ความรู้สึกที่สื่อถึงกัน

1328 Words
เรื่องนี้เถียนสวี่หลันรู้สึกดีเป็นอย่างมากที่นางไม่ต้องพบกับคนตระกูลสวีอีกเมื่อยามที่นางออกมาเดินเล่น วันนี้ช่วงบ่ายนางตามอาเล็กขึ้นเขาไปเก็บผักป่าอีกครั้ง แต่นางมิได้เขาไปในภูเขาเพียงแค่เดินเล่นอยู่ตรงเชิงเขาเท่านั้น นางหยิบตำราที่ได้รับมาเป็นของขวัญจากลูกพี่ลูกน้องผู้นั้นติดมือมาด้วย ในหุบเขาที่อากาศเย็นสบายทำให้นางอ่านหนังสือในมือจนเผลอหลับไป เว่ยเจ๋อหมิงที่พึ่งกลับมาจากสถานศึกษาคิดถึงร่างบางที่ตนเคยหยอกเย้า เขาจึงเดินมาที่ต้นไม้ใหญ่ที่เถียนสวี่ หลันเคยเผลอหลับในครั้งก่อน เขาไม่คิดว่าตนเองจะได้พบกับนางอีกครั้ง เว่ยเจ๋อหมิงขยี้ตาตนเองหลายทีเพื่อความแน่ใจ เขาไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่ เหตุใดนางมานอนอยู่ที่นี่อีกแล้วเล่า เว่ยเจ๋อหมิงเดินเข้าไปใกล้ร่างบางแผ่วเบา สายตาที่เขามองนางในยามนี้มีแต่แววอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เถียนสวี่หลันที่กำลังนอนหลับสนิทนั้นมองดูแล้วช่างงดงามไร้พิษสงและลดความร้ายกาจลงไปมากโข ร่างสูงนั่งยองๆ ลงที่ด้านข้าง ดวงตาคมกริบที่ตอนนี้ไหวระริกด้วยความตื่นเต้น เขาจ้องมองใบหน้างามด้วยความเหม่อลอย ความฝันนั้นของเขาจะมีวันเป็นจริงได้หรือไม่นะ นิ้วมือเรียวเผลอแตะไปที่แก้มเนียนใสของนางอย่างไม่รู้ตัว ทำให้เถียนสวี่หลันที่กำลังหลับสนิทรู้สึกตัวตื่น ทันทีที่นางลืมตาขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาของเว่ยเจ๋อหมิงก็มาอยู่ตรงหน้าในระยะประชิด นางนึกว่าตนเองกำลังฝันไป จึงได้ยกมือขึ้นลูบเบาๆ “เหมือนจริงมาก ช่างเป็นความฝันที่เหมือนจริงเหลือเกิน” เสียงหวานเอ่ยพึมพำเสียงเบา เว่ยเจ๋อหมิงเห็นนางทำเช่นนั้นกับตนเขาก็ตัวแข็งทื่อไปทันที ใบหน้าหล่อเหลาของเขาค่อยๆ ซับสีเลือดทีละน้อยด้วยความเขินอาย นี่นางคิดว่าตนเองกำลังฝันอยู่อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเขาจะทำสิ่งใดก็ได้สินะเพราะนี่คือความฝัน เว่ยเจ๋อหมิงจับมือเล็กที่กำลังลูบไล้ใบหน้าของตนมาจุมพิตเบาๆ เถียนสวี่หลันที่คิดว่าตนเองกำลังฝันไปก็ขมวคิ้วด้วยความไม่แน่ใจ หากนี่เป็นความฝันนางจะได้กลิ่นหอมออกมาจากตัวเขาได้อย่างไร “เว่ยเจ๋อหมิง!!” เถียนสวี่หลันรีบยันกายขึ้นด้วยความเขินอาย นางยังจำได้ที่เขาพึ่งจะจูบไปที่หลังมือของนาง ร่างบางจ้องไปที่ร่างสูงที่กำลังยืนขึ้นอย่างเอาเรื่อง เจ้าคนฉวยโอกาสนี่คิดที่จะทำอะไรกันแน่ ใบหน้าของเว่ยเจ๋อหมิงยังคงเรียบเฉยเป็นปกติเช่นเดิมทั้งที่เมื่อสักครู่เขาทำเช่นนั้นกับนางไป มีเพียงใบหูของเขาเท่านั้นที่แปลเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างเห็นได้ชัด “เจ้ากล้าลวนลามข้า” เถียนสวี่หลันตวาดแหวออกไป ทั้งที่ใบหน้างามยังคงแดงเรื่อด้วยความเขินอาย เว่ยเจ๋อหมิงไม่ใส่ใจท่าทางเกรี้ยวกราดที่นางแสดงออกกลบเกลื่อนอาการของตน ร่างสูงเลิกคิ้วมองนางด้วยท่าทางยียวน เขาไม่แม้แต่จะปฏิเสธสิ่งที่ตนพึ่งกระทำไป “เหตุใดต้องโมโหเพียงนั้นด้วยเล่า มิใช่ว่าเจ้าเองก็ชอบที่ข้าทำเช่นนี้หรือ” เถียนสวี่หลันถลึงตาโตใส่ร่างสูงที่เอ่ยออกมาอย่างหน้าไม่อาย “ชอบอันใดกัน ข้าไปชอบที่เจ้าทำตั้งแต่เมื่อใด เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ” เว่ยเจ๋อหมิงยื่นหน้าเข้าไปใกล้นางเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมา “หากเจ้าไม่ชอบให้ข้าทำ เช่นนั้นแล้วเจ้าชอบให้ใครทำ ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าอย่างนั้นหรือ” เถียนสวี่หลันไม่เข้าใจว่าเขากำลังหมายถึงสิ่งใด แต่คำพูดของเขาทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก “ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้าเคยบอกไปแล้วมิใช่หรือว่าอยู่ให้ห่างจากข้าซะ” เถียนสวี่หลันหยิบหนังสือที่ตกอยู่ที่โคนต้นไม้แล้วเดินกลับเข้าไปในภูเขา นางคิดว่าจะหนีจากเขาแล้วไปหาอาเล็กของนาง เว่ยเจ๋อหมิงที่เห็นนางมีท่าทีเช่นนั้นก็เข้าใจว่านางกำลังหงุดหงิดที่เขาเอ่ยถึงลูกพี่ลูกน้องของนาง “เถียนสวี่หลัน เจ้ายังคุยกับข้าไม่จบ” ร่างสูงที่ขายาวกว่าก้าวตามร่างเล็กแค่ไม่กี่ก้าวก็สามารถตามนางทัน เถียนสวี่หลันที่กำลังมีโทสะเลยคิดที่จะใช้วิธีวิ่งขึ้นเขาหนีไปเพื่อไม่ให้เขาตามทัน ร่างเล็กออกวิ่งไปโดยไม่ได้มองทางข้างหน้าเพราะคิดที่จะหนีเขาให้พ้นเพียงเท่านั้น นางวิ่งมานานเท่าใดไม่รู้ แต่มารู้ตัวอีกทีนางก็จำทางที่ตนพึ่งเดินมาไม่ได้แล้ว เถียนสวี่หลันมองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่เห็นใคร อีกแล้ว!!ดูเหมือนว่าเพราะอารมณ์โกรธอย่างไม่คิดหน้าคิดหลังทำให้นางหลงป่าอีกแล้ว ความรู้สึกหวาดกลัวเริ่มผุดขึ้นในใจ เถียนสวี่หลันพยายามเดินตามทางที่นางพอจะจำได้ แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งเหมือนนางเดินวนอยู่ที่เดิม ท้องฟ้ายามบ่ายที่เคยสว่าง อยู่ๆ ก็เกิดมืดครึ้มขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เสียงคำรามของท้องฟ้าที่ดังอยู่ไกลๆ เริ่มใกล้เข้ามาทุกที นางแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าพลางคิดในใจว่าฝนคงจะไม่ได้ตกลงมาตอนนี้หรอกนะ แต่สิ่งที่นางหวาดกลัวมักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ฝนเม็ดใหญ่ค่อยๆ ตกลงมาที่ละเม็ดจนกระทั่งเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ร่างบางมองหาต้นไม้ใหญ่เพื่อใช้เป็นที่หลบฝน นางวิ่งสะเปะสะปะไปอย่างไม่รู้ทิศทาง ในใจของตอนนี้นั้นนึกถึงเพียงคนผู้เดียว ที่เขามักจะโผล่มาในตอนที่นางกำลังลำบากเสมอ “เว่ยเจ๋อหมิงเจ้าอยู่ไหน” เถียนสวี่หลันตะโกนฝ่าสายฝนออกไป โดยหวังว่ามันจะสามารถทำให้เขาได้ยินเสียงของนางบ้าง ร่างบางเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย นางร้องไห้เสียงดังแข่งกับเสียงฟ้าร้องและเสียงสายฝนที่ตกลงมากระทบใบไม่ในป่า นางเอาแต่กล่าวโทษตนเองอยู่ในใจว่า อุตส่าห์ฟื้นจากความตายมาได้หนึ่งครั้งแต่กลับต้องมาตายอย่างโง่ๆ ในป่าเพราะหลงทาง เถียนสวี่หลันรู้สึกสิ้นหวังแล้วตอนนี้ ร่างบางที่กำลังทรุดตัวลงแต่ถูกแขนแข็งแรงของใครบางคนพยุงเอาไว้ เถียนสวี่หลันเงยหน้ามองคนที่กำลังพยุงตน แม้สายฝนจะตกลงมาอย่างหนักทำให้นางแทบจะลืมตาไม่ได้ แต่นางก็สามารถรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าจะต้องเป็นเขาแน่ “เว่ยเจ๋อหมิง!!” ร่างบางโผเข้าหาเขาทันที นางกอดเว่ยเจ๋อหมิงเอาไว้แน่น เพราะกลัวว่าตนเองจะกำลังเพ้อเพราะหลงป่า เว่ยเจ๋อหมิงรู้ว่านางกำลังเสียขวัญเขาจึงกอดปลอบนางทั้งยังลูบหลังเพื่อให้นางสงบลง “เด็กโง่ อย่าวิ่งหนีมาเช่นนี้อีก เจ้าจะทำให้ข้าหัวใจหยุดเต้นรู้หรือไม่” ร่างสูงเอ่ยกับนางเสียงเบา ถึงแม้สายฝนที่ตกกระทบใบไม้จะดังไปทั่วผืนป่า แต่เสียงกระซิบของเว่ยเจ๋อหมิงกลับดังอย่างชัดเจนภายในใจของนาง ร่างบางที่อยู่ในอ้อมแขนแกร่งกอดกระชับเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม นางรู้แล้ว นางแน่ใจแล้วว่าตนเองไม่มีทางหนีเขาไปไหนได้พ้น เถียนสวี่หลันพยักหน้าซ้ำๆ ในอ้อมอกของเว่ยเจ๋อหมิง “ข้ารู้ ข้ารู้ ข้าขอโทษ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD