รุ่งเช้า มู่จือเฉิงไปขอเข้าพบบิดาที่ห้องหนังสือเพื่อถามถึงเรื่องงานแต่งงาน ว่าเหตุใดจึงไม่ถามความเห็นจากเขาก่อน ว่าเต็มใจจะแต่งงานหรือไม่
“ข้ามาพบท่านพ่อ” เขาบอกบ่าวที่เฝ้าอยู่หน้าห้องด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“นายท่าน คุณชายใหญ่มาขอพบขอรับ”
“ให้เข้ามา”
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องโดยมีบ่าวรับใช้เปิดและปิดประตูให้
“คารวะท่านพ่อ” เขาเอ่ยทำความเคารพบิดาที่นั่งก้มหน้าทำงานอยู่
“มีอันใดหรือ” เขาเอ่ยถามในขณะที่กำลังก้มหน้าทำงานอยู่ เพราะรู้ดีว่าบุตรชายคนนี้จะเข้ามาพูดเรื่องอะไร
“เหตุใดท่านพ่อจึงไม่ปรึกษาเรื่องแต่งงานกับข้าก่อน” เขาเข้าประเด็นทันที
“เหตุใดต้องถาม” เขาละสายตาจากงานที่ทำอยู่ แล้วเงยหน้าขึ้นมาจ้องบุตรชายตรง ๆ
“ข้ามิได้อยากแต่งงานกับนาง ข้ายังลืมซานเอ๋อร์ไม่ได้” เขาเลือกที่จะใช้เหตุผลคุยกับบิดา ได้แต่หวังว่าท่านจะเห็นใจเขาบ้าง
“คนก็ตายไปนานแล้ว เจ้าก็ควรจะเริ่มต้นใหม่เสียที” เขามองบุตรชายด้วยแววตาห่วงใย ก่อนจะเอ่ยต่อ “ข้าอยากเห็นเจ้ามีความสุขจริง ๆ เสียที พ่อเชื่อว่าหากเจ้าได้ใช้ชีวิตร่วมกับฉีเอ๋อร์ ชีวิตของเจ้าก็จะมีแต่ความสุข”
ตั้งแต่คู่หมั้นของจือเฉิงจากไป เขาก็เอาแต่เก็บตัวเงียบ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด เอาแต่ก้มหน้าต้มตาทำงาน ไม่เคยออกไปสังสรรค์กับสหายอีกเลย
เขาเชื่อว่า จางไป่ฉี จะสามารถเปลี่ยนใจบุตรชายของเขาได้ เปลี่ยนให้เขากลับมาใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นเสียที มิใช่ว่าเอาแต่หวนคิดถึงความหลังอยู่แบบนี้
“แต่ข้ายังไม่พร้อม” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเศร้าใจ ตอนนี้เขายังคิดถึงจางชิงซาน จะให้เขาไปแต่งงานกับผู้อื่นได้อย่างไร
“พ่อได้เอ่ยปากไปแล้ว เจ้าจะทำให้พ่อเสียหน้าเช่นนั้นหรือ” เมื่อเห็นว่าไม่สามารถคุยกันด้วยเหตุผลได้ เขาจึงเลือกที่จะใช้วิธีที่เด็ดขาด จากนั้นจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จะอย่างไรเจ้าก็ต้องแต่งงานกับฉีเอ๋อร์ เพื่อรักษาคำสัญญาของสองตระกูล”
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเกลี้ยกล่อมบิดาได้ เขาจึงเลือกที่จะยืนเงียบ ๆ ไม่ตอบโต้
“เอาล่ะ หากไม่มีอันใดแล้วก็กลับไปเถิด พ่อจะทำงานต่อ” เขาก้มหน้าลงทำงานต่อ โดยไม่สนใจบุตรชายที่ยืนอยู่
มู่จือเฉิงโค้งคำนับบิดา จากนั้นหันหลังเดินออกไป แต่ก่อนที่เขาจะได้ก้าวขาออกจากห้อง เสียงบิดาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เรื่องงานแต่งงาน เจ้าก็เตรียมตัวเองให้พร้อม เรื่องอื่น ๆ เดี๋ยวข้าและแม่ของเจ้าจะจัดการให้เอง”
เขาหยุดฟังบิดาพูดโดยไม่หันกลับไป เมื่อบิดาพูดจบเขาก็เดินออกมาทันที ไม่ได้สนใจที่จะอยู่ต่อ
หลังงานปักปิ่นของจางไป่ฉีไม่นาน สกุลมู่ก็ได้ส่งแม่สื่อมาทาบทาม เมื่อการเจรจาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางแม่สื่อก็ขอวันเดือนปีเกิดของฝ่ายหญิง เพื่อนำไปผูกดวงและหาฤกษ์มงคลวันจัดงาน
วันถัดมา สกุลมู่ก็ส่งขบวนของหมั้นหมายมาที่จวนสกุลจางอย่างยิ่งใหญ่ ของหมั้นหมายยาวสุดลูกหูลูกตา แสดงให้เห็นว่าสกุลมู่ให้ความสำคัญกับว่าที่สะใภ้คนนี้ไม่น้อย
กำหนดงานแต่งจะถูกจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า
หลงเจียงลี่ เมื่อได้รู้ข่าวก็แทบนั่งไม่ติด นางอุตส่าห์ว่างแผนตั้งมากมาย แต่ก็ไม่สามารถหยุดงานแต่งเอาไว้ได้
ดี! ในเมื่ออยากจะแต่งมากนักนางก็จะไม่ขัดขวาง เพราะดูแล้วเขาก็มิได้พิศวาสว่าที่ภรรยาเท่าใดนัก ออกจะรังเกียจเสียด้วยซ้ำ นางจะทำให้ชีวิตหลังการแต่งงานนี้ของทั้งสอง หาความสุขมิได้เลยคอยดู
เมื่อคิดได้แบบนั้น นางก็เรียกสาวใช้ข้างกายมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทันที
“อาจิง มาเปลี่ยนชุดให้ข้า”
“เจ้าค่ะ” อาจิงรีบเข้ามาเปลี่ยนชุดให้เจ้านายตามคำสั่ง
เมื่อแต่งตัวเสร็จก็ออกไปที่จวนสกุลมู่ทันที เรื่องนี้จะช้าไม่ได้
เมื่อมาถึงที่จวนสกุลมู่ นางก็ให้สาวใช้ไปถึงถามว่ามู่จือเฉิงยังอยู่ที่จวนหรือไม่
“มิทราบว่าคุณชายใหญ่มู่อยู่หรือไม่ คุณหนูของข้ามีเรื่องสำคัญต้องการที่จะปรึกษา”
อาจิงรับหน้าที่ไปถามบ่าวเฝ้าประตู โดยที่หลงเจียงลี่นั่งรออยู่บนรถม้า
“รอสักครู่ ข้าจะไปแจ้งคุณชาย” เมื่อมองเห็นรถม้าสกุลหลง เขาก็ไม่รอช้าก็รีบเข้าไปแจ้งเจ้านายทันที เพราะระยะหลังมานี้ คุณหนูหลงมักจะมาหาคุณชายใหญ่อยู่บ่อย ๆ
รอได้ไม่นาน บ่าวเฝ้าประตูก็ออกมาพร้อมกับพ่อบ้าน
“เชิญคุณหนูหลงด้านในขอรับ” พ่อบ้านพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
หลงเจียงลี่เมื่อได้รับอนุญาต ก็ลงจากรถม้า แล้วเดินตามพ่อบ้านเข้าไปในจวน
พ่อบ้านนำทางไปที่ศาลาที่นางเคยไปเป็นประจำ เพราะทุกครั้งที่มาจวนสกุลมู่ นางก็จะถูกเชิญมาที่นี่เสมอ
“เชิญคุณหนูหลงรอที่นี่สักครู่ ประเดี๋ยวคุณชายใหญ่จะออกมาพบ” เขาพูดขึ้นก่อนจะเดินจากไป
หญิงสาวยืนชมทิวทัศน์เงียบ ๆ คนเดียว รอได้ไม่นานคนที่นางรอคอยก็มาถึง
“คุณหนูหลง” เขาเอ่ยเรียกนาง
“คุณชายมู่” นางเอ่ยทักทายเขา แม้จะมาที่นี่หลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนคำเรียกชื่อของนางเลยสักครั้ง เขายังวางตัวเหินห่างกับนางเสมอมา ยิ่งคิดก็ยิ่งช้ำใจ
“มาหาข้ามีอันใดหรือ”
“ข้าได้ข่าวเรื่องงานแต่งของท่านกับจางไป่ฉี” นางไม่รอช้า พูดเปิดประเด็นขึ้นมาทันที ตีเหล็กต้องตียามร้อน ตอนนี้เขาคงกำลังโมโหเรื่องนี้อยู่ นางจะทำให้เขาเกลียดจางไป่ฉียิ่งขึ้นไปอีก
มู่จือเฉิงเงียบ ไม่ได้เอ่ยหรือพูดอะไรออกมา หลงเจียงลี่จึงถือโอกาสใส่ไฟอีกครั้ง
“ข้าบอกท่านแล้ว ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นแผนการของนาง นางคงไปร้องไห้อ้อนวอนบิดามารดา หรือไม่นางก็เอาเรื่องสัญญาระหว่างสองตระกูลมาเป็นข้ออ้าง เพื่อให้ได้แต่งงานกับท่าน” นางเหลือบมองท่าทีของเขาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าหน้าตาของเขาเริ่มมีโทสะมากขึ้น นางจึงยกเรื่องของจางชิงซานมาพูด
“เรื่องการตายของซานเอ๋อร์ นางต้องมีส่วนเกี่ยวข้องแบบที่ข้าคิดเอาไว้อย่างแน่นอน เพราะปกตินางจะทำดีกับพี่สาวเฉพาะตอนที่มีท่านอยู่ด้วยเท่านั้น”
“เจ้าพูดจริงหรือ” แม้ปากจะถามออกไปแบบนั้น แต่ในใจของเข้าเชื่อเกินแปดส่วนไปแล้ว
“ข้าโกหกแล้วได้อันใด นางมักจะแย่งชิงกับซานเอ๋อร์เสมอ อะไรที่นางอยากได้นางก็จะใช้ทุกวิธีการให้ได้มันมา”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ความทรงจำของเขาก็ผุดขึ้นมา
‘พี่รองข้าอยากได้กำไลอันนี้’
ในขณะที่นางกำลังนั่งคัดเลือกประดับที่ไม่ได้ใช้แล้ว เสียงของน้องสาวก็ดังขึ้น
‘ดะ… ได้ซิ’ เด็กสาวมองกำไลในมืออย่างเสียดาย
‘ขอบคุณพี่รองเจ้าค่ะ’ นางหยิบกำไลจากมือของพี่สาว แล้ววิ่งออกไปทันที
‘หากมิอยากให้ วันหลังเจ้าก็ไม่ต้องให้นาง’ เมื่อเห็นท่าทางของคู่หมั้น เขาก็เอ่ยออกมาอย่างเห็นใจ
‘ข้าใส่มิได้แล้ว เก็บไว้จะมีประโยชน์อันใด’ นางส่งยิ้มไปให้เขา
และยังมีอีกหลาย ๆ เหตุการณ์ จางไป่ฉีมักจะทำแบบนี้เสมอ แย่งของของพี่สาวไปอย่างหน้าตาเฉย
เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เหล่านี้ ยิ่งทำให้เขาเจ็บช้ำแทนหญิงคนรัก ไม่รู้ว่าน้องสาวที่น่ารังเกียจของนาง จะทำให้นางต้องทุกข์ใจมากเพียงใด
“เราจะให้นางสมหวังไม่ได้ เราจะต้องขัดขวางนางทุกอย่าง” นางเริ่มเกลี้ยกล่อมเขาอีกครั้ง นางจะต้องหาทางเข้ามาอยู่ในจวนแห่งนี้ให้ได้
“ข้าจะไม่มีทางให้นางสมหวังอย่างเด็ดขาด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เมื่อมาอยู่จวนนี้ จางไป่ฉีจะไม่ได้รับรักหรือความสุขจากเขาแม้เพียงเสี้ยวเดียว
“แล้วท่านจะทำอย่างไร” นางถามเขาด้วยความใคร่รู้ อยากจะรู้นักว่าเขาคิดจะทำอย่างไรต่อไป
“ข้าจะทรมานนางทุกทาง มิให้นางอยู่อย่างเป็นสุข” แม้ตอนนี้เขายังคิดแผนการไม่ออก แต่เขาก็ได้แต่สาบานกับตัวเองว่า เขาจะไม่ให้จางไป่ฉีได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในจวนนี้เป็นอันขาด
“เอาแบบนี้หรือไม่ ข้ายอมแต่งให้ท่านในฐานะภรรยารอง เพื่อขัดขวางความสุขของนาง” นางเสนอตัวเองแต่งงานให้เขา เพื่อขัดขวางแผนการของจางไป่ฉี และเพื่อที่นางจะได้เป็นภรรยาของเขาจริง ๆ ในอนาคตอีกด้วย
เพียงเท่านี้ทุกอย่างก็จะอยู่ในการควบคุมของนาง แล้วเขาจะสามารถหลุดมือนางไปได้อย่างไร
“ไม่ดีกระมัง หากแต่งงานกับข้าแล้ว อนาคตเจ้าจะทำเช่นไร” เขาไม่อยากให้อนาคตของนางต้องมาจบลงเพราะเขา เขาไม่สามารถเปิดใจรับผู้ใดได้อีกแล้ว
“มิเป็นไร ที่ข้ายอมทำทั้งหมดก็เพื่อแก้แค้นให้ซานเอ๋อร์ ข้าไม่อาจทนเห็นนางต้องตายอย่างไม่เป็นธรรม” นางแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เพื่อให้เขาเชื่อว่าทุกอย่างที่นางทำลงไปก็เพื่อจางชิงซาน แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ทุกอย่างล้วนเพื่อตัวของนางเองทั้งสิ้น
“ซานเอ๋อร์โชคดียิ่งนักที่มีสหายแบบเจ้า” เขาพูดอย่างซาบซึ้ง แม้นางจะมีน้องสาวที่ทำไม่ดีกับนาง แต่อย่างน้อยนางก็ยังมีสหายที่จริงใจ และค่อยช่วยเหลือ แม้นางจะจากไปแล้วก็ตาม