บทที่ 7
ชายหนุ่มที่กำลังจะเดินเข้ามาในเรือนก็ต้องหยุดลง เดิมที่เขาคิดจะมาสั่งนางว่าห้ามนำเรื่องวุ่นวายไปรบกวนมารดา
แต่ความคิดทั้งหมดก็ต้องหยุดลง เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของสตรีเจ้าของเรือน ไม่คิดว่าตนเองจะทำให้นางร้องไห้หนักขนาดนี้ เพราะตอนอยู่ในสวน ก็ไม่เห็นว่านางจะเป็นอันใด
เขายืนนิ่งเพราะกำลังสับสนกับความคิดของตัวเอง ตอนนี้เขาควรที่จะสะใจมิใช่หรือ ที่เห็นนางเจ็บปวดแบบนี้ เหตุใดเขาต้องรู้สึกเสียใจด้วยเล่าที่เป็นสาเหตุให้นางต้องร้องไห้
มู่จือเฉิงเดินกลับออกไปเงียบ ๆ ในใจรู้สึกสับสนในใจเป็นอย่างมาก
เมื่อมาถึงเรือน เขาก็ตรงไปที่ห้องหนังสือทันที ก่อนจะเอ่ยเรียกบ่าวรับใช่คนสนิทเสียงดัง
“หานเตีย!!”
เมื่อได้ยินเสียงเจ้านาย เขาก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องหนังสือตามคำเรียก
“ขอรับ”
“ไปเอาเหล้ามา!!” เขาเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงมีโทสะ เพราะนึกโมโหที่รู้สึกสงสารสตรีแพศยาเช่นนาง
“ขอรับ ๆ” เมื่อเห็นท่าทีของเจ้านาย เขาก็ไม่รีรอ รีบออกไปทำตามคำสั่ง
เมื่อบ่าวรับใช้ออกไปแล้ว เขาจึงรินชาให้ตัวเอง ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นดื่ม หวังจะดับความร้อนรุ่มที่อยู่ในใจ แต่มันก็ไม่สามารถช่วยได้เลยแม้แต่น้อย
รอได้ไม่นาน หานเตียก็กลับมาพร้อมกับกาสุรา
“มาแล้วขอรับ มาแล้ว” เขารินสุราให้เจ้านายด้วยความรีบร้อน
“ออกไป” เขาไล่หานเตียออกไป เพราะตอนนี้เขาอยากใช้ความคิด ไม่ต้องการให้ผู้ใดมารบกวน
“ขอรับ” เขารีบออกไปตามคำสั่ง
ทันทีที่สิ้นเสียงปิดประตู เขาก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
เขายกสุราขึ้นดื่มอย่างต่อเนื่องจนหมดไปหลายกา ตอนนี้เขาแทบจะประคองสติเอาไว้ไม่อยู่ พลางหวนคิดถึงแต่ความหลังในวัยเด็ก
“ทำไม ทำไม” เขาเอาแต่พูดคำเดิมอยู่ซ้ำ ๆ และยกสุราขึ้นดื่มอยู่แบบนั้น
เขาลุกขึ้นเดินออกจากห้องหนังสือไปที่เรือนของคนที่ตนเองเกลียดที่สุดในตอนนี้ บังคับตัวเองได้
ในเวลาไม่นานเขาก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของนาง
สาวใช้ที่เฝ้ากันอยู่หน้าห้องต่างก็มองหน้ากันอย่างลุกลี้ลุกลน เพราะกลัวคุณชายใหญ่ จะมาทำให้เจ้าของเรือนเจ็บช้ำน้ำใจอีก
แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดขวาง เพราะอย่างไรพวกนางก็เป็นเพียงแค่สาวใช้ธรรมดา จะกล้าขัดคำสั่งของเจ้านายได้อย่างไร
“เปิดประตู!!” เขาตะโกนสั่งสาวใช้เสียงดัง
เหล่าสาวใช้ต่างหวาดกลัว รีบพากันเปิดประตูตามคำสั่งด้วยความร้อนรน
จางไป่ฉีที่กำลังนั่งให้สาวใช้เช็ดผมอยู่ เมื่อได้ยินเสียงเอะอะด้านนอกจึงได้เดินออกมาดู
ประตูถูกเปิดออกจากด้านนอก ทำให้จางไป่ฉีที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูต้องชะงักไป
เมื่อประตูเปิดออก ทั้งสองก็สบตากันอย่างพอดิบพอดี
“ทำไม ทำไม” มู่จือเฉิงตรงเข้าไปบีบแขนของนางทันที พลางเขย่าตัวของนางอย่างแรง
“ข้าเจ็บ!!” หญิงสาวร้องอย่างเจ็บปวด แต่เขาก็หาได้รับฟังไม่
“ออกไป!!” เขาตะโกนไล่อันเล่อที่อยู่ในห้อง แต่เมื่อเห็นว่านางไม่ออกไป จึงปล่อยมือจากจางไป่ฉี จากนั้นจึงหันไปชี้หน้าอันเล่อ
“ข้าสั่งให้ออกไป!!” เขาตะโกนออกไปด้วยความเกรี้ยวกราด
อันเล่อเมื่อเห็นว่าท่าไม่ดี จึงรีบออกไปตามคำสั่ง ก่อนจะวิ่งไปที่เรือนใหญ่ เพื่อแจ้งให้นายหญิงได้รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น
เสียงประตูปิดลงอย่างดัง ด้วยน้ำมือของมู่จือเฉิง
จางไป่ฉียืนสั่นด้วยความกลัว นางไม่เคยเห็นเขาเป็นแบบนี้มาเลย ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
“ท่านมาทำอันใดที่นี่” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เขาไม่ตอบ ทำเพียงจ้องหน้าของนางแล้วเดินไปข้างหน้าอย่างดุดัน
หญิงสาวทำได้เพียงถอยหลังอย่างหวาดกลัวเท่านั้น
“ทะ… ท่านจะทำอันใด” นางถามเขาเสียงสั่นอย่างหวั่นกลัว
“ทำไม ทำไม” เขายังคงถามย้ำด้วยคำถามเดิม พลางยื่นมือออกไปจับแขนของนางเอาไว้
“ปล่อยข้า” หญิงสาวพยายามขัดขืนตัวเองออกจากการจับกุมของเขา
“ทำไม!! ข้าถามว่าทำไม” เขาไม่ฟังคำพูดของนาง ยังคงถามต่อไป
“ท่านพูดถึงเรื่องอันใด ข้าไม่เข้าใจ!” นางพยายามขัดขืนเขาอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของเขาได้ “ปล่อย! ข้าเจ็บ”
หญิงสาวพูดขึ้นอย่างมีโทสะไม่น้อย นางเป็นคน และมีความรู้สึก เขาคิดว่านางจะสามารถทนรับอารมณ์ของเขาได้มากเพียงใดกัน
“ทำไม ทำไมไม่เป็นเจ้าตั้งแต่แรก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่าง พลางจ้องใบหน้าของนางอยู่แบบนั้น พลางปล่อยมือจากแขนของนาง ก่อนจะยื่นมือไปลูบใบหน้าของนางอย่างอ่อนโยน
หญิงสาวเมื่อได้เห็นท่าทางของเขา ก็ได้แต่นิ่งไป แต่หัวใจกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง นางไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมีท่าทีเช่นนี้ต่อนาง
“ทะ… ท่านหมายความว่าอย่างไร” กว่านางจะได้สติก็กินเวลาไปไม่น้อย
“เหตุใดไม่เป็นเจ้า” เขาดึงนางเข้ามากอดด้วยความโหยหา ก่อนจะนิ่งไปเพราะฤทธิ์ของสุรา
จางไป่ฉีได้แต่ยืนนิ่ง ทำอะไรไม่ถูกกับสิ่งที่ได้ยิน กว่าจะได้สติ ประตูห้องก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของอันเล่อ โดยมีถงเซี่ยซิน นายหญิงของจวนยืนอยู่ด้านหลัง
“นี่มันเกิดอันใดขึ้น!!” นางพูดเสียงดัง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบุตรชายและสะใภ้ยืนกอดกัน แต่เมื่อได้สติ ก็รีบสั่งสาวใช้เข้าไปช่วยประคองคุณชาย
“พวกเจ้ามั่วยืนบื้ออยู่ทำไม เข้าไปพยุงคุณชายใหญ่เสียสิ”
สาวใช้รีบเข้าไปประคองคุณชายใหญ่ของจวนตามคำสั่ง
“ไป ๆ พาขึ้นไปนอนบนเตียงเร็วเข้า” นางพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี เมื่อเห็นภาพเมื่อครู่ ได้แต่คิดไปเองว่าบุตรชายและภรรยาเข้าใจกันแล้ว
สาวใช้พาเขาไปนอนที่เตียงตามคำสั่งของนายหญิง
“ในที่สุดเจ้าทั้งสองก็เข้าใจกันเสียที วันหน้าในจวนของเราคงจะมีแต่ความสุขเสียที” นางพูดขึ้นอย่างมีความสุข อีกไม่นาน นางคงจะมีเจ้าก้อนแป้งวิ่งอยู่เต็มจวน
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวยิ้มออกมาน้อย ๆ ภายในใจยังคงสับสนกับคำพูดของเขาอยู่ ว่าแท้จริงแล้วมันคืออันใดกันแน่
“เอาล่ะ พวกเจ้าสองคนพักผ่อนกันเถิด” นางพูดกับสะใภ้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะหันไปพูดกับเหล่าสาวใช้ “พวกเจ้าก็กลับไปพักผ่อนกันได้แล้ว”
พูดจบก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
“พวกเจ้าไปพักผ่อนเถิด” นางหันไปพูดกับเหล่าสาวใช้อีกครั้ง เขาเมาหลับไปแล้ว คงไม่ลุกขึ้นมาสร้างเรื่องได้อีกกระมัง
อันเล่อยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ เพราะกลัวว่าเจ้านายจะเกิดเรื่องขึ้นอีก
“เจ้าก็ไปพักผ่อนเถิด”
“เจ้าค่ะ” อันเล่อจำต้องออกไปข้างนอก แม้จะอยากอยู่ในห้องนี้ก็ตาม
จางไป่ฉีเดินไปนั่งลงที่ข้างเตียง มองเขาด้วยแววตาสับสน ที่เขาพูดมันคืออะไร
นางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ก่อนที่เขาจะหลับไป เขาพูดออกมาอีกหนึ่งประโยคด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ประโยคนั้นมันฝั่งลึกลงในใจของนางไปแล้วในตอนนี้
‘เหตุใดไม่เป็นเจ้า... ที่ได้แต่งงานกับข้าตั้งแต่แรก’ ทีแรกนางได้ยินประโยคนี้ นางก็ไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองเช่นกัน
แต่ในความไม่เชื่อนั้น มันกลับแฝงไปด้วยความยินดีอย่างถึงที่สุด ไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคนี้จากปากของเขา
“ที่ท่านกล่าวมานั้นมันคือความจริงใช่หรือไม่” นางยื่นมือไปเกลี่ยผมบนใบหน้าของเขาออกอย่างแผ่วเบา เพราะกลัวว่าเขาจะตื่นขึ้นมา
นางยิ้มออกมาเบา ๆ ความหวังที่เคยสูญสิ้นของนาง ตอนนี้กลับมามีความหวังอีกครั้ง ราวกับต้นไม้ที่ได้รับน้ำอย่างเต็มที่ ทำให้มันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“หากที่ท่านกล่าวออกมาเป็นความจริง ข้าจะลองพยายามดูอีกครั้ง” นางพูดขึ้นอย่างมีความหวัง ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างกายของเขา
เช้าวันรุ่งขึ้น
มู่จือเฉิงรู้สึกตัวขึ้นมาก็ได้กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยมา ทั้งยังรู้สึกว่าสิ่งที่เขากำลังกอดอยู่นี้มันทำให้รู้สึกดียิ่งนัก
เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้เขาแทบสิ้นสติ
เขามาที่ห้องนี้ได้อย่างไร
หัวใจของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง ใบหน้าเปลี่ยนสีอย่างเห็นได้ชัด
เขาขยับตัวออกจากนางอย่างแผ่วเบา ก่อนจะใช้มือจับที่อกของตัวเองอย่างไม่เข้าใจ
เหตุใดอยู่ใกล้นาง เหตุใดต้องหัวใจเต้นแรงแบบนี้ด้วย
เขารีบลุกขึ้นไปอย่างร้อนรน แล้วออกจากห้องไป โดยไม่คิดที่จะหันกลับมามองด้านหลังเลยแม้แต่น้อย
จางไป่ฉีลืมตาขึ้นช้า ๆ หันไปมองร่างสูงที่เดินออกไปอย่างรีบร้อน ได้แต่หวังว่าเขาคงจะจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้
เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ นางก็เดินไปที่เรือนใหญ่ เพื่อไปพูดคุยกับแม่สามี
เมื่อเห็นสะใภ้เดินเข้ามา ถงเซี่ยซินก็รีบเดินออกมาต้อนรับ
“ฉีเอ๋อร์ เมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง” นางถามขึ้นด้วยความใคร่รู้
“ก็ปกตินะเจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่ได้ตื่นมาก่อเรื่องอันใดอีก” หญิงสาวตอบด้วยใบหน้าใส่ซื่อ
ถงเซี่ยซินได้ยินแบบนั้นก็ใบหน้าแข็งข้างไปทันที
ไม่มีอันใดเกิดขึ้น เจ้าลูกชายไม่ได้เรื่อง เห็นทีนางจะต้องเรียกมาคุยอย่างจริงจังเสียแล้ว ขืนปล่อยไว้แบบนี้มีหวัง นางคงมิได้อุ้มหลายเสียที
“ไม่เป็นไร ๆ” นางส่งยิ้มไปให้สะใภ้
แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยอะไรต่อ พ่อบ้านก็เดินเข้ามาเสียก่อน
“นายหญิง มีคนมาขอพบจางฮูหยินขอรับ”