บทนำ

1859 Words
เสียงเฮฮาของเด็กน้อยสี่คนที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน อยู่ในสวนดอกไม้ของจวนสกุลจาง “พี่ใหญ่!! รอข้าด้วย” จางไป่ฉี ดรุณีน้อยวัยสิบสองขวบปี ร้องเรียกพี่ชายคนโตเสียงดัง พลางวิ่งไล่ตามเขาอย่างสนุกสนาน “น้องสาม วิ่งตามพี่มาให้ทันสิ” จางเทียนซื่อหันมาตะโกนบอกน้องสาว ในขณะที่กำลังวิ่งอยู่ ขณะที่ทุกคนกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเสียงไออย่างเหนื่อยหอบของดรุณีน้อยอีกคนดังขึ้น พร้อมกับพากันวิ่งเข้าไปหานางด้วยความห่วงใย “ซานเอ๋อร์ เป็นอันใดหรือไม่” มู่จือเฉิง ถามคู่หมั้นของนางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงห่วงใย พลางประคองนางเดินไปนั่งพักใต้ร่มไม้ที่อยู่ไม่ไกล “ข้ามิเป็นอันใดเจ้าค่ะ” จางชิงซานตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ปล่อยให้เขาประคองไปนั่งพัก จางไป่ฉียืนมองทั้งสองคนด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย มองพี่สาวและคู่หมั้นเดินไปด้วยกัน เขามักจะคอยดูแลพี่สาวของนางเช่นนี้เสมอมา ทั้งสองหมั้นหมายกันตั้งแต่ยังเล็ก เพราะสัญญาหมั้นหมายระหว่างตระกูล แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองกลับรักมั่นกันด้วยใจจริง นางได้แต่คิดถึงในอดีตแล้วถอนหายใจออกมา “น้องสาม เราไปพักกันเถิด” จางเทียนซื่อหันไปพูดกับน้องสาวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เจ้าค่ะ” นางพยายามฝืนยิ้มส่งไปให้พี่ชาย พลางเดินตามเขาไปด้วยความอดสูในใจ นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นั้นคือคู่หมั้นของพี่สาว นางพยายามตัดใจจากเขาหลายต่อหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอดนางก็ไม่สามารถทำได้ ได้แต่แอบรักเขาอยู่แบบนี้เรื่อยมา “น้องสาม เป็นอันใดหรือไม่” เขาถามขึ้นเมื่อเห็นว่าน้องสาวดูเซื่องซึมต่างจากเมื่อครู่ “ข้ามิได้เป็นอันใด” นางเปลี่ยนเป็นร่าเริงในที่สุด เพราะกลัวพี่ชายจะสงสัย “ดีแล้ว ๆ” เขายื่นมือไปลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู เขารู้ดีว่าน้องสาวของเขาเป็นแบบนี้เพราะเหตุใด แต่เขาก็ไม่สามารถช่วยเหลือนางได้ คงทำได้เพียงรอให้นางตัดใจได้ด้วยตนเอง ทุกคนต่างรู้ดีกว่าก่อนหน้านี้ จางไป่ฉีและมู่จือเฉิงต่างรักใคร่สนิทสนมกัน แต่เพราะอาการป่วยของพี่สาว การหมั้นหมายระหว่างมู่จือเฉิงและจางชิงซานจึงได้เกิดขึ้น ทำให้นางและเขาต้องห่างกันไป วันเวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงวันงานปักปิ่นของจางชิงซาน งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โต มีทั้งขุนนางและคหบดีมารวมตัวกันในงานเลี้ยง เพราะครอบครัวฝั่งเถียนเวยเซียน ผู้เป็นมารดานั้น เป็นตระกูลคหบดีที่ร่ำรวยตระกูลหนึ่ง ทำให้งานเลี้ยงนี้ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เหมาะสมกับฐานะของสองตระกูล งานเลี้ยงเต็มไปด้วยความรื่นเริง ทุกคนต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับสกุลจาง ต่างจากเจ้าของงานที่ตอนนี้ หลบมาพักในห้องรับรอง เพราะรู้สึกอ่อนแรง ช่วงนี้นางทำอะไรก็เหนื่อยไปหมด เพียงแค่เดินนิดหน่อยก็ไม่ไหวเสียแล้ว “คุณหนู ดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ” อ้ายอัน สาวใช้ข้างกายของจางชิงซาน ยกถ้วยชาให้เจ้านาย หญิงสาวหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่ม เพื่อหวังจะให้ตนเองนั้นรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่เป็นผล นางมิได้รู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย “คุณหนู รู้สึกดีหรือไม่เจ้าคะ” อ้ายอันถามด้วยความเป็นห่วง “ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว เราออกไปด้านนอกกันเถิด” นางกำลังจะลุกขึ้น แต่ก็โดนสาวใช้ข้างกายขัดเอาไว้เสียก่อน “คุณหนูพักอีกสักครู่ก่อนเถิดเจ้าค่ะ” นางรู้ดีว่าตอนนี้ร่างกายของคุณหนูอ่อนแอยิ่งนัก นางไม่อยากให้คุณหนูต้องฝืนร่างกายตนเอง “จะพักได้อย่างไร แขกด้านนอกมาแสดงความยินดีกับข้า ข้าจะหลบมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร” นางไม่ฟังคำของอ้ายอัน เดินออกจากห้องไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยง หลังจากงานปักปิ่นไม่นาน จางชิงซานก็อาการทรุดลงอย่างหนัก แม้จะเชิญหมอฝีมือดีมาจากทั่วสารทิศก็ไม่อาจรักษาให้อาการดีขึ้นได้ ทำให้ทุกคนต่างก็กังวล เพราะอีกไม่กี่เดือน ก็จะถึงงานแต่งงานของจางชิงซานและมู่จือเฉิงแล้ว หากนางยังอาการไม่ดีขึ้น คงต้องเลื่อนงานแต่งครั้งนี้ออกไปก่อน “ซานเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง” มู่จือเฉิง ถามคู่หมั้นด้วยความเป็นห่วง “ข้าเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยเท่านั้น ไม่มีอันใดต้องเป็นห่วง” นางส่งยิ้มไปให้คู่หมั้นอย่างอ่อนแรง นางรู้สึกว่าช่วงนี้เพียงแค่จะเปิดปากพูดสักคำ นางก็เหนื่อยเสียแล้ว ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เสียงสดใสของดรุณีน้อยก็ดังขึ้นขัดบทสนทนานั้น “พี่รอง ได้เวลาดื่มยาแล้วเจ้าค่ะ” จางไป่ฉีเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เพราะไม่อยากให้พี่สาวต้องเป็นกังวล เพราะตอนนี้ทุกคนในจวนต่างพากันเคร่งเครียดกันมากพอแล้ว “น้องสาม” นางเอ่ยเรียกน้องสาวเบา ๆ จางไป่ฉีชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นชายหนุ่มที่นั่งอยู่กับพี่สาว ก่อนจะรีบทำตัวให้เป็นปกติ “ยาเจ้าค่ะ พี่รองจะได้หายไว ๆ” นางยังคงทำตัวเองให้สดใส แม้ว่าความสดใสจะลดลงไปมากจากเมื่อครู่ก็ตาม “ขอบใจเจ้ามาก” นางส่งยิ้มไปให้น้องสาว พลางยื่นมือไปหยิบถ้วยยามาดื่ม “ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่าพี่สาวดื่มยาเสร็จแล้ว นางก็รีบออกไปจากตรงนี้ ไม่อยากรบกวนการสนทนาระหว่างทั้งสอง จางชิงซานเมื่อเห็นว่าน้องสาวรีบออกไปก็ไม่ได้ว่าอะไร มองนางเดินออกไปด้วยแววตาเอ็นดู ต่างจากมู่จือเฉิง ที่เอาแต่นั่งเงียบตั้งแต่ที่นางเดินเข้ามา เขารู้ว่านางมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับเขา แต่เขาไม่สามารถรับมันเอาไว้ได้ เพราะเขาเป็นคู่หมั้นกับพี่สาวของนาง จึงทำได้เพียงนิ่งเฉยต่อนาง ไม่ให้นางมีความหวังเกี่ยวกับตัวเขา นับวันอาการของจางชิงซานยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้ ทุกคนต่างหาวิธีมารักษานาง แต่ก็ไม่เป็นผล เถียนเวยเซียนจึงตัดสินใจไปไหว้พระขอพร พี่ให้สุขภาพของบุตรสาวดีขึ้น เมื่อกลับมาถึงจวน ก็ตรงไปที่เรือนของบุตรคนรองทันที “ซานเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง” “ข้ามิเป็นอันใดเจ้าค่ะ” หญิงสาวพยายามฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง พลางไอออกมาเบา ๆ “นอนลงเถิด ไม่ต้องลุกขึ้น” เมื่อเห็นว่าบุตรสาวทำทีท่าว่าจะลุก ก็รีบเดินเข้าไปห้าม หญิงสาวนอนลงตามที่มารดาบอก พลางส่งยิ้มส่งไปให้มารดา “ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ คงเป็นเพราะท่านไปไหว้พระขอพรให้ข้า” “ดีแล้ว จากนี้ก็พักผ่อนให้มาก มารดาจะดูแลเจ้าเอง” ผู้เป็นมารดายกยิ้มขึ้น แสดงให้เห็นถึงความดีใจ ต่างจากข้างในที่ตอนนี้แทบจะร่ำไห้ออกมาให้ได้ เพียงดูก็รู้ว่าคำพูดที่บุตรสาวของนางเอ่ยออกมา ก็เพียงเพื่อให้นางสบายใจเท่านั้น “พักผ่อนให้มาก แม่ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อน ประเดี๋ยวจะมาหาเจ้าอีกครั้ง” นางยื่นมือไปลูบผมของบุตรสาวอย่างรักใคร่ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วหันหลังเดินออกไป พร้อมกับน้ำตาที่หลั่งไหลออกมา ที่นางรีบกลับออกไปแบบนี้ ก็เพราะไม่สามารถกักเก็บความรู้สึกของตนเองเอาไว้ได้อีกต่อไป บุตรของนางผอมลงไปเยอะมาก จากสตรีที่ร่าเริงสดใส ต้องมานอนป่วยอยู่แบบนี้ เพียงแค่เห็นหน้าของบุตรสาว นางก็ห้ามใจเอาไว้มิได้ จำต้องร้องไห้ออกมาทุกครั้งไป เมื่อเห็นว่ามารดาเดินออกไปไกลแล้ว จางชิงซานก็ไอออกมาอย่างแรง “คุณหนู!!” อ้ายอันร้องออกมาอย่างตกใจ พลางเข้าไปดูอาการของนายสาว “มิเป็นไร” หญิงสาวบอกเพื่อให้สาวใช้สบายใจ พลางมองผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือ “เลือด! เหตุใดจึงมีเลือด” อ้ายอันมองผ้าเช็ดหน้า ก็ทำให้ต้องตกใจ เพราะที่ผ้าเช็ดหน้านั้นมีเลือดติดอยู่ “ไม่มีอันใด อย่าได้ตกใจไป” อ้ายอันมองท่าทางที่ไม่ได้ตกใจของเจ้านาย ก็รู้ได้ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่นางไอออกมาเป็นเลือดเช่นนี้ นางเลือกที่จะปกปิดไม่บอกใคร แม้กระทั่งสาวใช้ข้างกายเช่นนางก็ไม่รับรู้ถึงความผิดปกตินี้ “คุณหนู…” อ้ายอันไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “อย่าบอกผู้ใด เพียงแค่นี้ในจวนก็วุ่นวายเพราะข้ามากพอแล้ว” “เจ้าค่ะ” เกือบหนึ่งเดือนที่จางชิงซานนอนอยู่บนเตียง ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ จนนางไม่สามารถทนกับอาการป่วยนี้ได้อีกต่อไป และสิ้นใจไปในที่สุด หลังจากทราบข่าว มู่จือเฉิงก็ไม่อาจประคองสติเอาไว้ได้ เขาร้องไห้ออกมาอย่างหนักที่ต้องสูญเสียคู่หมั้นไป ตอนนี้แม้จะผ่านไปนานนับเดือนเขาก็ยังไม่สามารถทำใจได้ ยังคงร้องไห้อยู่เสมอยามที่คิดถึงนาง ในขณะที่เขากำลังนั่งหวนถึงความหลัง เสียงของบ่าวรับใช้ก็ดังขึ้น “คุณชาย คุณหนูหลงมาขอพบขอรับ” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอนุญาต “ไปเชิญคุณหนูหลงเข้ามา” “ขอรับ” ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ หลงเจียงลี่แวะเข้ามาหาเขาเสมอ นางคือสหายคนสนิทของจางชิงซาน “คุณชายมู่” เมื่อมาถึง หลงเจียงลี่ก็เอ่ยทักทายชายหนุ่ม “คุณหนูหลง วันนี้มาหาข้ามีอันใดหรือ” เขาก็เอ่ยทักทายนางเช่นกัน ก่อนจะเอ่ยถาม เขารู้ว่าวันนี้นางมาด้วยเหตุใด เพราะทุกครั้งที่นางมา นางก็มักจะพูดแต่เรื่องนี้ “ก็เรื่องของซานเอ๋อร์เช่นเดิม คุณชายต้องเชื่อข้านะเจ้าค่ะ ว่าการตายของนางต้องไม่ธรรมดา" นางรู้มาว่า จางไป่ฉี ก็หลงรักเขาเช่นเดียวกันเหมือนกับนาง เพียงแค่เห็นสายตาที่จางไป่ฉีมองเขา นางก็รับรู้ได้ทันที เพราะมันเหมือนกับนางยิ่งนัก นางจะใช้เรื่องนี้มาทำให้เขาเกลียดจางไป่ฉี โดยอาศัยเหตุผลที่ว่านางต้องการแต่งงานแทนพี่สาว จึงเป็นเหตุผลให้นางตัดสินใจฆ่าพี่สาวของตนเอง ที่นางตัดสินใจทำแบบนี้ก็เพราะนางไม่แน่ใจว่าทั้งสองสกุลจะยังคงทำตามคำมั่นสัญญาหรือไม่ นางจะต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลม เพราะนางคิดเสมอว่าชิงลงมือก่อน ย่อมได้เปรียบ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD