บทที่ 8

1813 Words
บทที่ 8 หยวนเหยียนซวี่ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูจวนสกุลมู่ เขาพึ่งรู้ว่าได้ทำเรื่องผิดพลาดที่สุดในชีวิตไป ที่ตัดสินใจเดินทางไปทำการค้าที่ต่างเมือง กว่าจะได้รู้ข่าวว่าสหายที่เขาหลงรักไปแต่งงานกับผู้อื่น ก็กินเวลาไปนานหลายเดือน และกว่าที่เขาจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว นางได้แต่งงานให้กับผู้อื่นไปแล้ว และคนคนนั้นก็คือ มู่จือเฉิง บุรุษที่นางแอบรักมาตั้งแต่เด็ก “ข้ามาขอพบจางฮูหยิน” เขาเอ่ยบอกบ่าวเฝ้าประตูด้วยท่าทีปกติ ทันทีที่เขามาถึงเมืองหลวง เขาก็ตรงมาหานางทันที อยากจะรู้ว่านางใช้ชีวิตอย่างไรในจวนแห่งนี้ ทุกคนดีต่อนางหรือไม่ “รอสักครู่ขอรับ” บ่าวรับใช้รีบเข้าไปแจ้งพ่อบ้านทันที รอได้ไม่นาน พ่อบ้านสกุลมู่ ก็เดินออกมาพร้อมกับจางไป่ฉี เมื่อได้เห็นใบหน้าของนางอีกครั้ง หัวใจของเขาก็ยังคงสั่นไหวรุนแรงไม่เปลี่ยนแปลง เขาจ้องมองนางด้วยความคิดถึง พลางสำรวจร่างกายของนางไปด้วย นางดูผอมลงไปหรือไม่นะ เหตุใดแววตาของนางจึงไม่สดใสเอาเสียเลย นางได้แต่งงานกับคนที่รัก มิใช่ว่าต้องมีความสุขหรอกหรือ ชายหนุ่มได้แต่คิดคนเดียวในใจ “ซวี่เอ๋อร์ เจ้ากลับมาแล้ว ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” เมื่อเห็นสหายคนสนิทที่จากเมืองหลวงไปนาน จางไป่ฉีก็เอ่ยขึ้นด้วยความคิดถึง พลางเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ พ่อบ้านเมื่อเห็นว่าทั้งสองรู้จักกันก็เดินออกไปจากบริเวณนี้ ปล่อยให้ทั้งสองได้คุยกัน “ข้ากลับมาถึง ก็ตรงมาหาเจ้าเลย” แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว ประโยคหลังนี้เขาทำได้เพียงเอ่ยออกมาในใจ ไม่สามารถพูดให้นางได้ยินได้ “เราเข้าไปคุยกันด้านในเถิด มิได้เจอกันเสียนาน” หญิงสาวเดินนำเขาไปที่ศาลาอย่างมีความสุข นางไม่คิดว่าเขาจะกลับมาเร็วแบบนี้ เมื่อมาถึงศาลา นางก็จัดการรินชาให้เขาด้วยตนเอง “เดินทางมาเหนื่อย ๆ ดื่มชาก่อนเถิด” “ขอบใจ” เขาส่งยิ้มอบอุ่นส่งไปให้นาง จากนั้นจึงรับถ้วยชามาดื่มจนหมด นานแล้วที่ไม่ได้ดื่มชาที่นางรินให้ด้วยตนเองแบบนี้ ช่างอร่อยยิ่งนัก “เป็นอย่างไรบ้าง การค้าเป็นไปด้วยความเรียบร้อยหรือไม่” นางถามถึงงานที่เขาต้องเดินทางไปจัดการด้วยตนเอง ที่ทำให้เขาต้องหายไปจากเมืองหลวงเกือบสามปี “การค้าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ติดปัญหาเรื่องเดียว คือเรื่องงานแต่งของเจ้า” เขาตอบ ใบหน้ายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจนั้นแทบอยากจะเผาจวนนี้ทั้งจวน ที่บังอาจมาตัดหน้าเขาไป “เจ้าไม่ต้องกังวล ข้ารู้ว่าเจ้ามีหน้าที่สำคัญ ที่ทำให้เดินทางกลับมามิได้” นางพูดอย่างเข้าใจ เพราะงานปักปิ่นของนางเขาก็มิได้มาเช่นกัน เพราะต้องเร่งเดินทางไปสะสางงานที่ต่างเมือง ซึ่งนางก็เข้าใจดีไม่ได้คิดโกรธเคืองอะไร “ขอบคุณเจ้ามากที่เข้าใจ” ทั้งสองคุยกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้เลยว่ามีใครคนหนึ่งแอบยืนมองอยู่ บุรุษผู้นี้คือใครกัน เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าทั้งสองดูสนิทสนมกันยิ่งนัก มู่จือเฉิงได้แต่คิดคนเดียวในใจ พอดีกับพ่อบ้านที่เดินผ่านมาพอดี เขาจึงเอ่ยปากถาม “ผู้ใดกันที่มาพบฮูหยินใหญ่” “คุณชายหยวนขอรับ” เขาตอบ แม้ฮูหยินจะไม่ได้เอ่ยแซ่ แต่เขาก็พอจะรู้จักอยู่บ้าง หยวนเหยียนซวี่ คุณชายเพียงคนเดียวของสกุลหยวน เป็นตระกูลคหบดีที่ร่ำรวยไม่ต่างจากสกุลเถียน ออกจะร่ำรวยกว่าเสียด้วยซ้ำ “หยวนเหยียนซวี่” เขาเอ่ยชื่อของบุรุษผู้นั้นเบา ๆ เขาพอจะเคยได้ยินชื่อนี้มาบ้าง “เจ้าไปทำงานต่อเถิด” เขายังมองทั้งสองคนไม่วางตา นี่คงจะเป็นสหายสนิทของนางกระมัง ตอนที่นางยังเด็ก ชอบเอ่ยถึงชายผู้นี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยพบหน้ากันเสียที “ท่านพี่” หลงเจียงลี่เอ่ยเรียกสามีในนามของตัวเองเบา ๆ นางเข้ามาทัน ที่เขาเอ่ยถามพ่อบ้านพอดี หากเขาไม่สนใจนางจริง ๆ เขาถามถึงเรื่องของนางไปทำไม มิได้ นางต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้จางไป่ฉีออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด “มีอันใดหรือ” เขาหันไปถามคนที่มาใหม่ “บุรุษผู้นั้นคือใครหรือเจ้าคะ” “สหายของนาง” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้ายังคงจ้องสองคนนั้นไม่วางตา “สหาย…” นางเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง เมื่อคิดแผนการดี ๆ ออก จึงได้เอ่ยต่อ “เรามาทำให้นางเสียหน้าต่อหน้าสหายนางดีหรือไม่ ข้าว่านางคงจะเจ็บใจและอับอายไม่น้อย” มู่จือเฉิงเงียบไปครู่หนึ่ง “เจ้ามีแผนการอันใด” “อย่างนี้นะเจ้าค่ะ…” หญิงสาวเล่าแผนการให้เขาได้ฟัง มู่จือเฉิงยืนฟังแผนการด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่ในใจก็เกิดความสับสนว่าจะทำดีหรือไม่ จนเมื่อนึกถึงคู่หมั้นที่จากไป เขาจึงตัดสินใจทำตามแผนการของนางทันที “ตกลง” เมื่อได้รับคำตอบ หลงเจียงลี่ก็เข้าไปคล้องแขนของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางคิดอยากทำแบบนี้มานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสเสียที วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีจึงรีบคว้าโอกาสนี้เอาไว้ ทั้งสองเดินไปทางที่จางไป่ฉีนั่งคุยกับสหาย ด้วยท่าทางที่หวานชื่น ไม่ได้สนใจคนที่นั่งอยู่ก่อนเลยแม้แต่น้อย “ท่านพี่ เราไปนั่งที่ศาลาดีหรือไม่เจ้าคะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ตามใจเจ้า” เขาตอบนางด้วยน้ำเสียงรักใคร่ไม่ต่างไปจากนาง ทั้งสองแสดงความรักต่อกันโดยไม่สนสายตาผู้อื่นที่มองมา เมื่อเข้ามาในศาลามู่จือเฉิงก็นั่งลง ก่อนจะดึงหญิงสาวที่อยู่ข้างกายลงมานั่งที่ตัก โดยไม่ไว้หน้าภรรยาเอกที่นั่งอยู่เลย “ท่านพี่ ทำแบบนี้ข้าอายผู้คนนะเจ้าคะ” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงเขินอาย แต่ในใจรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่เขาทำแบบนี้กับนาง “จะอายไปทำไม ก็ข้ารักเจ้าก็ต้องแสดงให้ผู้อื่นได้รู้” เขาพูดขึ้นพลางยื่นหน้าไปหอมแก้มของนาง อย่างออกหน้าออกตา แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่สายตากลับจ้องมองหญิงสาวอีกคนที่นั่งก้มหน้าอยู่ อยากจะรู้นักว่าหากเขาทำแบบนี้ต่อหน้าของนาง นางจะมีท่าทีเช่นไร จางไป่ฉีนั่งกำมือแน่น พยายามฝืนความเจ็บช้ำเอาไว้ พลางหวนคิดไปถึงเรื่องเมื่อคืนที่เขาได้เอ่ยออกมา สรุปแล้วเขาคิดเช่นไรกับนางกันแน่ เหตุใดวันนี้จึงได้ทำแบบนี้ต่อหน้าของนาง หญิงสาวได้แต่คิดอย่างไม่เข้าใจ หยวนเหยียนซวี่ก็ได้แต่กำมือแน่นไม่ต่างกัน ขนาดมีเขาที่เป็นคนนอกอยู่ ยังกล้าทำถึงเพียงนี้ แล้วหากเขาไม่อยู่ ไม่อยากจะคิดเลยว่านางต้องทนทุกข์ใจมากเพียงใด เมื่อเห็นว่าทั้งสองเงียบไป มู่จือเฉิงจึงเริ่มบทสนทนาก่อน “ไม่ทราบว่าท่านคือ” แม้จะรู้อยู่แล้วว่าบุรุษผู้นี้คือใคร แต่เขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก จางไป่ฉีเมื่อได้สติ ก็รีบแนะนำสหายให้สามีรู้จัก “นี่คือหยวนเหยียนซวี่ สหายของข้า” นางพยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติ “ที่แท้ก็คือคุณชายหยวน ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว” เขายกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อย แต่รอยยิ้มนั้นก็ต้องแข็งค้าง เพราะคนที่เขาเอ่ยทักทายหาได้สนใจไม่ “ฉีเอ๋อร์ วันนี้ข้าคงต้องขอตัวกลับจวนก่อน วันหน้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่” เขาไม่ได้สนใจคนที่เอ่ยทักทายเลยแม้แต่น้อย เลือกที่จะเอ่ยลาสหาย ก่อนจะเอ่ยปากขอร้องนาง “ไปส่งข้าที่ประตูหน่อยได้หรือไม่” “ดะ… ได้สิ” หญิงสาวเมื่อสหายร้องขอก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ ทั้งคู่เดินจากไปไม่ได้สนใจสองคนที่นั่งอยู่ในศาลา มู่จือเฉิงมองทั้งสองเดินออกไปด้วยความโมโห นางกล้าเมินเขาเพียงเพราะสหายผู้หนึ่งเช่นนั้นหรือ ชายหนุ่มได้แต่กำมือแน่น หลงเจียงลี่ได้แต่ยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ ไม่คิดเลยว่าหยวนเหยียนซวี่จะมาได้เหมาะเจาะ เขาคงมีความสามารถมากพอที่จะดึงจางไป่ฉีออกจากจวนนี้ไปได้ “เจ้าทนให้พวกเขาหยามเกียรติเช่นนี้ได้อย่างไร” หยวนเหยียนซวี่ถามขึ้นด้วยความโมโห ขนาดเขาเป็นคนนอกยังรู้สึกเจ็บแทน แล้วนางเล่า นางทนมองภาพแบบนั้นได้อย่างไร “เจ้าไม่ต้องห่วงข้าถึงเพียงนั้น ข้าไม่เป็นอันใด” หญิงสาวพยายามยิ้มออกมาเพื่อไม่ให้สหายต้องเป็นกังวล “เป็นแบบนี้ตลอดเลยหรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ไม่หรอก เจ้าอย่ากังวลเลย” หญิงสาวฝืนยิ้มออกมา “ข้ากลับก่อน วันหลังจะมาใหม่” เขาเอ่ยลานาง แต่ในใจก็ขบคิดหาแผนการที่จะพานางออกไปจากจวนแห่งนี้ ฉีเอ๋อร์รอข้า อีกไม่นานข้าจะพาเจ้าออกไปจากจวนแห่งนี้ให้ได้ ชายหนุ่มได้แต่คิดในใจ “เดินทางปลอดภัย” นางยกยิ้มอ่อนหวานให้กับสหาย ก่อนจะเดินกลับเรือนของตนเอง โดยการเลี่ยงที่จะเดินผ่านศาลาแห่งนั้น เพื่อกันไม่ให้เห็นภาพบาดตาบาดใจนั่นอีก แต่เมื่อเข้ามาในห้องนอน ก็ต้องแปลกใจ เมื่อเห็นว่ามีกระดาษมาวางไว้บนเตียง นางจึงเดินเข้าไปเปิดอ่าน ‘ยามซวี มาพบข้าที่ห้องหนังสือ มู่จือเฉิง’ หญิงสาวที่ได้อ่านจดหมายก็หัวใจสั่นไหว ไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร จึงส่งจดหมายนี่มา หญิงสาวได้แต่คิดอย่างสับสน นางตั้งตารอให้เวลาเดินไปอย่างรวดเร็ว เพราะต้องการที่จะไปพบเขาจะได้พูดคุยกันให้รู้เรื่องเสียที ว่าสรุปแล้วเขาต้องการอะไรจากนางกันแน่
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD