บทที่ 5
เขาเดินกลับมาที่เรือนของตัวเองอย่างอารมณ์ไม่ดี เขารู้สึกหงุดหงิดตัวเอง ที่ช่วงหนึ่งของความคิดนึกสงสารนาง
มิได้ เขาจะสงสารนางมิได้เป็นอันขาด นางทำไม่ดีกับซานเอ๋อร์เอาไว้มาก เขาจะต้องหาทางแก้แค้นให้คนรักของเขาให้ได้
ในขณะที่เขากำลังเดินกลับเรือน ก็พบกับจางไป่ฉีที่ยืนอยู่ก็ยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียมากขึ้น
“ท่านพี่” หญิงสาวเอ่ยทักทายเขาด้วยน้ำแผ่วเบา
เดิมที่เขาคิดจะเดินผ่านนางไปเฉย ๆ แต่เมื่อคิดถึงเรื่องที่โดนท่านแม่เรียกไปต่อว่า เขาก็เกิดความโมโหขึ้น จึงหยุดเดินแล้วหันไปมองหน้าของนางตรง ๆ
“เป็นเจ้าที่เอาเรื่องของข้าไปฟ้องท่านแม่ใช่หรือไม่” เขายื่นมือไปบีบแขนของนางทั้งสองข้างอย่างแรง
“ท่านพี่ ข้าเจ็บ” นางพยายามแกะมือของเขาออก แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะนางไม่สามารถสู้แรงของบุรุษได้
“เจ็บสิดี เจ้าจะได้จำว่ามิควรนำเรื่องไม่เป็นเรื่องไปฟ้องท่านแม่” เขาเพิ่มแรงขึ้นอีก เพื่อเป็นการตอกย้ำนาง “และที่สำคัญ มิต้องมาเรียกข้าว่าท่านพี่ เพราะเจ้ากับข้าไม่ได้เป็นอันใดกัน!!”
พูดจบเขาก็ดันตัวของนางอย่างแรง จนนางล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น
“คุณหนู!!” อันเล่อเมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบเข้าไปประคองเจ้านายของตัวเองด้วยความเป็นห่วง พลางสำรวจว่านางได้รับบาดเจ็บหรือไม่
“ละ… เลือด คุณหนูเลือดออกเจ้าค่ะ” นางร้องออกมาด้วยความตกใจ
เมื่อมู่จือเฉิงได้ยินแบบนั้นก็ชะงักไปทันที เขาไม่ได้คิดที่จะทำรุนแรงจนนางได้รับบาดเจ็บแบบนี้
เขาคิดจะเข้าไปดู แต่ก็ต้องหยุดลงเพราะทิฐินั้นมีมากกว่า จากนั้นก็เดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองนางอีก
จางไป่ฉีนั่งมองเขาเดินจากไปด้วยความเจ็บปวด แต่หาใช่จากการได้รับบาดแผลไม่ ความเจ็บปวดของนางล้วนมาจากการกระทำของเขาทั้งสิ้น
หญิงสาวพยายามกลั้นน้ำตามิให้ไหลออกมา จากนี้นางจะไม่ร้องไห้ออกมาอีก
“คุณหนูเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”
เสียงของอันเล่อดังขึ้น ดึงให้นางหลุดออกมาจากความคิดของตัวเอง
“ข้าไม่เจ็บ” นางยกยิ้มส่งไปให้สาวใช้ข้างกาย
“คุณชายใหญ่ทำเกินไปแล้ว บ่าวจะไปแจ้งที่จวนสกุลจาง เรื่องนี้จะต้องมีคนรับผิดชอบ” อันเล่อพูดอย่างโกรธแค้น จะมาทำเช่นนี้กับคุณหนูของนางได้อย่างไร ไม่ไว้หน้ากันเลยสักนิด
“ช่างเถิด เรื่องเพียงเท่านี้เอง” จางไป่ฉีเอ่ยห้ามสาวใช้ เรื่องเพียงเท่านี้ไม่จำเป็นต้องทำให้มันใหญ่โต ก่อนจะบอกสาวใช้ให้พากลับเรือน เพราะตอนนี้นางเริ่มรู้สึกเจ็บที่แผล “พาข้ากลับเรือนเถิด”
“เจ้าค่ะ” นางประคองนายสาวให้ลุกขึ้น จากนั้นจึงพากันเดินกลับเรือนของตนไป
เดิมที่นางคิดที่จะไปเยี่ยมเยียนแม่สามี เห็นที่คงจะต้องเลื่อนออกไปก่อน
“คุณชายใหญ่ก็เกินไป ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงได้ทำรุนแรงกับคุณหนูถึงเพียงนี้” อันเล่อทำแผลให้เจ้านาย พลางบ่นออกมา
“เขาคงจะเกลียดข้ามาก” นางพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เหมือนต้องการจะย้ำเตือนตัวเอง ว่าอย่างไรเข้าก็ไม่มีทางที่จะกลับมาเป็นคนเดินคนนั้นอีกแล้ว
‘พี่จือเฉิง ขนมเจ้าค่ะ’ เด็กน้อยในวัยหกขวบปี ยื่นขนมให้เด็กชายที่กำลังนั่งสนทนากับพี่ชายของตน
‘ขอบใจมากฉีเอ๋อร์’ เขารับขนมจากนางไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
และอีกหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เขามักจะทำดี และใส่ใจนางอยู่เสมอ
‘ฮือฮือ…’ นางแอบนั่งร้องไห้อยู่เดียวในสวน เพราะแมวที่นางเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กได้ตาย ทำให้นางเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ไม่ต้องการให้คนในจวนเป็นห่วง จึงแอบมานั่งร้องไห้คนเดียว
พอดีที่มู่จือเฉิงเดินผ่านมาทางนี้พอดี และได้ยินเสียงของนางร้องไห้ จึงได้เข้ามาปลอบ
‘ฉีเอ๋อร์ของเราเป็นอันใด ทำไมถึงร้องไห้ฟูมฟายเช่นนี้’ เขาเดินเข้ามาลูบหัวของนางเบา ๆ อย่างอ่อนโยน
‘เหม่ย… เหม่ยลี่ตายแล้วเจ้าค่ะ มะ… มันทิ้งข้าไปแล้ว’ นางตอบเขาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอืน พลางเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า
‘เหม่ยลี่มิได้ทิ้งเจ้าไปที่ใด’ เขาเอ่ยปลอบนาง พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน
เขามักจะดีกับนางแบบนี้เสมอ จนวันหนึ่ง คนทั้งสองตระกูลได้ยกเรื่องการหมั้นหมายขึ้นมาพูด ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าให้พี่สาวของนางและเขาหมั้นหมาย
ตั้งแต่นั้นมา เขาก็เริ่มตีตัวออกห่างจากนาง นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงทำเช่นนั้น นางไม่รู้ตัวเลยว่าไปทำอันใดให้เขาไม่พอใจหรือไม่
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
เสียงของอันเล่อดึงนางออกมาจากห้วงความทรงจำ
“ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มขอบคุณ ส่งไปให้อันเล่อ
“คุณหนูจะไม่บอกเรื่องนี้กับผู้ใดจริง ๆ หรือเจ้าค่ะ” นางถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง คุณหนูจะยอมทนอยู่แบบนี้จริง ๆ หรือ
“ไม่ต้องให้คนอื่นต้องเป็นห่วง เรื่องเพียงเท่านี้เอง” นางแต่งออกมาแล้ว ไม่อยากให้บิดามารดาต้องค่อยเป็นห่วง
“แต่…”
“ไม่มีแต่ เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้กันอีก” นางย้ำกับอันเล่ออีกครั้ง
“เจ้าค่ะ”
หลายวันต่อมา
หลงเจียงลี่เมื่อเห็นว่าจางไป่ฉีมิได้มีท่าทีตอบโต้ ก็เริ่มได้ใจ เพราะตลอดเวลาที่นางรู้จักกับจางไป่ฉี นางก็เป็นคนเงียบ ๆ ไม่มีปากไม่มีเสียงอยู่แล้ว หากจะทำให้ชีวิตของนางในจวนแห่งนี้ลำบากขึ้นอีกนิดคงจะไม่เป็นอันใด
นางเดินไปที่ครัวใหญ่อย่างวางท่า เพราะทุกคนในจวนตอนนี้ก็รับรู้หมดแล้วว่าคุณชายใหญ่โปรดปรานนางมากเพียงใด เพราะเขาไปนอนที่เรือนของนางทุกคืน ไม่เคยไปเหยียบเรือนของฮูหยินใหญ่เลยแม้แต่ครั้งเดียว บ่าวรับใช้ในจวนจึงให้ความเคารพนางเป็นอย่างมาก ต่างจากจางไป่ฉี ที่เดินไปทางไหนก็มีแต่คนหัวเราะ
“คารวะฮูหยิน” บ่าวรับใช้ในจวนต่างก็พากันเอ่ยเรียกเจ้านายคนใหม่อย่างประจบประแจง ราวกับว่านางคือภรรยาเอก ของคุณชายใหญ่
“ฮูหยินมาที่นี่ด้วยตนเอง ต้องการอันใดเป็นพิเศษ สามารถแจ้งบ่าวได้เลยนะเจ้าค่ะ” แม่ครัวพูดอย่างประจบสอพลอ
“ข้ารู้สึกว่าอาหารการกินที่จวนนี้ดีเกินไป” นางสบตากับแม่ครัว
“เจ้าค่ะ”
“ดี วันหน้าข้าจะให้รางวัลเจ้าอย่างงาม” หญิงสาวยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ขอบคุณเจ้าค่ะฮูหยิน” บ่าวรับใช้ในครัวต่างพูดออกมาพร้อมกัน
หญิงสาวยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะเดินจากไป
เหล่าแม่ครัวต่างเชื่อฟังคำสั่งของหลงเจียงลี่ เพราะเห็นว่าคุณชายใหญ่ให้ความสำคัญกับนางเป็นอย่างมาก
ในวันข้างหน้า อย่างไรสกุลมู่ก็ต้องตกอยู่ในความดูแลของคุณชายใหญ่ จะประจบประแจงคนที่ได้รับความโปรดปรานก็มิใช่เรื่องแปลก
ตกเย็นวันนั้น อาหารที่ถูกส่งไปที่จวนเรือนของจางไป่ฉี ก็ดูย่ำแย่เสียกว่าอาหารของบ่าวรับใช้เสียอีก น้ำแกงก็ใสราวกับมิได้ปรุง เนื้อก็ไม่มีสักชิ้น มีเพียงเศษผักอยู่นิดเดียว เนื้อย่างก็มีเพียงไม่กี่ชิ้น ผัดผักก็เหมือนเอาเศษผักมาทำให้ ส่วนข้าวต้มก็มีแต่น้ำ แทบจะหาข้าวไม่เจอ
“คุณหนู นี่มันเกินไปหรือไม่ บ่าวรับใช้ที่จวนของเรายังได้กินดีกว่านี้เสียอีก” อันเล่อพูดขึ้นอย่างมีโทสะ อย่างไรคุณหนูของนางก็เป็นภรรยาเอกของคุณชายใหญ่ จะให้กินเพียงเศษอาหารพวกนี้จริง ๆ หรือ
“ช่างเถอะ วันหน้าก็ออกไปซื้ออาหารที่ตลาดมาทาน ซื้อมาให้คนในเรือนด้วยเล่า” นางพูดอย่างใจกว้าง มิได้รู้สึกโมโหหรือมีโทสะเลยแม้แต่น้อยที่โดนกระทำแบบนี้
“คุณหนูจะทนอยู่แบบนี้หรือเจ้าคะ” อันเล่อพูดขึ้นอย่างไม่ยอม เหตุใดคุณหนูต้องยอมโดนคนรังแกอยู่แบบนี้
“ช่างเถิด เขาจะทำอันใดก็ปล่อยให้เขาทำไป” นางไม่อยากให้ผู้ใดต้องมากังวลใจเพราะนาง นางขออยู่แบบสงบ ๆ แบบนี้ ไม่ต้องการไปแย่งชิงความโปรดปรานกับใคร
อันเล่อก็ได้แต่จำใจยอมทำตาม คุณหนูแม้ภายนอกจะดูไม่สู้คน แต่เมื่อได้ตัดสินใจทำอันใดแล้ว แม้แต่ผู้เป็นมารดาก็ไม่สามารถห้ามได้
นางก็ได้แต่หวังว่าคุณหนูจะสามารถตัดใจจากคุณชายใหญ่ได้ในเร็ววัน