บทที่ 6
เมื่อเห็นว่าจางไป่ฉีไม่ตอบโต้ หลงเจียงลี่ก็ยิ่งได้ใจ หาทางกลั่นแกล้งนางสารพัด
หลายครั้งที่หญิงสาวออกไปนั่งเล่นที่ศาลา ก็มักจะถูกกลั่นแกล้งโดยหลงเจียงลี่เสมอ
“เจ้ามานั่งทำอันใดที่นี่” นางถามขึ้น พลางใช้สายตามองจางไป่ฉีที่นั่งอยู่ด้วยสายตาเหยียดหยาม
“ข้ามีสิทธิ์ที่จะไปนั่งที่ใดก็ได้ในจวนนี้” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่คิดที่จะใส่ใจสตรีที่ยื่นอยู่
“ฮ่าฮ่า มีสิทธิ์หรือ คนอย่างเจ้าจะไปมีสิทธิ์อันใด” บ่าวที่อยู่บริเวณนั้นหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ในจวนสกุลมู่นี่แทบจะไม่มีใครให้ความเคารพฮูหยินผู้นี้แล้ว
“อย่างไรข้าก็เป็นภรรยาเอก เจ้าก็ควรจะให้ความเคารพข้าบ้าง” นางหันไปมองหน้าหลงเจียงลี่ตรง ๆ อย่างไม่เกรงกลัว
ที่นางนิ่งเฉย ไม่ใช่เพราะว่านางเกรงกลัว นางไม่อยากจะสร้างเรื่องปวดหัวให้แม่สามี หากมาวุ่นวายกับนางไม่เลิกแบบนี้ เห็นทีว่านางคงต้องทำอะไรสักอย่าง
“ภรรยาเอกแล้วอย่างไร ฮูหยินใหญ่แล้วอย่างไร เพราะคนที่ได้รับความรักจากท่านพี่ก็คือข้าคนนี้ ฮ่าฮ่า” นางหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
จางไป่ฉีกำมือแน่น อย่างต้องการระงับอารมณ์ จากนั้นจึงลุกขึ้นประจันหน้ากับหลงเจียงลี่
“เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าฮูหยินใหญ่เช่นข้าสามารถทำอันใดได้บ้าง” นางใช้สายตามองไปรอบ ๆ เหล่าสาวใช้ที่ทำท่าทีหยิ่งผยองในตอนแรกต่างพากันก้มหน้าลงจนหมด แต่ก็มีบางคนที่ยังคงเชื่อมั่นในเจ้านายของคน ไม่ได้มีท่าทางหวาดกลัวเหมือนคนอื่น
หลงเจียงลี่ยกยิ้มขึ้นอย่างท้าทาย นางก็อยากจะรู้นักว่าสตรีผู้นี้จะทำอย่างไร
“พวกเจ้าอย่าลืมว่าท่านแม่ยังอยู่ พวกเจ้าคงไม่รู้ว่าท่านเอ็นดูข้ามากแค่ไหน” นางพูดอย่างคนที่เหนือกว่า “ที่ข้าไม่เอาเรื่องกับพวกเจ้าทุกคน เป็นเพราะข้าเห็นว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องไปรบกวนท่าน หากพวกเจ้าทำให้ข้าหมดความอดทน มาดูกันว่าผู้ใดจะได้เดินออกไปจากจวนแห่งนี้บ้าง”
หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน พลางมองไปที่เหล่าสาวใช้อีกครั้ง แต่ครานี้ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตานางเลยสักคน
นางหันมามองที่หลงเจียงลี่ ก็เห็นว่าไม่ได้มีความสลดลงเลยแม้แต่น้อย
เพราะอย่างไรนางก็มีมู่จือเฉิงคอยหนุนหลังอยู่ เขาคงไม่ปล่อยให้มารดาของเขามาลงมือกับนาง
ในขณะที่จางไป่ฉีกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในเรือน สาวใช้จากเรือนใหญ่ก็มาขอเข้าพบ
“ให้นางเข้ามาเถิด” นางพูดขึ้นพลางยื่นมือไปวางหนังสือที่อ่านอยู่ไว้บนโต๊ะ
“คารวะฮูหยินเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอ่ยทักทายด้วยความนอบน้อม
“มีอันใดหรือ”
“นายหญิงให้มาเชิญฮูหยินไปพบเจ้าค่ะ” นางแจ้งถึงจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้
“ท่านแม่มีอันใดหรือ” นางถามขึ้นด้วยความแปลกใจ
“นายหญิงบอกว่าช่วงนี้ฮูหยินไม่ไปที่เรือนใหญ่เลย จึงอยากสนทนาด้วยเจ้าค่ะ”
นางก้มลงมองแผลในมือครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง
“เช่นนั้นก็นำทางไปเถิด”
“เชิญฮูหยินเจ้าค่ะ”
“ฉีเอ๋อร์ เข้ามาหาแม่เร็วเข้า เหตุใดช่วงนี้จึงไม่ค่อยมาหาแม่เลยเล่า” นางเอ่ยเรียกลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ” นางย่อกายทักทายแม่สามี ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ ตามคำเชิญชวน
“มานั่งข้าง ๆ แม่” นางจับมือของสะใภ้คนโปรด พลางดึงให้มานั่งลงข้าง ๆ แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อรู้สึกได้ว่าที่มือของนางดูแปลกไป
“มือของเจ้าเป็นอันใด” นางถาม พลางพลิกมือของจางไป่ฉีดู รอยแผลที่กำลังแห้งสนิท ทำให้หัวใจของนางแทบร้อนเป็นไฟ นี้สินะคงเป็นสาเหตุที่ตลอดหลายวันมานี้ นางไม่มาเหยียบที่เรือนใหญ่
แต่ยังไม่ทันที่จางไป่ฉีจะได้ตอบ มู่จือเฉิงก็ปรากฏตัวขึ้นก่อน
“ท่านแม่” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าใครนั่งอยู่ข้าง ๆ ของมารดา
ที่แท้เรียกเขาเข้ามาพบก็คงจะเป็นแผนของสองคนนี้
“ท่านแม่เรียกข้ามามีอันใดหรือขอรับ” เขาถามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เจ้ามาก็ดีแล้ว เจ้าเป็นคนทำน้องใช่หรือไม่” นางถามขึ้นด้วยความโมโห หากไม่ใช่บุตรชายของเขา จะยังมีผู้ใดกล้าทำเช่นนี้อีก
“ไม่ใช่ความผิดของท่านพี่เจ้าค่ะ เป็นข้าที่ไม่ระวัง ล้มลงไปเอง” เมื่อเห็นว่าเรื่องราวดูท่าจะไม่ดี นางจึงเอ่ยแก้ตัวแทนเขา
“จริงหรือ” นางหันไปถามสะใภ้อย่างไม่อยากเชื่อ จากนั้นจึงหันไปมองบุตรชายด้วยสายตาจับผิด
“จริงเจ้าค่ะ” นางยิ้มออกมาเพื่อให้แม่สามีสบายใจ
“แล้วไป หากผู้ใดคิดที่จะรังแกเจ้า ต้องรีบมาบอกแม่เลยนะ รู้หรือไม่” นางพูดพลางใช้สายตามาดร้ายมองไปยังบุตรชาย
“เจ้าค่ะ”
“เอาล่ะ แม่เหนื่อยแล้ว เจ้าสองคนก็อยู่คุยกันไปนะ” นางรู้มาว่าบุตรชายไม่ไปหาภรรยาผู้นี้เลย นางจึงคิดหาหนทางให้ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
ทั้งสองลุกขึ้นส่งมารดาพร้อมกัน เมื่อมารดาเดินออกไปแล้ว ทั้งสองจึงนั่งลงที่เดิม
ทั้งสองคนต่างนั่งเงียบ ไม่มีผู้ใดเปิดปากออกมาสักคำ จางไป่ฉีนั่งก้มหน้านิ่ง ไม่เงยหน้าขึ้นมามองเขาเลยสักนิด
ส่วนมู่จือเฉิงก็นั่งจ้องหญิงสาวด้วยท่าทีดุดัน
“เราออกไปเดินเล่นข้างนอกดีหรือไม่เจ้าคะ” เมื่อทนความอึดอัดไม่ไหว นางจึงเป็นคนชวนเขาออกไปเดินเล่นข้างนอก เพื่อทำลายความอึดอัดที่มี
เขาไม่ตอบอะไร ทำเพียงลุกขึ้นเดินออกไปจากเรือนใหญ่ จางไป่ฉีที่เห็นแบบนั้นจึงเดินตามออกไป
“อย่าคิดว่ามาพึ่งมารดาของข้า แล้วข้าจะยอมทำดีกับเจ้า ไม่มีทางเสียหรอก ข้าไม่มีวันยอมยกโทษให้เจ้าอย่างแน่นอน ที่พรากซานเอ๋อร์ไปจากข้า” เมื่อเดินมาได้สักระยะ เขาก็หยุดลงแล้วเอ่ยคำพูดกับนาง
เขาอยากทำให้นางเจ็บ เจ็บจนไม่สามารถทนได้
“ข้าไม่ได้ทำ…” นางบอกเขาด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดไม่ต่างกัน
เขาคิดว่าพี่สาวของนางตายไป แล้วนางจะดีใจเช่นนั้นหรือ นางจะไม่รู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องนี้เลยหรือ หญิงสาวได้แต่คิดอย่างทุกข์ทนในใจ
“ไม่ได้ทำ แล้วเหตุใดทุกอย่างจึงกลายเป็นเช่นนี้” เขาเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “หากนางไม่ตาย เจ้าก็จะไม่ได้แต่งงานกับข้า”
“ข้าไม่…” นางไม่สามารถบอกได้เต็มปากว่าไม่อยากแต่งงานกับเขา เพราะลึก ๆ ในใจของนางก็หวังว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับเขา
“หึ ตอบมิได้ใช่หรือไม่ เพราะทุกอย่างคือแผนการของเจ้าจริง ๆ” เขาใช้สายตารังเกียจมองไปที่นาง ทำร้ายได้แม้กระทั่งพี่สาวของตนเอง เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ คนประเภทนี้น่ารังเกียจที่สุด
“ข้าไม่ได้ทำ” นางตอบออกมาเบา ๆ เพราะคำพูดของเขาสะเทือนใจของนางเป็นอย่างมาก จนนางไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้อีก
ความเข้าใจผิดที่เขามีต่อนางคงจะมากเกินแก้ไข จากนี้นางคงไม่สามารถทำให้เขากลับมามองนางในแบบเดิมได้อีก
“ไม่ได้ทำ ๆ แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลดีกับเจ้าทุกทาง!!” เขาตะโกนออกมาเสียงดัง พลางจ้องมองนางด้วยสายตาดุเดือด
หญิงสาวยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวต่อท่าทางของเขาเลยแม้แต่น้อย
“หึ สุดท้ายก็หาข้อแก้ตัวให้ตนเองไม่ได้ เจ้าเป็นคนทำให้พี่สาวของตัวเองต้องตาย!!” ก่อนจะยกมือชี้หน้าของนาง “เจ้าจงจำเอาไว้ แม้เจ้าจะได้แต่งงานกับข้า แต่ก็ไม่มีทางได้ความรักจากข้าแม้เพียงเสี้ยวเดียว”
เขาพูดจบก็เดินจากไปทันที ไม่สนใจเลยว่าคำพูดของตนจะสร้างความเจ็บปวดให้คนที่รับฟังมากเพียงใด
หญิงสาวยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่สามารถก้าวเท้าเดินต่อไป หรือถอยหลังได้เลย เหมือนว่าหากขยับเพียงนิดเดียวก็จะทำให้นางล้มลง
นางมองเขาเดินออกไปด้วยความเสียใจ นางพยายามกลั้นมิให้น้ำตาไหลออกมา แต่ก็ไม่สามารถห้ามได้
นางใช้มือเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา ก่อนจะเอ่ยสั่งอันเล่อที่ยืนก้มหน้าอยู่
“พาข้ากลับเรือนเถิด”
“เจ้าค่ะ” นางเข้าไปประคองเจ้านาย ก่อนจะพากันเดินกลับเรือนของตนเอง
เมื่อมาถึงหน้าประตูห้อง จางไป่ฉีก็หยุดอยู่เพียงเท่านั้น
“เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด” นางเอ่ยสั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ตอนนี้นางต้องการอยู่เพียงลำพัง
“เจ้าค่ะ”
จางไป่ฉีเดินเข้าไปในห้อง ก่อนจะปิดประตูลงด้วยตนเอง
นางพยายามฝืนตัวเองเดินไปที่เตียง แต่ก็ไม่สามารถฝืนร่างกายของตนเองได้ นางทรุดลงอยู่กลางห้อง น้ำตาไหลออกมาอย่างหนัก
หญิงสาวร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร ไม่สามารถกักเก็บความเสียใจเอาไว้ได้ หลายต่อหลายครั้งที่เขาทำไม่ดีกับนาง นางก็อดทนมาตลอด คิดว่าจะสามารถทำให้เขารับฟังความจริงจากนางบ้างสักครั้ง
นางไม่รู้ว่าไปทำอะไรผิด เขาจึงคิดว่านางลงมือกับพี่สาวตนเอง นางและเขารู้จักกันมาตั้งแต่เล็ก เขาไม่รู้นิสัยของนางเลยหรือ เขามองว่านางเป็นคนโหดเหี้ยมถึงขั้นฆ่าพี่สาวของตนเองได้จริง ๆ หรือ
สาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าห้อง ต่างมองหน้ากันด้วยความสงสารเจ้านาย พวกนางก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงทำให้ฮูหยินร้องไห้หนักเพียงนี้ แม้จะอยากช่วยเพียงใดก็ไม่สามารถทำได้ เพราะนางได้สั่งเอาไว้ว่าห้ามนำเรื่องที่เกิดในเรือนนี้ไปแจ้งต่อนายหญิง