บทที่ 9
เมื่อถึงยามซวี จางไป่ฉีก็เดินไปที่ห้องหนังสือของมู่จือเฉิง
ประตูห้องถูกเปิดห้องถูกเปิดเอาไว้เล็กน้อย พอที่จะทำให้เห็นภายในห้องได้ หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ ๆ ห้องหนังสือ แต่แล้วนางก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น เมื่อภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้นางแทบล้มทั้งยืน
เสียงร้องครวญครางของชายหญิงคู่หนึ่งดังขึ้นอย่างสุขสม ภาพการร่วมรักของทั้งสองทำให้นางแทบจะประคองสติเอาไว้ไม่อยู่ ยังดีที่สาวใช้ข้างกายสามารถเข้ามาประคองนางเอาไว้ได้ทัน
นี่มันอะไรกัน เขานัดนางมาที่นี่ก็เพื่อให้เห็นว่าเขากำลังร่วมรักกับสตรีอื่นอย่างเช่นนั้นหรือ
“คุณหนู กลับเถิดเจ้าค่ะ” อันเล่อพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนโมโห ที่นัดเจ้านายของนางก็เพื่อให้มาชมการร่วมรักของทั้งสองแบบนี้นะหรือ ไร้ยางอายสิ้นดี
หญิงสาวไม่ตอบ ปล่อยให้สาวใช้ประคองกลับเรือน ด้วยหัวใจที่บอบช้ำ ไม่คิดว่าเขาจะทำกับนางถึงเพียงนี้
รักกันก็รักไปสิ เหตุใดต้องให้นางมารับรู้เรื่องพวกนี้ของเขาด้วย
น้ำตาของหญิงสาวไหลออกมาช้า ๆ นางได้แต่ร้องไห้อย่างน่าสงสาร พลางนึกถึงคำที่เขาเอ่ยขึ้นมาในวันนั้น
‘เหตุใดไม่เป็นเจ้า… ที่ต้องแต่งงานกับข้าตั้งแต่ทีแรก’
เขามาหลอกนางทำไม ต้องการให้นางหลงดีใจ แล้วทำลายมันลงเช่นนี้หรือ มันจะไม่ใจร้ายเกินไปหรือไม่
เมื่อมาถึงห้องนอน นางก็ไล่สาวใช้ออกไปจนหมด แม้กระทั่งอันเล่อก็ไม่ได้อนุญาตให้อยู่
หญิงสาวทิ้งตัวลงนอนที่เตียงอย่างอ่อนแรง เหตุใดชีวิตนางต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย
นางเพียงแค่ต้องการใช้ชีวิตที่มีความสุขกับคนที่นางรัก แค่นี้สวรรค์ก็ไม่คิดเห็นใจนางบ้างหรือ เหตุใดต้องทำให้นางได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจถึงเพียงนี้ด้วย
หญิงสาวร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ไม่สามารถควบคุมตัวเองเอาไว้ได้ นางร้องไห้จนแทบไม่มีน้ำตาจะไหล
เฝ้าแต่โทษตัวเอง ว่านางทำผิดอันใด เขาจึงต้องร้ายกับนางแบบนี้ ทำร้ายจิตใจนางถึงเพียงนี้
หากเขาคิดว่านางทำให้พี่สาวของตัวเองต้องตายจริง ๆ เหตุใดเขาไม่บอกกับญาติผู้ใหญ่ และปฏิเสธการแต่งงานไป จะมาทนอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับนางทำไม
และวันนั้นทำไมต้องมาพูดให้ความหวังกับนางด้วย
หญิงสาวร้องไห้อยู่หลายชั่วยามจนหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย
ก่อนหน้านี้ที่ห้องหนังสือ
“ท่านพี่ ข้าต้มน้ำแกงมาให้” หลงเจียงลี่เดินเข้าไปในห้องหนังสือของมู่จือเฉิง
“ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยข้าในหลาย ๆ เรื่อง” เขาเอ่ยขอบคุณนางด้วยใจจริง หากไม่มีนางเขาคงจะต้องโง่ไปอีกนาน
“ไม่ต้องเกรงใจ ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพราะซานเอ๋อร์” นางส่งยิ้มไปให้เขา พลางหันไปมองกาสุราที่ถูกวางเอาไว้
เขากำลังสุราเช่นนั้นหรือ ดียิ่ง
นางเดินไปนั่งฝั่งตรงข้ามเขา ก่อนจะหยิบกาสุราขึ้นมารินให้เขาและรินให้กับตัวเอง
“ข้าจะดื่มเป็นเพื่อนท่านเอง” นางยกสุราขึ้นดื่มจนหมดจอก
มู่จือเฉิงเห็นแบบนั้นก็ยกขึ้นดื่มตาม เพื่อเป็นการให้เกียรตินาง
ทั้งสองดื่มสุราด้วยกันหมดไปหลายกา จนหลงเจียงลี่เห็นว่าใกล้จะได้เวลาแล้ว ตักน้ำแกงที่นางเตรียมมาให้เขาดื่ม
“ดื่มน้ำแกงหน่อยเถิด พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาจะได้ไม่รู้สึกปวดหัว” หญิงสาวตักน้ำแกงให้เขา
“เจ้าดื่มด้วยสิ เจ้าก็ดื่มสุราไปไม่น้อย” เขาเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
“เจ้าค่ะ” หญิงสาวตักน้ำแกงให้ตัวเอง ก่อนจะยกยิ้มอย่างพอใจ อย่างไรวันนี้เขาก็ต้องตกเป็นของนาง
หญิงสาวนั่งรอให้ยาออกฤทธิ์สักพัก เมื่อรู้สึกว่าตนเองเริ่มมีอาการจึงลุกขึ้นเพื่อขอตัวกลับ
“นี่ก็ดึกมาแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน” หญิงสาวกำลังจะเดินออกไป ก็ต้องชะงักเมื่อถูกบุรุษที่อยู่ในห้องดึงแขนเอาไว้
เขาเดินเข้ามาหานางอย่างช้า ๆ พลางมองนางด้วยสายตาที่ร้อนแรง
“คืนนี้อยู่กับข้าได้หรือไม่” เขาเอ่ยขึ้นก่อนจะดึงเข้ามาจูบอย่างร้อนแรง อย่างไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
แม้ปากจะถามออกไปแต่ก็ไม่ได้รอให้นางได้ตอบ เขารุกนางรุนแรง เสื้อผ้าของทั้งสองหลุดออกไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้
เขาทำไปตามฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัด โดยไม่รู้เลยว่ามีสตรีคนหนึ่งมาเห็นภาพที่เขาร่วมรักอยู่กับสตรีอื่น
หลังจากคืนนั้นที่เขาไปมีสัมพันธ์พับหลงเจียงลี่ นางก็เกาะติดเขาตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะเป็นเขาเองที่ผิด ที่ไปล่วงเกินนาง เขาจะต้องรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น
นับตั้งแต่นั้นมาจางไป่ฉีก็หลบหน้าของมู่จือเฉิงตลอดเวลา ไม่คิดที่จะเผชิญหน้ากับเขา แม้ถงเซี่ยซินจะพยายามให้คนทั้งสองอยู่ด้วยเพียงใดก็ไม่เป็นผล จึงทำให้นางรู้สึกหนักใจเป็นอย่างมาก
ทางด้านมู่จือเฉิงเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น นางถึงได้มีท่าทีที่เปลี่ยนไป แม้จะอยากเข้าไปคุยกับนางให้รู้เรื่อง แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้พูดหรือเอ่ยอะไรออกมา
“วันนี้แม่จะต้องไปไหว้พระขอพรที่วัด” ถงเซี่ยซินพูดขึ้นเมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนจะหันไปพูดกับสะใภ้ใหญ่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ฉีเอ๋อร์ เรื่องในจวนคงต้องฝากเจ้าด้วย เพราะบิดาของพวกเจ้าต้องออกไปเรื่องงานราชการที่ต่างเมือง”
นางพูดกับสะใภ้คนโปรดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“เจ้าค่ะ” นางยิ้มออกมาน้อย ๆ
“เอาล่ะ พรุ่งนี้ข้าต้องเดินทาง พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด” นางพูดขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม มีความสุข แต่ในใจของนางกลับทุกข์ไม่น้อยเรื่องบุตรชายคนโตและสะใภ้คนโปรด
แม้นางจะพยายามทำให้ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันขนาดไหน แต่มันก็ไม่เป็นผล เพราะทั้งสองคนอย่างไรก็เข้าหน้าไม่ติด
นางก็ได้แต่ทุกข์ใจ จึงคิดที่จะไปไหว้พระขอพร เผื่อว่าอะไร ๆ มันจะดีขึ้นมาบ้าง
หลังจากนายหญิงของจวนเดินทางออกไปได้หลายวัน ภายในจวนก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
จนวันหนึ่งที่ฮูหยินรองของคุณชายใหญ่ เกิดป่วยจนไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้ จึงต้องเชิญหมอมารักษา
“ท่านหมอ อาการของนางเป็นอย่างไรบ้าง” มู่จือเฉิงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง จะอย่างไรนางก็เป็นคนที่คอยช่วยเหลือเขาทุกอย่าง
“เอ่อคือ… ฮูหยินถูกพิษขอรับ แต่ตอนนี้ข้าได้ให้ยาต้านพิษไว้แล้ว อีกไม่นานอาการก็คงจะดีขึ้น”
เมื่อได้ยินคำพูดของหมอ มู่จือเฉิงก็รู้สึกเหมือนมีอะไรฟาดลงมาที่กลางหัวอย่างแรง
“ยะ… ยาพิษหรือ”
“ใช่ขอรับ ยังดีที่กินลงไปในปริมาณไม่มาก แต่ถ้าได้รับแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็อาจถึงชีวิตได้ขอรับ” เขาแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับอาการป่วยของนาง
“ขอบคุณท่านหมอมาก” เขาเอ่ยขอบคุณหมอเบา ๆ
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว พ่อบ้านจึงส่งหมอออกไปนอกจวน
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนเรื่องของจางชิงซานไม่มีผิดเพี้ยน หรือว่าจะเป็นฝีมือของนาง จางไป่ฉี
เมื่อคิดได้แบบนั้นเขาก็ตรงไปที่เรือนของนางทันที
ปัง!!
เขาเปิดประตูเรือนของนางอย่างแรง ก่อนจะตะโกนเรียกชื่อของนางด้วยความเกรี้ยวกราด
“จางไป่ฉีออกมาเดี๋ยวนี้!!”
จางไป่ฉีที่ได้ยินเสียงเอะอะอยู่ด้านนอก จึงเดินออกมาดู แต่ก็ไม่ทันได้ตั้งตัว เพราะทันทีที่นางปรากฏตัวเขาก็พุ่งจับข้อมือและกระชากนางไปทันที
“มานี่ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับลี่เอ๋อร์คือฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่!!” เขาตะคอกใส่นางเสียงดัง
“ทำอันใด ข้ามิรู้” หญิงสาวร้องออกมาด้วยความเจ็บ และพยายามแกะมือของตนออกจากการจับกุมของเขา
เขาเงียบมาตลอดทาง เมื่อมาถึงเรือนของหลงเจียงลี่ เขาก็โยนนางล้มลงไปอย่างแรง
“เจ้าวางยานางใช่หรือไม่ เหมือนที่เจ้าทำกับพี่สาวของตัวเอง” เขาชี้หน้าของนางอย่างมีโทสะ พลางหวนคิดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับจางชิงซาน
“เจ้าไม่ยอมรับใช่หรือไม่!!” เขาตะโกนออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด
“ข้ามิได้ทำ!!” หญิงสาวตะโกนออกมาอย่างไม่ยอมเช่นกัน “หากคิดจะโทษข้า ก็หาหลักฐานมา อย่ามาพูดจาโดยไร้หลักฐานเช่นนี้”
หากคิดจะให้นางรับโทษที่นางไม่ได้ทำ ไม่มีทางเสียหรอก
“ดี ข้าจะลงโทษเจ้า จนเจ้าต้องยอมรับผิด” เขาพูดพลางหันไปมองพ่อบ้านที่ยื่นอยู่ใกล้ ๆ
พ่อบ้านรู้ดีว่าคุณชายใหญ่ต้องการอะไร แม้จะกลัวแต่เขาจะสามารถขัดคำสั่งของเจ้านายได้หรือ
“นะ... นี่ขอรับ”
“ดี จับนางเอาไว้”
สาวใช้ในเรือนของหลงเจียงลี่รีบทำตามคำสั่งของเจ้านายทันที
เขาฟาดไม้เรียวลงไปที่หลังของนางอย่างแรง พลางนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับคู่หมั้น ก็ยิ่งลงมือแรงกับนางมากขึ้นไปอีก
จางไป่ฉีไม่ร้องออกมาสักนิด ยิ่งเขาเห็นแบบนั้นก็ยิ่งลงแรงมากขึ้นไปอีก เพื่อระบายความแค้นที่มีอยู่ในใจ
แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็รู้สึกเจ็บปวดไม่เลยเลยที่ต้องทำแบบนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร จึงได้แต่ลงมือรุนแรงเพื่อระบายความเครียดที่เกิดขึ้น
จางไป่ฉีกัดฟันแน่น พยายามข่มความเจ็บเอาไว้ ไม่ให้แสดงออกมาให้ผู้ใดได้เห็น
เพียงเพราะภรรยารักของเขา เขาถึงขั้นลงมือแรงกับนางรุนแรงเพียงนี้เลยหรือ แม้จะโดนตีไปหลายสิบไม้ แต่นางก็ไม่หลั่งน้ำตา หรือร้องขอความเห็นใจจากเขา นางทำได้เพียงแค่กัดฟันรับความเจ็บ
เสียงของไม่เรียวดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นเลือดที่ชุ่มเต็มหลังของนางเขาก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกันกับนาง แต่จะให้เขาทำอย่างไร นางกล้าทำรุนแรงแบบนี้ แล้วเขาจะปล่อยนางไปได้อย่างไร
“หยุด!!”
เสียงหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความเกรี้ยวกราด ทุกสายตาต่างจ้องมองไปทางนั้น ก็ปรากฏว่าคือบุรุษที่มาหาฮูหยินใหญ่ในวันนั้น
เขาวิ่งเขาไปหานางอย่างรีบร้อน ผลักสาวใช้ที่จับนางเอาไว้ออกไป ก่อนจะดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอดอย่างห่วงใย
“ซวี่เอ๋อร์” นางเอ่ยเรียกเขาเบา ๆ ก่อนจะหมดสติไป