บทที่ 4

1702 Words
บทที่ 4 อันเล่อเดินกลับเรือนด้วยความโมโห สกุลมู่ทำกับคุณหนูของพวกเราแบบนี้ได้อย่างไร ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด เรื่องนี้นางต้องแจ้งให้สกุลจางได้รู้ ว่าสกุลมู่ทำอะไรเอาไว้บ้าง แต่เมื่อเดินมาถึงเรือนหอ ความโมโหนั้นก็ได้หายไปทันที เหลือเพียงแค่ความสงสาร เหตุใดเจ้านายของนางต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย สามีแต่งฮูหยินรองเข้ามาวันเดียวกัน ซ้ำยังหนีไปนอนที่เรือนของฮูหยินรองอีก นางจะบอกเรื่องนี้กับคุณหนูอย่างไรดี ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสาร “ฮูหยินเจ้าคะ” อันเล่อเอ่ยเรียกนายสาว ก่อนจะเปิดประตูห้องเข้าไปเบา ๆ “มีอันใดหรือ” “เอ่อ… คือ” นางลังเลใจว่าจะบอกเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะไม่อยากให้เจ้านายต้องทนรับความเจ็บปวดอีก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้านายของนางก็ทนรับความเจ็บช้ำมามากพอแล้ว วันนี้ที่ควรจะเป็นวันที่มีความสุขที่สุด แต่กลับต้องพังลงเพราะสามีเลือกที่จะไปอยู่กับสตรีอื่น เมื่อเห็นว่าสาวใช้เงียบไปนาน นางจึงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง “มีเรื่องอันใดหรืออันเล่อ” “คุณชายใหญ่ไปนอนที่…” นางเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป “เรือนฮูหยินรองเจ้าค่ะ” เมื่อได้ยินแบบนั้น ร่างกายของไป่ฉีก็ชาไปทั้งตัว ฮูหยินรอง? เขาแต่งฮูหยินรองเมื่อใด เหตุใดนางจึงไม่รู้ “ฮูหยินรองหรือ” ในที่สุดนางก็หาเสียงของตัวเองเจอ นางถามออกไปอย่างไม่สามารถควบคุมน้ำเสียงได้ “ใช่เจ้าค่ะ” “แต่งเมื่อใด” ตอนนี้หญิงสาวเริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ก็พยายามฝืนตัวเองเอาไว้ นางไม่อยากจะเสียน้ำตาในวันมงคลแบบนี้ “วันนี้เจ้าค่ะ” เมื่อได้ยินน้ำเสียงไม่สู้ดีของเจ้านาย นางจึงตอบไปอย่างแผ่วเบา แต่หารู้ไม่ว่า แม้เสียงจะเบาเพียงใด แต่มันก็ฝั่งลึกลงไปในใจของคนฟังอยู่ดี “เจ้าออกไปเถิด ข้าอยากอยู่คนเดียว” นางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “แต่…” “ออกไปเถิด” ตอนนี้นางยังไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ นางขอเวลาทำใจสักหน่อยก่อนแล้วกัน “บ่าวขออยู่ข้าง ๆ คุณหนูนะเจ้าค่ะ บ่าวรับปากว่าจะไม่พูดอะไรอีก” นางร้องขอ เพราะตอนนี้นางไม่อยากปล่อยให้เจ้านายอยู่เพียงลำพัง อันเล่อมองนายสาวด้วยความเป็นห่วง ตอนนี้นางคงเสียใจเป็นอย่างมาก จางไป่ฉีเมื่อเห็นว่าสาวใช้ไม่ยอมออกไปก็ไม่ได้ว่าอะไร ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ราวกับเรื่องที่อันเล่อกล่าวมานั้นมิได้มีผลกระทบอะไรกับนาง แต่ใครจะรู้ ว่าภายใต้ผ้าคลุมหน้าผืนนั้น น้ำตาของนางไหลออกมาเป็นสายอย่างไม่สามารถห้ามได้ แม้จะบอกตัวเองว่าห้ามมิให้ร้องไห้ แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาทำกับนางในวันนี้ นางก็ไม่สามารถควบคุมมันได้เลย เขาใจร้ายกับนางเกินไปหรือไม่ อย่างไรวันนี้ก็เป็นวันแต่งงานของนางกับเขา เขามาทำแบบนี้กับนางได้อย่างไร มันช่างไม่ยุติธรรมกับนางเลยจริง ๆ แม้จะผ่านไปหลายชั่วยาม แต่นานก็ยังคงนั่งอยู่แบบนั้น ไม่ได้ขยับไปที่ใด ท่าทางที่นิ่งสงบนั้น ใครจะรู้ว่ามันซ่อนความรู้สึกเสียใจ ผิดหวังไว้มากมายเพียงใด สาวใช้ที่อยู่หน้าห้องต่างก็ทนไม่ไหว เพราะนี่ก็ดึกมากแล้ว คุณชายก็ไม่มาเสียที แล้วฮูหยินคนใหม่จะทำอย่างไร ผ้าคลุมหน้าก็ยังไม่เปิด พวกนางต่างมองหน้าและปรึกษากัน หากปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ พวกนางถูกส่งมาที่เรือนนี้แล้ว หากวันหน้าเจ้านายลำบาก พวกนางก็ต้องลำบากไปด้วยอย่างแน่นอน เรือนหอของเจ้าสาวถูกจุดไฟไว้ตลอดทั้งคืน เพราะเจ้าบ่าวไม่ยอมเข้ามาที่เรือนหอ เจ้าสาวจึงทำได้เพียงจุดไฟรอเท่านั้น มู่จือเฉิง หลังสาวใช้ของจางไป่ฉีไปได้ไม่นาน เขาก็เดินไปล้มตัวลงนอนที่ตั่งยาว ไม่คิดที่จะเปิดปากกับคนที่อยู่ร่วมห้องเลยแม้แต่น้อย วันนี้เขาเหนื่อยมากแล้ว อยากจะพักผ่อน หากไม่เพื่อหักหน้าของจางไป่ฉี เขาคงไปนอนที่ห้องหนังสือแล้ว หลงเจียงลี่มองชายหนุ่มด้วยใบหน้าผิดหวังเล็กน้อย นางคิดว่าเขาจะนอนร่วมเตียงกับนางเสียอีก แต่ไม่เป็นไร นางยังมีโอกาสอีกมากที่จะทำให้เขาหันมาสนใจนาง ตอนนี้ขอเพียงกำจัดจางไป่ฉีออกไปให้พ้นทาง ตำแหน่งภรรยาเอก อย่างไรก็ต้องตกเป็นของนาง เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าว่าจะลุกมาสนทนากับนาง นางก็เดินไปล้มตัวนอนที่เตียงอย่างมีความสุข พรุ่งนี้เรื่องนี้จะต้องถูกพูดถึงอย่างแน่นอน นางอยากเห็นว่าจางไป่ฉีจะทำหน้าเช่นไรในวันพรุ่งนี้ เข้าวันรุ่งขึ้น เรื่องที่คุณชายใหญ่แต่งงานรับฮูหยินรองเข้ามาในวันเดียวกันก็ถูกพูดถึงในหมู่ของบ่าวไพร่ แต่ที่มากกว่านั้นคือเขาเลือกที่จะไปอยู่กับฮูหยินรองมากกว่าที่จะอยู่กับฮูหยินใหญ่ เพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่าผู้ใดได้รับความโปรดปรานมากกว่ากัน ทั้งยังเรื่องของฮูหยินคนใหม่จุดไฟรอสามีจนถึงเจ้าก็ถูกพูดถึงกันอย่างขบขัน เมื่อเรื่องไปถึงเรือนใหญ่ ต้องลำบากถงเซี่ยซิน นายหญิงของจวนมู่ ลงมาจัดการด้วยตนเอง นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบุตรชายของนางจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ ไม่ไว้หน้าสกุลจาง ทั้งยังไม่ไว้หน้าสกุลมู่ของตนอีก ไม่รู้ว่าคิดอันใดอยู่ จึงกล้าทำเรื่องที่น่าเกลียดแบบนี้ “เจ้าไปเชิญคุณชายใหญ่มาพบข้าที่เรือน” นางเอ่ยสั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงดุดัน “เจ้าค่ะ” เมื่อได้ยินน้ำเสียงดุดันของเจ้านาย นางก็ไม่รอช้ารีบออกไปทำตามคำสั่ง เมื่อมาถึงเรือนของคุณชายใหญ่ นางก็ถามบ่าวรับใช้ที่อยู่แถวนั้นทันที “คุณชายใหญ่อยู่หรือไม่” “คุณชายอยู่ที่ห้องหนังสือ” เมื่อนางได้รับคำตอบก็ตรงไปที่ห้องหนังสือ “ข้ามาขอพบคุณชายใหญ่” นางแจ้งบ่าวที่เฝ้าประตู “สาวใช้เรือนฮูหยินมาขอพบคุณชายขอรับ” “ให้เข้ามา” น้ำเสียงเรียบนิ่งตอบออกมา ติดจะไม่พอใจอยู่หลายส่วน ประตูห้องถูกเปิดออกโดยบ่าวเฝ้าประตู สาวใช้เดินเข้าไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น “ฮูหยินให้มาเชิญคุณชายไปพบเจ้าค่ะ” นางตัดใจพูดออกไป แม้จะกลัวท่าทางของคุณใหญ่มากเพียงใดก็ตาม “เดี๋ยวข้าตามไป” “จะ… เจ้าค่ะ” นางตอบรับแล้วเดินออกไปด้วยความรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าสาวใช้เดินกลับมา โดยที่บุตรชายของนางไม่ได้ตามมาด้วย จึงได้เอ่ยถามด้วยความโมโห “ไหนเล่าคุณชายใหญ่ของเจ้า” “คุณชายใหญ่บอกว่า เดี๋ยวตามมาเจ้าค่ะ” เมื่อมาถึงเรือน ความกลัวที่มีก่อนหน้าได้หายไปจนหมด นางจึงลอกเลียนแบบของคุณชายใหญ่ ให้ผู้เป็นนายอย่างไม่เกรงกลัว “ใช้มิได้จริง ๆ หรือต้องให้ข้าไปตามด้วยตน…” นางยังพูดไม่ทันจบ เสียงของบุตรชายก็เอ่ยแทรกขึ้นมา “ไม่ต้องลำบากท่านแม่หรอกขอรับ ข้ามาแล้ว” “มานี่เดี๋ยวนี้เลยเจ้าลูกตัวดี เจ้าทำแบบนี้ได้อย่างไร” เมื่อเห็นว่าบุตรชายมาถึงแล้ว คนเป็นแม่ก็เริ่มต่อว่าทันที มู่จือเฉิงเดินตามเข้าไปนั่งโดยที่ไม่ตอบโต้อะไร “บอกแม่มาซิ เจ้าคิดอันใดอยู่จึงได้ทำแบบนี้” นางถามหาสาเหตุที่ทำให้บุตรชายตัดสินใจทำเรื่องแบบนี้ “ข้ามิได้อยากแต่งงานกับนาง” เขาเลือกที่จะบอกมารดาไปเพียงเท่านี้ ไม่ได้เล่าถึงสาเหตุที่แท้จริง “เจ้าเลยทำเช่นนี้เพื่อหักหน้านาง” เมื่อได้ยินคำตอบของบุตรชาย นางก็แทบลมจับทันที เมื่อเห็นท่าทางที่ไม่ทุกข์ร้อนของบุตรชายนางก็แทบจะเป็นลมไปให้ได้เสียตอนนี้ “แล้วแม่จะให้คำอธิบายกับสกุลจางอย่างไร ผู้ใดจะไม่มีโทสะ ที่บุตรสาวโดนหักหน้าตั้งแต่วันแรกที่มาเหยียบที่จวนของเรา” “หากรับมิได้ ก็สามารถมารับบุตรสาวกลับได้ขอรับ” เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเขามิได้เต็มใจจะอยู่ใต้ชายคาเดียวกับนางอยู่แล้ว “มิได้ ภรรยาเอกของเจ้ามีเพียงฉีเอ๋อร์เท่านั้น” นางพูดอย่างไม่ยอม คนที่นางยอมรับเป็นสะใภ้มีเพียง จางไป่ฉี เท่านั้น “เช่นนั้นแล้วก็แต่ท่านแม่ แต่นางจะไม่ได้รับความรักจากลูก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่ได้สนใจความรู้สึกของผู้เป็นมารดาเลยแม้แต่น้อย “เจ้าจะทำแบบนั้นกับน้องได้อย่างไร เจ้าก็รู้จักกับน้องมาตั้งแต่ยังเล็ก เจ้าจะใจร้ายกับน้องได้ถึงเพียงนั้นเลยหรือ” นางพยายามโน้มน้าวใจบุตรชาย จะอย่างไรก็รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก หากไม่รักก็อย่าใจร้ายต่อกันถึงเพียงนั้นเลย ชายหนุ่มชะงักไปเมื่อได้ยินคำพูดของมารดา แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่นางทำต่อจางชิงซาน ความลังเลก็ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง “หากท่านแม่ไม่มีอันใดแล้ว ข้าขอตัวก่อน มีงานที่ต้องสะสาง” เขาเดินออกไปโดยไม่สนใจมารดา หากจางไป่ฉีไม่ทำอันใดพี่สาวตนเอง ปานนี้เขาและนางคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีบุตรที่น่ารักไปแล้ว ถงเซี่ยซิน เมื่อเห็นว่าบุตรชายไม่ยอมฟัง ก็ได้ทำทีท่าว่าจะเป็นลมเสียให้ได้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD