พบกันโดยบังเอิญ

2152 Words
ตั้งแต่วันนั้นที่เถียนซู่เจิงแต่งตัวออกไปพบปะผู้คนในหมู่บ้าน ภาพจำของสตรีอัปลักษณ์ของนางก็หายไป แม้แต่แม่เฒ่าจางที่ไม่ค่อยพอใจในตัวบุตรสาวผู้นี้นักก็หันมาพูดคุยกับนางมากขึ้น ทุกคนในครอบครัวเริ่มให้ความใส่ใจนางและพูดคุยเรื่องการออกเรือนของเถียนซู่เจิงอย่างจริงจัง “ท่านย่า อาเล็กเป็นสมาชิกคนหนึ่งของบ้านเรา ถ้าจะให้นางแต่งออกไปตระกูลอื่น ท่านต้องดูว่าพวกเขาเป็นอย่างไร ข้าหมายถึงหลังบ้านบุรุษที่จะมาขอท่านอาเล็กแต่งงาน” แม่เฒ่าจางพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นเดียวกับหลันเอ๋อ หากนางแต่งออกไปแล้วถูกครอบครัวสามีรังแก ตระกูลเถียนได้เสียหน้าแย่” เถียนสวี่หลันหันมาขยิบตาให้อาเล็กที่นั่งเงียบมาตลอดโดยมิได้ออกความคิดเห็นใด หลายวันมานี้มีแม่สื่อเข้าออกเรือนตระกูลเถียนย้ำจนธรณีแทบสึก แต่ก็ยังไม่สามารถเลือกคนที่จะมาแต่งงานกับเถียนซู่เจิงได้ “ช่วงนี้ท่านย่ากำลังยุ่งอยู่กับการพิจารณาคนที่กำลังจะมาเป็นอาเขยเล็กของข้า เช่นนั้นเราเข้าไปในอำเภอเพื่อเที่ยวเล่นสักหน่อยดีหรือไม่ ข้าอยากได้กระดาษมาเพื่อคัดตัวอักษรและจะได้ซื้อชุดใหม่ให้ท่านด้วย” เถียนสวี่หลันเอ่ยกับอาเล็กระหว่างที่กำลังพับเสื้อผ้าเก็บ ตั้งแต่ที่นางกลับมามีชีวิตอีกครั้งเถียนสวี่หลันก็ทำทุกอย่างด้วยตนเอง เช่นการทำความสะอาดห้องหรือซักชุดของนาง บางครั้งนางยังช่วยเถียนซู่เจิงตักน้ำทำอาหารหรือแม้แต่ให้อาหารไก่ในเล้า ทั้งที่เมื่อก่อนนางเคยดูถูกว่างานพวกนี้เป็นงานชั้นต่ำ และตัวนางเองก็ไม่ชอบกลิ่นของมูลไก่จึงไม่เคยไปเหยียบหลังเรือนเลยสักครั้ง ในคราแรกแม่เฒ่าจางเองก็คัดค้านไม่ให้นางทำงานพวกนี้ เพราะกลัวว่าหลานสาวคนดีจะเหน็ดเหนื่อย แต่มีหรือที่นางจะสามารถห้ามคนหัวรั้นเช่นเถียนสวี่หลันได้ สิ่งที่นางทำในตอนนี้ถือว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ในชีวิตก่อนตอนที่นางถูกหลอกให้ประทับลายนิ้วมือในหนังสือสัญญาทาส นางถูกบังคับให้ทำงานทุกอย่างในจวนที่นางเคยดูถูก แม้กระทั่งงานที่ต่ำที่สุดอย่างการทิ้งอาจมนางก็เคยทำมาแล้ว เพื่อแลกกับอาหารเล็กน้อยเพื่อประทังชีวิต “หลันเอ๋อหากออกไปตอนนี้ เราสองคนอาจจะคลาดกันกับซวนเอ๋อก็ได้นะ ข้าคิดว่าใกล้ถึงเวลาที่เขาจะเลิกจากสำนักศึกษาที่หมู่บ้านข้างๆ แล้ว” เถียนสวี่หลันครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเสนอความคิด “เช่นนั้นเราก็ไปอำเภอพร้อมกันทั้งสามคนก็ได้นี่เจ้าคะ ไปเถอะ เราไปรอซวนเอ๋อที่หน้าหมู่บ้าน” เถียนสวี่หลันคล้องแขนอาเล็กเดินออกจากเรือนไป สตรีทั้งสองเดินผ่านต้นไม้ร้อยปีทำให้แม่บ้านที่ว่างงานตะโกนถามพวกนาง "สองอาหลานพวกเจ้ากำลังจะไปไหนหรือ" เถียนสวี่หลันหันไปยิ้มให้สตรีวัยกลางคนที่กำลังปักชุนเสื้อผ้า “เราสองคนกำลังจะไปรอน้องชายของข้าที่หน้าหมู่บ้านเจ้าค่ะ” พวกนางไม่คิดไม่ฝันว่าเด็กสาวสกุลเถียนที่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในหมู่บ้านจะตะโกนตอบกลับมา ยิ่งตอนที่นางยิ้มยิ่งทำให้ใบที่หน้างดงามของเถียนสวี่หลันเจิดจ้าเหมือนดวงตะวันยามเช้า “ข้าฝันไปหรือไม่” สตรีวัยกลางคนหันไปถามสหายของตนที่นั่งอยู่ด้วยกัน “นางงดงามมากเหลือเกิน ข้าไม่รู้ว่าแผ่นดินนี้จะยังมีบุรุษใดที่คู่ควรกับนางอยู่อีกหรือไม่” สตรีผู้นั้นเอ่ยออกมาคล้ายกำลังละเมอ “ข้าเองก็อยู่มาสี่สิบกว่าปีไม่เคยเห็นสตรีใดที่งดงามเช่นนี้มาก่อน” ถึงแม้เรื่องที่เถียนซู่เจิงมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นหัวข้อสนทนาของผู้คนในหมู่บ้านตลอดหลายวันมานี้ แต่เรื่องที่นิสัยของเถียนสวี่หลันเปลี่ยนไปก็เป็นอีกหนึ่งเรื่อง ที่พวกเขาหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้ง “อาเล็กมานั่งหลบแดดตรงนี้” เถียนสวี่หลันกวักมือเรียกเถียนซู่เจิงให้มานั่งข้างตน ในระหว่างที่ทั้งสองนั่งรอน้องชายของนางอยู่ในศาลาหน้าหมู่บ้าน เถียนสวี่หลันได้ถามอาเล็กของนางขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ “อาเล็ก ท่านอ่านหนังสือได้หรือไม่” เถียนซู่เจิงพยักหน้าช้าๆ อย่างไม่ค่อยมั่นใจเท่าใดนัก นางรู้ว่าหลายวันมานี้หลานสาวมุ่งมั่นอยู่กับการอ่านหนังสือและคัดตัวอักษร ทั้งที่นางไม่เคยสนใจมาก่อนเลย “ข้าก็พออ่านได้เล็กน้อย ข้าเคยเห็นซวนเอ๋อท่องตำราอยู่บ่อยๆ เลยจดจำได้บ้าง อีกทั้ง....” เถียนซู่เจิงไม่กล้าเอ่ยต่อ นางกลัวว่าหลานสาวของนางจะเกิดโทสะขึ้น และเข้าใจผิดเรื่องของนาง “อะไรหรือเหตุใดท่านไม่พูดต่อเล่า” เถียนซู่เจิงมีท่าทีลังเลเล็กน้อย “ข้าเคยเรียนมาจากเว่ยเจ๋อหมิงด้วยนิดหน่อย” เถียนซู่เจิงคอยสังเกตใบหน้างามของหลานสาวอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่านางจะโกรธตนยามที่เอ่ยชื่อของเว่ยเจ๋อหมิงโดยพลการ แต่น่าแปลกที่ใบหน้าของเถียนสวี่หลันยังคงเรียบเฉยไร้การเปลี่ยนแปลง “เป็นเช่นนี้เอง ข้าก็เคยได้ยินมาบ้างว่าเขาเป็นอัจฉริยะในด้านนี้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะสามารถสอนผู้อื่นได้ด้วย ท่านโชคดีจริงๆ นะอาเล็ก” เถียนสวี่หลันยิ้มให้นาง ทั้งยังตบลงไปที่ไหล่ของนางเบาๆ จากนั้นสตรีทั้งสองก็พูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ อีกหลายเรื่อง เพื่อเป็นการฆ่าเวลาในการรอเถียนห่าวซวน “พี่ใหญ่อาเล็ก พวกท่านมาทำอันใดที่นี่” เถียนห่าวซวนส่งเสียงทักทายสตรีทั้งสองมาแต่ไกล เด็กชายที่ตัวสูงแค่หน้าอกของนางวิ่งตรงมาที่ศาลาอย่างรวดเร็ว ตะวันยามบ่ายยังคงส่องแสงร้อนแรง ทำให้บนใบหน้ากลมที่เหมือนซาลาเปาของเถียนห่าวซวนมีเหงื่อผุดขึ้นมาตามไรผม เถียนสวี่หลันหยิบผ้าเช็ดหน้าของนางออกซับเหงื่อให้น้องชายอย่างอ่อนโยน “เหนื่อยหรือไม่” เสียงหวานเอ่ยถามน้องชายที่ดูเหนื่อยหอบเล็กน้อย เพราะต้องวิ่งมาหาพวกนาง “ข้าไม่เหนื่อยขอรับ ว่าแต่พวกท่านสองคนกำลังจะไปที่ใดหรือ เหตุใดมาถึงมานังอยู่ที่นี่ กลางวันร้อนจะตาย ระวังท่านย่าจะดุเอานะหากท่านเกิดไม่สบายขึ้นมา” เถียนสวี่หลันหัวเราะเสียงใส เจ้าอันธพาลน้อยของนางรู้จักทำตัวเป็นผู้ใหญ่ริอ่านมาสั่งสอนพี่สาวอย่างนางหรือ เถียนสวี่หลันบีบแก้มนุ่มของเขาเล่นอย่างมันเขี้ยว “ข้ากับอาเล็กมารอเจ้าเข้าไปในอำเภอพร้อมกัน อยากไปด้วยหรือไม่” เถียนห่าวซวนพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น เพราะเขาไม่ได้ไปในอำเภอนานแล้ว ในระหว่างที่ทั้งสามนั่งรอเกวียนวัวที่ศาลาหน้าหมู่บ้าน ลุงหลิวที่มีอาชีพขับเกวียนวัวรับส่งคนในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงไปยังอำเภอเหออันก็ขับเกวียนวัวมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าศาลา ร่างสูงโปร่งของเว่ยเจ๋อหมิงก็ก้าวลงมาจากเกวียนวัวด้วยท่าทางสง่างาม เถียนสวี่หลันไม่คิดว่าตนเองจะบังเอิญมาเจอเขาที่นี่อีก ร่างบางรีบก้าวเข้าไปหลบที่ด้านหลังของเถียนซู่เจิงอย่างตั้งตัวไม่ทัน แต่น่าเสียดายที่เขาเห็นนางแล้ว เว่ยเจ๋อหมิงมองสำรวจสามคนที่ยืนอยู่หน้าศาลา ก่อนก้าวเข้ามาหาเถียนซู่เจิง “เจ้ากำลังจะไปไหน” เขาไม่แม้แต่จะทักทายสองพี่น้องที่ยืนอยู่ด้วยกัน เถียนซู่เจิงมีท่าทีอึดอัดเล็กน้อยที่เขาแสดงออกเช่นนี้ เถียนสวี่หลันเห็นเว่ยเจ๋อหมิงไม่สนใจตนนางก็รีบดึงมือน้องชายเดินไปที่เกวียนวัวอย่างรวดเร็ว คล้ายกำลังหนีอะไรบางอย่าง “อาเล็ก ถ้าวันนี้ท่านไม่ว่างเราค่อยไปวันอื่นกันก็ได้ วันนี้ข้าไปกับซวนเอ๋อก่อน ไปเร็วท่านลุงหลิว” เถียนสวี่หลันเร่งคนขับเกวียนวัวให้รีบไป เว่ยเจ๋อหมิงไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางต้องแสดงท่าทางหวาดกลัวเขาเช่นนั้นด้วย เขาเพียงเข้ามาคุยกับเถียนซู่เจิงเท่านั้นมิได้คิดจะทำอันใดนางเสียหน่อย “แม่หนูผู้นั้นไม่ไปด้วยหรือ” ลุงหลิวถามเถียนซู่เจิง ก่อนจะใช้แซ่ฟาดไปที่วัวไม่แรงนักเพื่อกระตุ้นให้มันออกเดิน “ขะ...ข้าก็จะไปเจ้าค่ะ รอข้าก่อน” ลุงหลิวดึงเชือกวัวให้หยุดเดินเพื่อรอนาง “เว่ยเจ๋อหมิงเอาไว้เราค่อยคุยกันวันหลัง ข้ามีธุระที่อำเภอ ต้องขอตัวก่อน” นางรีบวิ่งตามให้ทันเกวียนวัวที่หยุดรอ เว่ยเจ๋อหมิงรู้สึกคาใจเขาจึงเดินตามนางไป ด้วยขาที่ยาวกว่าทำให้เขาก้าวไม่กี่ก้าวก็ทันนางแล้ว เถียนซู่เจิงขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัวโดยที่ไม่รู้ว่าด้านหลังของตนมีร่างสูงตามมาด้วย คนที่ตกใจมากกว่าใครคือเถียนสวี่หลัน นางรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกที่ต้องนั่งอยู่ในสถานที่เดียวกันกับเขา นางไม่ชอบที่เว่ยเจ๋อหมิงมองมาที่นางอย่างสำรวจ เพราะมันเหมือนกับเขาสามารถมองเห็นทะลุจิตใจของนางได้ เถียนสวี่หลันค่อยๆ ถอยออกไปจนสุดม้านั่ง ตลอดทางนางเอาแต่นั่งเงียบและก้มหน้าไม่ยอมพูดจากับใคร มีเพียงเสียงของน้องชายของนางที่พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด “เจ้าไปทำอันใดที่อำเภอเหออัน” หลังจากที่เกวียนวัวออกวิ่งไปได้สักระยะ เขาจึงเอ่ยถามเถียนซู่เจิงที่นั่งอยู่ด้านข้าง “ข้ากับหลันเอ๋อและซวนเอ๋อแค่อยากจะเข้าไปเที่ยวเล่นในอำเภอเท่านั้น เจ้าลืมแล้วหรือว่าพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ของข้าเปิดร้านขายของในอำเภอ อีกอย่างหลันเอ๋อเองก็อยากได้กระดาษเพื่อไปคัด...” “อาเล็กท่านหิวหรือไม่!! เอาไว้เราไปถึงอำเภอเหออันเราหาอะไรกินกันก่อนก็ดีนะ ซวนเอ๋อเองก็คงจะหิวแล้วเช่นกัน” เถียนสวี่หลันรีบเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่อาเล็กของนางจะบอกเว่ยเจ่อหมิงเรื่องที่นางเริ่มเรียนอ่านเขียน เพราะนางไม่อยากให้เขาใช้สายตาถูกนางไปมากกว่านี้ เมื่อปีก่อนเถียนสวี่หลันเคยโกรธเว่ยเจ๋อหมิงที่เขาไม่สนใจ นางเลยพูดจาดูถูกเกี่ยวกับการเรียนและสำนักศึกษาของเขามาก่อน หากให้เขารู้ว่านางกำลังเรียนหนังสือเขาจะต้องดูถูกนางเป็นแน่ นางไม่อยากให้ตนเองจะต้องอับอายไปมากกว่านี้ “ดะ..ได้” เถียนซู่เจิงพยักหน้าตอบรับคำพูดของหลานสาว นางเหลือบตามองใบหน้าด้านข้างของสหายตนที่กำลังขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจที่เถียนสวีหลันเอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมา เถียนสวี่หลันที่นั่งอยู่จนสุดม้านั่ง ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะมองออกไปด้านนอกเกวียนวัว อาเล็กเองก็อยู่ที่นี่เขาคงไม่กล้าทำอันใดรุนแรงกับนางหรอกกระมัง เถียนสวี่หลันเอ่ยปลอบตนเองในใจ เว่ยเจ๋อหมิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเถียนสวี่หลันเอาแต่จ้องหน้านางอยู่เช่นเดิม เขารู้สึกแปลกใจในพฤติกรรมของนางไม่น้อย หากในเวลาปกตินางคงจะเข้ามาประชิดตัวเขาแล้ว ยิ่งในสถานที่จำกัดพื้นที่เช่นเกวียนวัวนางยิ่งจะต้องฉวยโอกาสเพื่อเข้าหาเขาให้ได้ แต่นี่เกิดอันใดขึ้นกัน นางไม่เพียงไม่เข้าหาตน แต่นางถึงกับถอยออกไปจนสุดปลายม้านั่งเพื่ออยู่ให้ห่างจากเขาเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้วมิใช่หรือ นี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการมาตลอด แต่เหตุใดเขาจะต้องรู้สึกหงุดหงิดมากมายเพียงนี้ เถียนสวี่หลันไม่รู้ความคิดในใจของเว่ยเจ๋อหมิง เมื่อเกวียนวัวมาถึงทางเข้าอำเภอเหออัน นางก็รีบจ่ายเงินค่าโดยสารสำหรับสามคนจากนั้นจึงรีบพาน้องชายเดินตัวปลิวไปที่ร้านขายบะหมี่ทันที ในใจของนางตอนนี้หวังแค่ว่าคนผู้นั้นจะไม่ตามมาที่นี่อีก
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD