หลังจากทานอาหารเช้าที่อบอวลไปด้วยความรักของสองสามีภรรยา สตรีทั้งสี่ก็เตรียมตัวสำหรับการจับจ่ายซื้อของที่จะใช้เป็นสินเดิมของเถียนซู่เจิง พอถึงช่วงบ่ายแม่นางหลี่ได้ไปจ้างรถม้านำของที่พวกนางซื้อไปส่งที่หมู่บ้านหนานซาน เถียนซู่เจิงและอาสะใภ้ร้องกลับไปพร้อมกับรถม้า แต่เถียนสวี่หลันยังคงมีทีท่าทีรีรอเหมือนนางมีเรื่องบางอย่างต้องทำอยู่อีก
“พวกท่านกลับไปก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ พอดีข้าลืมว่าต้องไปหาซื้อตำราสักหน่อย เอาไว้ข้าจะนั่งเกวียนวัวกลับไปทีหลัง”
สตรีทั้งสองได้ยินดังนั้นต่างก็แสดงท่าทีท่าทีเป็นห่วง
“พวกเจ้ากลับไปก่อน เดี๋ยวทางนี้ข้าจะดูแลนางเอง”
เป็นบิดาของเถียนสวี่หลันที่เป็นผู้เอ่ยปากรับรอง ทำให้ทั้งอาเล็กและอาสะใภ้รองคลายกังวล หลังจากส่งสองสตรีกลับไปแล้ว นางก็หันกลับมาพูดกับบิดามารดาของตน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไปร้านขายตำราสักหน่อย จากนั้นข้าจะนั่งเกวียนวัวกลับไปเลย ไม่ได้แวะมาที่นี่อีก ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ”
สองสามีภรรยายังไม่ทันได้เอ่ยห้ามบุตรสาวของตน นางก็วิ่งไปไกลลิบแล้ว
“ดูนางสิ โตป่านนี้แล้วยังทำตัวเหมือนเด็ก มิใช่ว่าปีหน้าหลังจากอาหมิงสอบได้ถงเซิงพวกเขาก็จะต้องแต่งงานกันแล้วมิใช่หรือ”
แม่นางหลี่เอ่ยถึงบุตรสาวด้วยสายตาเป็นกังวล นางนึกถึงตนเองในอดีตที่ดึงดันจะแต่งให้เถียนห่าวหยางให้ได้ ถึงแม้เขาจะสอบถงเซิงไม่ผ่านก็ตามที
“ฮูหยินเจ้ากังวลมากเกินไปแล้ว เด็กๆ พวกเขาก็ย่อมต้องมีหนทางของตน หากไม่ปล่อยไปเสียบ้างเมื่อใดพวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เสียที เลิกคิดถึงเรื่องนี้เถอะวันนี้เจ้าเดินซื้อของเป็นเพื่อนพวกนางทั้งวันคงจะเหน็ดเหนื่อย เราปิดร้านเร็วสักหน่อยข้าจะนวดให้เจ้าเอง”
สองสามีภรรยาเดินกลับเข้าร้านไป ทิ้งความกังวลเกี่ยวกับบุตรสาวเอาไว้เบื้องหลัง เถียนสวี่หลันหลังจากแยกจากครอบครัวนางก็ตรงไปยังร้านขายตำราที่นางเคยเข้าไปเมื่อหลายเดือนก่อน
อีกครั้งที่นางได้รับการต้อนรับจากผู้ดูแลร้านเป็นอย่างดี ที่เรือนนางท่องคัมภีร์ตรีอักษรของน้องชายจนขึ้นใจแล้ว จึงมาหาซื้อตำราที่เว่ยเจ๋อหมิงแนะนำ คือคัมภีร์ซือจิงและคัมภีร์หลุนอวี่ หลังจากจ่ายค่าตำราไป เถียนสวี่หลันก็บอกลาผู้ดูแลและตรงไปยังสำนักศึกษาจื้อกั๋วทันที
ร่างเล็กนั่งลงใต้ต้นไม้ที่อยู่ตรงข้ามทางเข้าของสำนักศึกษา นางนำตำราที่พึ่งซื้อมาเปิดอ่านเพื่อรอเวลาเขาเลิกเรียน เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้หลังจากที่อ่านตำราในมือจนรู้สึกเบื่อ ร่างเล็กก็ได้ยินเสียงพูดคุยเบาๆ ดังแว่วมา
บุรุษมากมายในชุดของสำนักศึกษาจื้อกั๋วกำลังทยอยเดินออกมาจากด้านใน ทุกคนอยู่ในชุดสีขาวที่เหมือนกันทำให้เห็นแล้วแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่ร่างสูงที่แสนโดดเด่นของเว่ยเจ๋อหมิงและใบหน้าที่หล่อเหลาของเขา ทำให้เถียนสวี่หลันมองเห็นเขาได้ในทันที
“เว่ยเจ๋อหมิง ข้าอยู่ทางนี้”
ร่างเล็กลุกขึ้นยืนโบกไม้โบกมือเพื่อให้เขามองเห็นตน นอกจากเว่ยเจ๋อหมิงแล้วลูกศิษย์ของสำนักศึกษาจื้อกั๋วที่เดินออกมาต่างก็มองมาที่นางเป็นตาเดียว เถียนสวี่หลันเองก็ลืมไปว่าใบหน้าที่งดงามของนางนั้นก็โดดเด่นไม่แพ้ใคร ต่อให้นางนั่งอยู่ในตอนแรกนางก็สามารถกลายเป็นเป้าสายตาได้อย่างง่ายดาย
ร่างสูงที่เห็นว่าผู้ใดที่กำลังตะโกนเรียกตน เขาก็ขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกไม่พอใจ เจ้าเด็กดื้อนั่นมาทำอันใดที่นี่ เว่ยเจ๋อหมิงแหวกผู้คนที่กำลังหันมาให้ความสนใจคู่หมั้นของตนด้วยความยากลำบาก
“เจ้ามาที่นี่ทำไม”
ร่างสูงตะคอกนางเสียงไม่เบา ท่าทางของเขาดูโกรธเกรี้ยวเหมือนคนที่พึ่งกินรังแตนมาก็ไม่ปาน เถียนสวี่หลันทำสีหน้างงงันนางทำสิ่งใดผิดไปหรือไม่นะ ร่างบางจึงรีบอธิบายให้คู่หมั้นของตนฟังอย่างละเอียด ก่อนที่เขาจะโกรธนางไปมากกว่านี้
“ข้ามาซื้อของกับพวกอาเล็ก เห็นว่าใกล้เวลาเลิกเรียนของเจ้าแล้ว ข้าจึงมารอเจ้าที่นี่ จะได้กลับบ้านพร้อมกัน”
เถียนสวี่หลันเอ่ยออกไปด้วยใบหน้าใสซื่อ นางส่งยิ้มหวานให้บุรุษตรงหน้าหวังให้เขาอารมณ์ดีขึ้น แต่ดูเหมือนว่าใบหน้าหล่อเหลาจะแสดงอาการโมโหมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
เหล่าบุรุษทั้งหลายของสำนักศึกษาจื้อกั๋วที่กำลังแอบมองนาง ต่างก็ใบหน้าแดงระเรื่อลามไปถึงใบหูด้วยความเขินอาย เว่ยเจ๋อหมิงที่เห็นดังนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด
“เลิกยิ้มได้แล้ว เดี๋ยวคนเขาก็หาว่าสติไม่ดีหรอก รีบตามข้ามา”
เขารีบจูงมือของเถียนสวี่หลันเพื่อที่จะออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด แต่ใครบางคนก็เดินออกมาขวางทั้งสองเอาไว้เสียก่อน
“โอ้!!ดูสินี่ว่าใคร เราสองคนพบกันอีกแล้วนะแม่นาง เช่นนี้เรียกว่ามีวาสนาต่อกันได้หรือไม่”
ซ่งหยางเฉิงเอ่ยออกมาด้วยท่าทางอารมณ์ดี เถียนสวี่หลันถลึงตาใส่เขาอย่างไม่สบอารมณ์ นางลืมไปได้อย่างไรว่าเจ้าเดรัจฉานผู้นี้ก็เรียนอยู่ที่สำนักศึกษาแห่งนี้ด้วย
“หลีกทาง”
นางไม่คิดที่จะพูดคุยดีๆ กับคนที่ทรมานนางหลายปีอย่างเจ้าปีศาจนี่หรอกนะ น่าเสียดายที่นางด่วนตายจากไปเสียก่อนที่จะทันได้รู้ว่าเว่ยเจ๋อหมิงจัดการกับเขาอย่างไร
“เดี๋ยวก่อนสิแม่นาง เราสองคนยังไม่ทันได้ทำความรู้จักกันเลยนะ เจ้าจะรีบไปไหน”
เถียนสวี่หลันอยากจะตบกระบาลตนเองสักหลายๆ ครั้ง ชีวิตที่แล้วนางเห็นเจ้าหน้าหม้อนี่ดีตรงไหนกันนะ ขนาดเขายืนประจันหน้าอยู่กับเว่ยเจ๋อหมิง เจ้าเดรัจฉานนี่ก็ยังเทียบไม่ได้แม้แต่ตาตุ่มของเขาเลยด้วยซ้ำ
“ปกติข้าไม่ชอบทำความรู้จักกับสัตว์”
ทุกคนที่กำลังมุงดูพวกเขาอยู่ต่างก็ตกใจ ไม่คิดว่าแม่นางที่งดงามอย่างเถียนสวี่หลันจะเอ่ยออกมาเช่นนี้ ซ่งหยางเฉิงที่กำลังยิ้มอยู่ถึงกลับเปลี่ยนสีหน้า
“เจ้าว่าใครเป็นสัตว์”
ซ่งหยางเฉิงตะคอกนางเสียงดัง เถียนสวี่หลันเองก็จ้องเขากลับอย่างไม่นึกเกรงกลัว ชีวิตก่อนนางหวาดกลัวบุรุษผู้นี้มามากพอแล้ว ชีวิตนี้ถึงเวลาที่นางสมควรให้บทเรียนแก่เจ้าเดรัจฉานชิงหมาเกิดผู้นี้
“แล้วเจ้าคิดว่าข้ากำลังพูดอยู่กับใครกันเล่า มนุษย์มีการศึกษาที่ใดจะฟังมนุษย์ด้วยกันพูดไม่รู้เรื่อง ข้าบอกให้เจ้าถอยไปแต่เจ้าก็เอาแต่ขวางข้าอยู่เช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไร ทุกคนที่ยืนอยู่ที่นี่ล้วนแล้วแต่ได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี หากมีคนที่พวกเจ้าไม่อยากเสวนาด้วย พวกเจ้าก็ย่อมจะต้องมองออกอยู่แล้ว แต่นี่อันใด ข้าพูดถึงเพียงนี้แล้วยังจะมายืนขวางทางอีก สงสารพ่อแม่เจ้าจริงๆ ที่ส่งลูกมาร่ำเรียนให้เสียเงินเสียทองเปล่าๆ”
เถียนสวี่หลันเอ่ยออกมายืดยาวเสียงดังแต่คมกริบในทุกคำ ในที่นั้นต่างก็เป็นบัณฑิตมีการศึกษา ไม่มีผู้ใดที่ฟังไม่ออกในสิ่งที่นางกำลังจะสื่อ
“เจ้า!!”
ซ่งหยางเฉิงเดินหน้าเข้าหาร่างเล็กอย่างเอาเรื่อง เว่ยเจ๋อหมิงออกมายืนขวางนางเอาไว้ เขาดึงร่างบางให้มาหลบด้านหลังตน
“เจ้าคิดจะทำอะไร นี่มันเรื่องของข้ากับนางหาใช่เรื่องของเจ้า”
เว่ยเจ๋อหมิงมองซ่งหยางเฉิงด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ
“จะมิใช่เรื่องของข้าได้อย่างไร ก็ในเมื่อนางเป็นคู่หมั้นของข้า”
ทุกคนที่ยืนมุงดูอยู่ตรงนั้นต่างก็แสดงอาการตกตะลึงออกมาไม่แพ้กัน นี่มันหมายความว่าอย่างไร สหายเว่ยผู้เย็นชาต่อแม่นางน้อยทั้งอำเภอและไม่เคยสนใจสตรีใดเลยสักครั้ง มีคู่หมั้นแล้วอย่างนั้นหรือ มิน่าเล่าเพราะเขามีสตรีที่งดงามเช่นนี้อยู่ข้างกายเลยไม่เคยชายตามองหญิงอื่นใด
“หลบหน่อยๆ พวกเจ้ามายืนชุมนุมอันใดกันตรงนี้”
หลี่หานอี้แหวกฝูงชนจนเดินมาถึงจุดที่กำลังมีเรื่อง
“อ้าวน้องสาว เจ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ”
ทุกคนมองเถียนสวี่หลัน จากนั้นจึงหันไปมองหลี่หานอี้ น้องสาวอย่างนั้นหรือ ในสำนักศึกษาจื้อกั๋วมีใครบ้างไม่รู้จักหลี่หานอี้ เขาคือหลานตาของอาจารย์ใหญ่ฮั่ว ท่านแม่ของเขาเป็นบุตรสาวที่อาจารย์ใหญ่ฮั่วรักมากที่สุด ดังนั้นความเอ็นดูทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่บุตรชายอย่างหลี่หานอี้แทน
ชีวิตก่อนเถียนสวี่หลันไม่เคยรู้เลยว่าหลี่หานอี้ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของนางจะเป็นถึงหลานชายของอาจารย์ใหญ่ฮั่ว ตั้งแต่ที่นางแต่งงานกับเว่ยเจ๋อหมิงจนกระทั่งนางตายจากไปนางไม่เคยพบเขาเลยสักครั้ง
ครั้งแรกที่เขาได้พบกับหลี่หานอี้ดูเหมือนจะเป็นวันที่เขาตามบิดามารดาของนางไปที่หมู่บ้านหนานซาน และคนที่หลี่หานอี้ตกหลุมรักก็คืออาเล็กของนางนั่นเอง
มิใช่ท่านแม่บอกว่าเขาเป็นบุตรชายคนรองของตระกูลหลี่อย่างนั้นหรือ แล้วเขามาทำอันใดที่สำนักศึกษาจื้อกั๋วกัน ช่างเถอะ เรื่องนั้นหาใช่เรื่องของนาง แต่ดูเหมือนทุกคนที่นี่ค่อนข้างจะให้ความเกรงใจต่อเขา เช่นนั้นข้าก็ขอเกาะขาของเจ้าหน่อยแล้วกันว่าที่อาเขยเล็ก
“พี่ชาย ข้ามาที่อำเภอเพื่อซื้อของกับอาเล็กก็เลยแวะมารับเว่ยเจ๋อหมิงกลับบ้านด้วยกัน”
เมื่อเอ่ยถึงเถียนซู่เจิงหลี่หานอี้ก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“อาเล็กของเจ้าก็มาด้วยหรือ นางอยู่ที่ไหน”
เถียนสวี่หลันส่ายหน้า
“นางกลับไปก่อนแล้ว ข้ามาที่นี่คนเดียว ท่านอยากจะกลับไปกับข้าเพื่อไปพบนางหรือไม่”
หลี่หานอี้พยักหน้ารัวๆ จากนั้นก็ส่ายหน้าด้วยท่าทางผิดหวัง เขาอยากจะไปพบหน้านางทุกวันเลยถ้าหากเป็นไปได้ แต่ด้วยเพราะประเพณีห้ามให้บ่าวสาวพบกันก่อนแต่งงานทำให้เขาตอนนี้แทบจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว เขาคิดถึงนางมากจนอ่านตำราไม่รู้เรื่องเลย
“ข้ารู้ว่าท่านหมายความว่าอย่างไร แต่ท่านไม่ได้ไปตระกูลเถียนนี้นา ท่านไปพบสหายที่หมู่บ้านหนานซาน ใช่หรือไม่เสี่ยวหมิง”
เถียนสวี่หลันหันมายิ้มให้บุรุษที่ยืนอยู่ข้างตน เว่ยเจ๋อหมิงมองใบหน้าเล็กเจ้าแผนการอย่างจนใจ ก่อนที่เขาจะพยักหน้าเออออไปกับนาง
“ไปอ่านตำราที่เรือนของข้าสักหน่อย บางทีท่านอาจารย์ใหญ่อาจจะบ่นเจ้าน้อยลง”
หลี่หานอี้ดวงตาสว่างวาบทันที เขาเรียกให้คนขับรถม้ามารับคนทั้งสามไปที่หมู่บ้านหนานซาน ทิ้งให้หลายคนที่ยังคงสงสัยในความสัมพันธ์ของคนทั้งสามเอาไว้เบื้องหลัง รวมทั้งซ่งหยางเฉิงที่ถูกเถียนสวี่หลันหักหน้าจนไม่เหลือชิ้นดี เขาได้แต่กัดฟันอดทนเอาไว้ เพราะหลี่หานอี้หาใช่ผู้ที่จะอดทนต่อการถูกผู้อื่นหาเรื่อง
“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ต่อให้พวกเจ้าหมั้นหมายกันไปแล้ว แต่ถ้าข้าซ่งหยางเฉิงผู้นี้เมื่ออยากได้สิ่งใด ข้าก็จะแย่งมาเป็นของข้าให้ได้อยู่ดี”
เขาเอ่ยทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านั้น ก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปทั้งที่อารมณ์ยังคุกรุ่น