หลบหน้า

2006 Words
“ว้าว ท่านอาเล็กตอนนี้ท่านดูงดงามที่สุดเลย รู้หรือไม่ว่าท่านทำให้ข้าตกตะลึง” เถียนซู่เจิงบิดตัวไปมาด้วยท่าทีเอียงอายเพราะคำชมที่ดูเกินจริงของหลานสาว ตอนนี้นางรู้สึกประหม่าเป็นอย่างมากและไม่คิดไม่ฝันว่าตนเองจะได้มีโอกาสใส่ชุดใหม่กับเขาในชีวิตนี้ “เจ้าชมข้าเกินไปแล้ว” เถียนสวี่หลันหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอารมณ์ดี “มานั่งตรงนี้สิ ข้าจะทำผมให้ท่านเอง ต่อจากนี้ไปท่านก็คือสาวงามอีกคนของตระกูลเถียนเราเช่นกัน” เถียนซู่เจิงทำตามที่เถียนสวี่หลันพูดอย่างว่าง่าย หลังจากทำผมให้อาเล็กของนางเสร็จแล้ว เถียนสวี่หลันยังปักปิ่นเงินที่ท่านย่าซื้อให้นางในวันครบรอบวันเกิดอายุครบสิบห้าให้เถียนซู่เจิงอีกด้วย นางแต่งหน้าให้อาเล็กบางๆ ทำให้ตอนนี้นางดูงดงามมากขึ้นกว่าเดิม “อาเล็ก วันนี้เป็นวันของท่าน มาเถอะข้าจะพาท่านออกไปเดินข้างนอกเอง ทำให้คนทั้งหมู่บ้านได้เห็นไปเลยว่าท่านงดงามเพียงใด” ความจริงแล้วเถียนซู่เจิงไม่มีความมั่นใจในตนเองเท่าใดนัก แต่นางถูกเถียนสวี่หลันคะยั้นคะยอทำให้นางจำเป็นต้องตามออกไปแต่โดยดี สองอาหลานเดินไปยังลานว่างกลางหมู่บ้านที่มีต้นไม้ร้อยปีขึ้นอยู่ ที่นั่นมักจะมีเหล่าแม่บ้านที่ว่างจากงานนามานั่งจับกลุ่มคุยกัน เถียนสวี่หลันวางแผนเอาไว้ว่า หากพวกนางได้เห็นอาเล็กของตระกูลเถียนแต่งตัวงดงามเช่นนี้ ทุกคนจะต้องตกตะลึงแล้วนำเรื่องนี้ไปพูดต่อ จากนั้นก็จะมีแม่สื่อมากมายถูกส่งมายังตระกูลเถียนแน่นอน เรื่องนี้เถียนสวี่หลันได้คิดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ร่างบางเดินตรงไปยังต้นไม่ร้อยปีด้วยท่าทางที่ดูมั่นใจ ต่างจากเถียนซู่เจิงที่เดินก้มหน้าตามมาเหมือนคนที่กำลังถูกบังคับ ระหว่างทางนางได้พบกับเว่ยเจ๋อหมิงเข้าโดยบังเอิญ ดูเหมือนว่าเขาพึ่งจะกลับมาจากสำนักศึกษา เถียนสวี่หลันที่พึ่งเห็นร่างสูงกำลังเดินตรงมาที่ตน คิดจะหลบเขาตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว นางจึงหันหลังวิ่งย้อนกลับไปยังเรือนของตน “อาเล็กท่านต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จนะ ท่านต้องไปคุยกับพวกแม่บ้านพวกนั้นที่ต้นไม้ร้อยปี คือข้าพึ่งนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วน ขอตัวก่อน” เอ่ยจบนางก็วิ่งหนีไปทิ้งให้เถียนซู่เจิงมองตามหลังไปอย่างงงๆ เว่ยเจ๋อหมิงเองก็มองเห็นนางตั้งแต่อยู่ไกลๆ แล้ว ความจริงเขาก็คิดหาทางเลี่ยงนางเช่นกัน แต่ไม่คิดว่าเถียนสวี่หลันจะวิ่งหนีไปเช่นนั้น เรื่องที่นางตะโกนสั่งอาเล็กของนางเขาเองก็ได้ยิน นี่นางคิดจะเล่นงานอะไรเถียนซู่เจิงอีก เว่ยเจ๋อหมิงเดินมาถึงที่เถียนซู่เจิงยืนอยู่พอดี เขาจึงคิดที่จะเอ่ยเตือนนางเรื่องของเถียนสวี่หลัน แต่ไม่คิดว่าเขาจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสตรีที่เป็นดั่งสหายในวัยเด็กของตน “เจ้า...คือเถียนซู่เจิงจริงๆ หรือเกิดอันใดขึ้นกับเจ้ากันเนี่ย” เว่ยเจ๋อหมิงไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง เด็กสาวที่ถูกคนในตระกูลละเลยมาตั้งแต่เด็กจนโต เพียงเพราะนางมีใบหน้าที่แสนธรรมดา ตลอดชีวิตไม่เคยได้รับความรักหรือเอาใจใส่จากคนในครอบครัวเลยสักครั้ง ทั้งยังถูกเด็กสาวที่มีศักดิ์เป็นหลานกลั่นแกล้งตลอดเวลา แต่นางก็เอาแต่นิ่งเฉยหรือต่อให้นางพยายามอธิบาย สุดท้ายคนตระกูลเถียนก็ไม่มีใครเชื่อนางอยู่ดี เขามองเห็นความโดดเดี่ยวในสายตาของนาง แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือสิ่งใดได้ แต่วันนี้เห็นนางเปลี่ยนแปลงตนเองเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกสงสัยว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับนาง หรือว่าคนตระกูลเถียนคิดที่จะขายนางให้ตระกูลใหญ่เลยจับนางแต่งตัวเช่นนี้ “เถียนซู่เจิง เจ้าถูกเถียนสวี่หลันบังคับให้แต่งตัวเช่นนี้อย่างนั้นหรือ” เว่ยเจ๋อหมิงมีท่าทางโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที นอกจากเด็กสาวที่ชั่วร้ายผู้นั้นแล้วจะยังมีใครอีกที่คนตระกูลเถียนจะรับฟังได้อีก เว่ยเจ๋อหมิงคิดที่จะตามไปเอาเรื่องนาง แต่ถูกเถียนซู่เจิงรั้งเอาไว้ “มะ...ไม่ใช่นะ นางไม่ได้บังคับข้า เป็นข้าที่เต็มใจแต่งเช่นนี้เอง มันน่าเกลียดอย่างนั้นหรือ” เถียนซู่เจิงเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก นางไม่เคยเห็นสหายในวัยเด็กแสดงท่าทางโกรธเกรี้ยวเช่นนี้มาก่อน ตลอดมาเขาเอาแต่ทำใบหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้ายเมื่อเอ่ยถึงเถียนสวี่หลัน เว่ยเจ๋อหมิงไม่เชื่อในคำแก้ตัวของเถียนซู่เจิง เขาคิดว่าที่นางปฏิเสธเช่นนั้นอาจเพราะกลัวถูกลงโทษ ชั่วร้ายนัก คนตระกูลเถียนช่างไร้ยางอาย กล้าแม้กระทั่งขายบุตรสาวกิน เว่ยเจ๋อหมิงเลิกสนใจนาง เขาเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนตระกูลเถียนทันที ร่างสูงเคาะประตูหน้าเรือนเสียงดังครั้งนี้เขาไม่คิดที่จะมองดูสหายของตนถูกรังแกอีกต่อไปแล้ว วันนี้ผู้ใหญ่ในเรือนไปร่วมงานแต่งงานของญาติฝั่งท่านย่าของเถียนสวี่หลัน ทำให้ทั้งเรือนเหลือเพียงแค่นางและน้องชาย อารองและอาสะใภ้รองก็ไม่อยู่เพราะพาเป่าเปาที่พึ่งสองขวบกลับไปบ้านเดิม “มาหาใคร” เถียนห่าวซวนเป็นคนมาเปิดประตูเรือน เขาไม่ชอบบุรุษที่เย่อหยิ่งและเย็นชาผู้นี้เลย ถึงแม้พี่สาวคนสวยของเขาจะวิ่งไล่ตามชายผู้นี้มาสองปีแล้วก็ตาม “ไปตามพี่สาวของเจ้ามาซะ ข้ามีธุระกับนาง” เว่ยเจ๋อหมิงตอบออกไปด้วยน้ำเสียงดุดัน เถียนห่าวซวนมองเขาอย่างสงสัย ไม่รู้ว่าเจ้าคนเย็นชานี่ไปกินรังแตนที่ใดมา ถึงได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดเช่นนี้ ช่างเถอะ เขามาที่นี่ก็ดีแล้วพี่สาวของเขาคงจะดีใจมากแน่เพราะบุรุษที่นางพึงใจมาหาถึงเรือน “พี่ใหญ่ มีคนมาหาท่าน” เถียนห่าวเซวนเคาะประตูห้องเบาๆ เถียนสวี่หลันที่กำลังพยายามคัดตัวอักษรที่โต๊ะลุกขึ้นมาเปิดประตู “ซวนเอ๋อใครมาหาข้าหรือ” นางไม่ค่อยสนิทกับคนในหมู่บ้านแล้วจะมีใครมาหานางกัน อาเล็กก็อยู่ข้างนอกยังไม่กลับมา หรือว่าแผนการสำเร็จแล้วมีคนมาขออาเล็กแต่งงานแล้วอย่างนั้นหรือ “ได้ข้าจะรีบไป” เถียนสวี่หลันรีบเก็บของก่อนจะวิ่งออกจากห้องไปด้วยท่าทางตื่นเต้น เมื่อนางมาถึงหน้าประตูเรือนกลับพบว่าที่นั่นมีร่างสูงโปร่งในชุดสีขาวของสำนักศึกษาจื้อกั๋วยืนอยู่ เว่ยเจ๋อหมิงหัน กลับมามองสตรีที่มีส่วนสูงเพียงแค่หัวไหล่ของตน เขายอมรับจากใจเลยว่า เถียนสวี่หลันเป็นสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยได้พบมา แต่นิสัยที่แสนชั่วร้ายของนางนั้นเป็นเรื่องที่ยากที่จิตใจของเขาจะยอมรับ เขารู้มานานแล้วว่านางมีจุดประสงค์บางอย่างจึงได้พยายามเข้าหาตนเช่นนี้ นั่นหาใช่เพราะนางพึงใจในตัวเขาจริงๆ แต่เป็นเพราะนางคิดว่าเขาจะสามารถประสบความสำเร็จได้ในอนาคต ถ้านางแต่งงานกับเขานางก็จะได้ดื่มด่ำกับความสำเร็จเหล่านั้นไปด้วย เว่ยเจ๋อหมิงเมื่อนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาเขาก็รู้สึกโมโหมากกว่าเดิม นางอายุเท่าใดกันถึงได้คิดเรื่องที่แสนเจ้าเล่ห์ร้ายกาจได้ขนาดนี้ “เถียนสวี่หลัน ที่ข้ามาที่นี่ในวันนี้ข้าเพียงมาบอกกับเจ้าว่า ต่อให้ต้องตายข้าก็จะไม่มีวันแต่งงานกับสตรีร้ายกาจเช่นเจ้า” เอ่ยจบเว่ยเจ๋อหมิงก็ทำท่าจะผละจากไป แต่เขาหยุดตนเองไว้และเขาหันกลับมาเอ่ยบางอย่างกับนางอีกครั้ง “หากเจ้ากล้าทำร้ายเถียนซู่เจิงล่ะก็ ข้าสาบานว่าข้าจะทำให้เจ้าและคนตระกูลเถียนต้องเสียใจไปตลอดชีวิต” ตั้งแต่ที่นางเดินมาที่หน้าประตูจนกระทั่งเว่ยเจ๋อหมิงเดินจากไป นางไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เถียนสวี่หลันขมวดคิ้วมองตามแผ่นหลังตั้งตรงของเขาไปจนลับสายตา ไม่แปลกที่เขาคิดว่านางจะหาเรื่องทำร้ายอาเล็ก ก็ตลอดมาคนตระกูลเถียนไม่เคยทำดีกับอาเล็กเลย เห็นนางปฏิบัติเช่นนี้กับอาเล็กเขาจะสงสัยก็ไม่แปลก เถียนสวี่หลันถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ที่นางได้มีชีวิตใหม่อีกครั้งไม่ใช่เพื่อที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวังวนเดิมๆ เสียเมื่อไหร่ เขาอยากจะเข้าใจอย่างไรมันก็เป็นเรื่องของเขา ขอเพียงท่านอาเล็กเข้าใจนางก็พอ เถียนสวี่หลันย้อนกลับไปที่ห้องของตน นางหยิบเอากระดาษที่ขอมาจากน้องชายออกมาคัดลายมืออีกครั้ง เมื่อก่อนเป็นเพราะนางไม่รู้หนังสือจึงได้ถูกช่งหยางเฉิงและจ้าวจื่ออิงหลอกให้ประทับลายนิ้วมือในหนังสือหย่าและเปลี่ยนมาเป็นสัญญาทาสแทน หากว่านางอ่านหนังสือออกสักนิดเรื่องคงไม่เลยเถิดไปไกลถึงเพียงนั้น เถียนสวี่หลันสลัดเรื่องราวในอดีตทิ้งไป นางให้น้องชายช่วยสอนให้นางอ่านทีละตัวอักษรและนั่งคัดลายมือเมื่อมีเวลาว่าง เว่ยเจ๋อหมิงที่พึ่งกลับมาถึงเรือน เขาเก็บของในห้องเรียบร้อยแล้ว จึงหยิบตำราออกมาอ่านเพื่อคั่นเวลาระหว่างที่รอมารดาและน้องชายกลับมาจากข้างนอก แต่ยิ่งเขาอ่านไปนานเท่าใดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าความรู้ในตำรามิได้เข้ามาในหัวของเขาเลย มีเพียงใบหน้าของสตรีร้ายกาจผู้นั้นที่ยังคงวนเวียนไปมา ทำอย่างไรเขาก็สลัดนางออกจากหัวไม่ได้เสียที เว่ยเจ๋อหมิงวางตำราลงแล้วเดินไปหลังเรือน เพื่ออาบน้ำให้ตนเองได้ผ่อนคลาย หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วเว่ยเจ๋อหมิงก็กลับมานั่งอ่านตำราอีกครั้ง ผ่านไปนานหน้าแรกก็ยังไม่ถูกพลิกไปเสียที จนเขาต้องกระแทกตำราในมือลงที่โต๊ะ เพื่อระบายอารมณ์ “บ้าจริง!!!” ท่าทางของนางตอนนั้นก็ยังคงติดอยู่ในหัวเขา เหตุใดตอนนั้นที่เขาต่อว่านาง นางถึงไม่โวยวายเหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมา หรือว่าสตรีผู้นั้นมีแผนร้ายอย่างอื่นอีก ร่างสูงเดินวนไปวนมาภายในห้องด้วยท่าทางหงุดหงิด เพราะไม่สามารถหาเหตุผลเรื่องที่เถียนสวี่หลันดูเปลี่ยนไปได้ จนกระทั่งมารดาของเขาเรียกให้เขาออกไปทานข้าว แต่เว่ยเจ๋อ หมิงกลับไม่ได้ยิน “หมิงเอ๋อแม่เรียกตั้งหลายครั้งเหตุใดถึงไม่ได้ยิน จะเหม่อลอยไปถึงเมื่อใดกัน ลูกหักโหมอ่านตำรามากไปแล้วนะ พักผ่อนเสียบ้างแม่เป็นห่วง” เซี่ยหรงเหยามารดาของเว่ยเจ๋อหมิงเอ่ยเตือนเขาอย่างอ่อนโยน เว่ยเจ๋อหมิงรีบกระแอมไอกลบเกลื่อนท่าทางของตนเอง จากนั้นจึงพยักหน้ารับคำ ครอบครัวเล็กๆ แต่อบอุ่นทั้งสามคนนั่งลงพร้อมหน้า บนโต๊ะมีอาหารสองสามอย่างที่ทำจากผักป่าและไข่ ถึงแม้พวกเขาจะค่อนข้างยากจนและต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ใจกลางหุบเขา แต่ทุกคนก็มีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าเช่นนี้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD