิ่งมาร์ตินยิ่งแล้วใหญ่ รายนั้นแทบจะไม่มีเวลาเลยก็ว่าได้
“ก็เวียนกันเข้ามาดูสิ จะยากอะไร”
“มึงพูดเหมือนง่าย เอ่อแต่เมื่อวานนี้ที่โรงพยาบาลสาวที่ไหนไปขอเจอมึงวะ เห็นว่ามาขอเจอทุกวันเลย” พายุเอ่ยถามอย่างสงสัย แต่คำถามของเขาทำให้เพื่อนสนิทของเขาเหมือนเพิ่งรู้ตัวเองว่าลืมอะไรบางอย่างไป
“เสือก”
“เอ้าแล้วมึงจะไปไหน” พายุเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจการกระทำของมาร์ติน ที่อยู่ ๆ ก็ด่าเขาก่อนจะพาตัวเองออกไปจากห้องพักส่วนตัว
ทางด้านของมาร์ตินหลังจากออกมาจากไนต์คลับแล้ว ชายหนุ่มก็เดินทางกลับมาที่เพนท์เฮาส์ทันที ซึ่งทันทีที่เดินเข้ามาภายในเพนท์เฮาส์ที่เงียบและมืดทำให้มาร์ตินหัวเสียอย่างบอกไม่ถูก เมื่อนึกได้ว่าคาริสาน่าจะกลับบ้านไปแล้ว
แต่ทว่าทันทีที่เขาเปิดไฟ ก็เจอร่างของหญิงสาวที่นอนขดอยู่บนโซฟา ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเธอด้วยสีหน้าที่นั่งเรียบ
สายตาคู่คมมองสำรวจใบหน้าสวยอย่างพิจารณา เขารู้ว่าความสวยงามตรงหน้านี้ทำให้เขาหลงใหล ในขณะที่มือของเขาได้เอื้อมไปจับลงที่ปลายคางของอีกฝ่ายเพื่อให้เธอหันมามองใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน
“อืม คุณกลับมานานยังคะ” คาริสาเอ่ยถามด้วยอาการงัวเงียหลังจากที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา
“...” แต่ก็ยังคงไร้เสียงตอบกลับออกมา เมื่อมาร์ตินยังคงนิ่งเงียบไม่แสดงท่าทีใด ๆ ออกมา
“มองหน้าฉันมีอะไรหรือเปล่าคะ” คาริสาเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมมานอนตรงนี้”
“ก็คุณ...” ยังไม่ทันสิ้นเสียงหวาน เสียงของคาริสาก็ถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอ เมื่อชายหนุ่มจูบลงบนเรียวปากของอีกฝ่าย มือหนาเอื้อมไปจับลงที่ต้นขาของหญิงสาวพร้อมออกแรงในการบีบเคล้น