บทที่ 3
เมื่อวันแต่งงานมาถึง จางไป่ฉีตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่เช้า เพื่อรอขบวนเจ้าบ่าวมารับตัวที่จวน
หญิงสาวนั่งรออยู่ภายในห้องอยู่กับสาวใช้เพียงแค่สามคนเท่านั้น เพราะนางเป็นคนที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ทำให้ไม่ค่อยมีสหายมากนัก ส่วนสหายคนที่นางสนิทมากที่สุดในตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง
“คุณหนู หิวหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ล่ะ” นางตอบสาวใช้ พลางใช้สายตามองสำรวจตัวเองในกระจก พร้อมกับยิ้มเศร้าเพราะตั้งแต่วันนั้นมานางก็ไม่เคยได้พบเขาอีกเลย นางไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะแก้ไขความใจผิดของเขาได้
สุดท้ายนางก็ได้แต่หวังว่าเมื่อแต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว เขาจะรับฟังความจริงจากนางในสักวัน
“ใกล้ถึงเวลาแล้วหรือยัง” หญิงสาวหันไปถามสาวใช้ ด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อีกไม่นานนางและเขาก็จะได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
แม้จะโดนเขาพูดจาร้ายกาจใส่ไปบ้าง หากแต่ในใจของนางก็ยังคงรักมั่นต่อเขา มิอาจตัดใจได้ในตอนนี้
“ใกล้จะได้เวลาแล้วเจ้าค่ะ” อันเล่อตอบด้วยใบหน้าตื่นเต้นไม่แพ้กัน นางดีใจกับคุณหนูยิ่งนักที่ได้แต่งงานกับบุรุษที่นางรัก ก็ได้แต่หวังว่าคุณหนูของนางจะได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข
“อืม” นางตอบรับเบา ๆ สีหน้าและแววตาไม่สามารถปกปิดความดีใจเอาไว้ได้เลย
นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้แต่งงานกับเขา ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความสุข มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว คิดไปถึงวันข้างหน้ายามที่นางและเขามีลูกด้วยกัน คงจะมีความสุขไม่น้อย
หญิงสาวได้แต่คิดอย่างเพ้อฝัน โดยไม่รับรู้เลยว่าในภายภาคหน้าจะต้องพบเจออะไรบ้าง
เสียงเปิดประตูห้องของจางไป่ฉีดังขึ้น ก่อนจะปรากฏตัว จางรั่วเทียนและเถียนเวยเซียนที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ที่ได้เห็นบุตรสาวได้แต่งงานกับบุรุษที่ดี
“ได้เวลาแล้วลูก มาเถอะพ่อและแม่จะคลุมหน้าให้” จางรั่วเทียนพูดขึ้นอย่างอบอุ่น พลางเดินไปหยิบผ้าคลุมที่วางอยู่ด้านข้าง
หญิงสาวมองการกระทำของบิดาและมารดาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เต็มไปด้วยความสุข
พิธีการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และภายในงานเต็มไปด้วยความรื่นเริง ผู้คนต่างมาร่วมแสดงความยินดีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ต่างจากเจ้าบ่าวที่มีสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่เผยรอยยิ้มออกมาแม้เพียงนิดเดียว
เจ้าสาวถูกส่งตัวขึ้นเกี้ยว เพื่อแห่รอบเมือง เสียงดนตรีดังขึ้นอย่างครึกครื้น ชาวบ้านต่างพากันออกมาชมขบวนเจ้าสาว และร่วมแสดงความยินดีกันอย่างเนืองแน่น
สิ้นเดิมของเจ้าสาวยาวสุดลูกหูลูกตา ไม่แพ้ขบวนของหมั้นเลยแม้แต่น้อย และทางสกุลเถียนยังมอบร้านค้าหลายร้าน มาเป็นสินเดิมของเจ้าสาวอีกด้วย
“งานแต่งนี้ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก แต่เจ้าดูหน้าของเจ้าบ่าวสิ ไม่ยิ้มเลยแม้แต่น้อย” เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น แต่ผู้เป็นเจ้าบ่าวก็หาได้สนใจ ยังคงแสดงสีหน้าเรียบนิ่งเช่นเดิม
ต่างจากเจ้าสาวที่นั่งอยู่ในเกี้ยว ที่ตอนนี้สีหน้าเริ่มเปลี่ยน จากที่มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าตลอดเวลา ตอนนี้เริ่มที่จะฝืนยิ้มไม่ออกเสียแล้ว ยังดีที่มีผ้าคลุมหน้าเอาไว้ ผู้อื่นจึงไม่สามารถเห็นใบหน้าเศร้าสร้อยนี้ได้
มิเป็นไร วันนี้อย่างไรก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง ความเข้าใจผิดนี้จะได้หมดไป และจากนี้นางและเขาก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หญิงสาวยังคงคิดไปในทางที่ดี
“จะยิ้มได้อย่างไร มีข่าวลือว่าเจ้าบ่าวมิได้อยากแต่งงานเสียหน่อย” สองข้างทางยังคงพูดกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้สนใจเลยว่าจะมีผู้ใดได้ยินหรือไม่
“ทำไมเล่า”
“ก็เจ้าบ่าวมีรักมั่นต่อพี่สาวที่เสียไปของเจ้าสาวนะสิ” เขาเล่าสิ่งที่ได้ยินมาให้สหายฟัง
“จริงหรือ หากเป็นเช่นนี้ข้าไม่รู้ว่าจะสงสารเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวดี”
“ก็น่าสงสารทั้งสองคนนั่นแหละ คนหนึ่งต้องแต่งกับคนที่ไม่ได้รัก อีกคนก็เป็นตัวแทนของพี่สาว น่าสงสารยิ่งนัก”
ตลอดเส้นทางมีแต่คนพูดถึงเรื่องนี้ และมีการร่วมแสดงความยินดีบ้างประปราย
เมื่อมาถึงจวนของเจ้าบ่าว พิธีการก็ดำเนินการไปเรื่อย ๆ จนถึงพิธีส่งตัวเจ้าสาว
จางไป่ฉีถูกพาตัวไปที่เรือนหอ ภายในห้องถูกตบแต่งสวยงาม ประดับไปด้วยผ้าสีแดงรอบห้อง
นางถูกพาตัวไปนั่งที่เตียง เพื่อรอเจ้าบ่าว โดยมีอันเล่อคอยอยู่เป็นเพื่อน
“ฮูหยิน หิวหรือไม่เจ้าคะ” อันเล่อถามด้วยความเป็นห่วง เพราะเจ้านายของนางยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า
“ไม่ รอท่านพี่ก่อน” แม้จะรู้สึกเขินอายที่ต้องเปลี่ยนคำเรียกขาน แต่อย่างไรนางก็ต้องเรียกเขาว่าท่านพี่ มิสู้เรียกตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า
“แต่อีกนานนะเจ้าคะ กว่าคุณชายจะมา”
“ข้ารอได้”
หญิงสาวนั่งนิ่งไม่ได้ขยับตัวไปไหน แม้แต่จะชา นางก็ยังไม่คิดที่จะดื่ม
นางนั่งรออยู่นาน กว่าเสียงดนตรีด้านนอกจะเงียบลง
“ดนตรีด้านนอกเงียบแล้ว อีกไม่นานคุณชายใหญ่คงจะมา” อันเล่อพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
หญิงสาวไม่ได้พูดอะไร แต่ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมของนางนั้น ก็ซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่มิดเหมือนกัน
แต่รอจนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นคนที่พวกนางรอมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเสียที จนอันเล่อต้องเอ่ยปาก
“เหตุใดคุณชายใหญ่ไม่มาเสียที” นางพึมพำอยู่ตนเดียว แต่ก็พอที่จะให้หญิงสาวอีกคนที่อยู่ในห้องได้ยิน
“ประเดี๋ยวคงมา” นางพูดเบา ๆ เพื่อปลอบใจตนเอง
อันเล่อเมื่อได้ยินเสียงผู้เป็นนายก็ตกใจ ไม่คิดว่าจะได้ยินสิ่งที่นางพูด “เอ่อ… เดี๋ยวบ่าวไปดูให้นะเจ้าค่ะ”
จางไป่ฉีคิดจะเอ่ยปากห้าม แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเสียงฝีเท้าของอันเล่อดังออกไปไกลมากแล้ว จึงทำได้เพียงนั่งรอในห้องต่อไป
อันเล่อตรงไปที่โถงจัดงานเลี้ยงก็พบว่าแขกทยอยกลับกันไปจนหมดแล้ว นางใช้สายตามองหาเจ้าบ่าวของงานแต่ก็ไม่พบ นางจึงได้ถามบ่าวรับใช้ที่อยู่แถวนั้น
“คุณชายใหญ่ของพวกเจ้าอยู่ที่ใด”
“คุณชายใหญ่ออกไปนานแล้ว”
“เช่นนั้นหรือ ขอบใจมาก” นางรีบขอบคุณบ่าวรับใช้คนนั้น แล้วเตรียมจะเดินกลับไปที่เรือนหอ แต่สายตาก็ดันเห็นคนที่นางตามหาเดินอยู่ไกล ๆ
“นั่นคุณชายใหญ่จะไปที่ใด มิใช่ทางไปเรือนหอนิ” นางเกิดความสงสัย จึงเดินตามไปดู
นางเห็นเขาเดินเข้าไปในห้องหนึ่ง ที่ประดับด้วยผ้าสีแดงแบบเดียวกันกับเรือนหอ
นางรีบเดินตรงไปที่เรือนหลังนั้นทันที แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไร ประตูห้องก็ถูกเปิดออกจากด้านใน
“เจ้าเป็นใคร มาทำอันใดที่เรือนนี้” อาจิงรีบถามคนที่มาเยือนเรือนหอของเจ้านาย
“เจ้ามาทำอันใดที่จวนสกุลมู่” นางรู้จักสาวใช้ผู้นี้ นางคือสาวใช้ข้างกายคุณหนูหลง สหายคนสนิทของคุณหนูรอง
“เจ้านายของข้าก็แต่งให้สกุลมู่ เหตุใดข้าจะมาอยู่มิได้” อาจิงพูดขึ้นอย่างถือดี
“แต่งเข้าสกุลมู่” อันเล่อมองไปรอบ ๆ ผ้าแดงผูกไว้เต็มเรือนแบบนี้ มิใช่ว่าแต่งเข้ามาวันนี้หรอกนะ
“ใช่ นายของข้าก็แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินรองวันนี้เหมือนกัน” อาจิงพูดอย่างคนที่เหนือกว่า
“ได้อย่างไร” นางได้แต่ตกตะลึงกับคำพูดของอาจิง สกุลมู่ทำแบบนี้ได้อย่างไร แต่งฮูหยินรองวันเดียวกับฮูหยินใหญ่ ซ้ำยังมาที่เรือนหอของฮูหยินรองแทนที่จะไปเรือนหอของฮูหยินใหญ่ เช่นนี้จะให้เจ้านายของนางเอาหน้าไปไว้ที่ใด
“ได้แล้วอย่างไร มิได้แล้วอย่างไร เห็นหรือไม่ว่าท้ายที่สุดแล้ว คุณชายใหญ่ก็มาที่เรือนนี้” อาจิงพูดขึ้นด้วยท่าทีสะใจ หากคนนอกรู้เรื่องนี้จางไป่ฉีคงไม่กล้าออกไปสู้หน้าใคร
“ถอยไป ข้าจะเชิญคุณชายใหญ่ไปที่เรือนหอ” นางทำทีท่าว่าจะเข้าไปในห้อง แต่ก็โดนขัดขวางด้วยอาจิง
“ที่นี่ก็เรือนหอ คุณชายเลือกแล้วว่าจะอยู่ที่นี่ เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาสั่ง” นางเอาตัวเองมาบังไว้ ไม่ให้ผู้ใดสามารถเข้าไปในห้อง รบกวนเจ้านายของนางได้
“ข้าจะไปฟ้องฮูหยิน” อันเล่อรีบวิ่งกลับไปที่เรือนหอของเจ้านาย
“แม้เจ้านายของเจ้ามา ข้าก็ไม่ให้เข้าไป” อาจิงตะโกนไล่หลังไป โดยไม่หวาดกลัวคำขู่ของอันเล่อเลยแม้แต่น้อย
นางรู้ดีว่าอย่างไรคุณชายใหญ่ก็ต้องเข้าข้างนางอย่างแน่นอน เพราะเขาเกลียดคุณหนูจางผู้นั้น