ยั่วยุ

1810 Words
“พวกท่านทุกคนอย่าได้ถูกนางหลอกเอานะเจ้าคะ คนที่ยืนพูดอยู่กับพวกเราตรงนี้จะต้องมิใช่เถียนสวี่หลันแน่นอน นางจะต้องถูกวิญญาณร้ายสั่งให้พูดเพื่อที่พวกเราจะสามารถไล่นางไปไม่ได้” สวีม่านนีเอ่ยออกมาอย่างร้อนใจ สิ่งที่นางพูดทำให้ชาวบ้านที่กำลังลังเลกลับมาเห็นด้วยอีกครั้ง เถียนสวี่หลันถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย เมื่อก่อนนางเคยเป็นอย่างไร ครั้งนี้นางก็ยังคงเป็นเช่นนั้น สวีม่านนี ความจริงข้าไม่คิดที่จะยุ่งเกี่ยวกับเจ้าเลยในชีวิตนี้หากว่าเจ้าไม่มาหาเรื่องข้าก่อน ครั้งนี้แม้แต่พ่อของเจ้าเจ้าก็ดึงเขาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ได้!!ข้าจะเป็นผู้ให้บทเรียนที่ยากจะลืมเลือนแก่เจ้าเอง เถียนสวี่หลันเหลือบมองใบหน้าที่ค่อนข้างกลมของสวีม่านนีด้วยสายตาสมเพช ก่อนจะเอ่ยกับนาง “แล้วนี่เจ้าเป็นใครอย่างนั้นหรือ ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้าก็เป็นส่วนหนึ่งของคนในหมู่บ้านหนานซาน ใบหน้าอัปลักษณ์ยิ่งนักมิน่าเล่าข้าถึงได้จดจำเจ้ามิได้” เถียนสวี่หลันกอดอกมองสวีม่านนีด้วยสายตาเย็นชา ทั้งยังเอ่ยคำพูดแทงใจดำในสิ่งที่นางไม่อยากได้ยินที่สุด สวีม่านนีโมโหคำพูดของเถียนสวี่หลันจนแทบกระอักเลือดออกมา ข้าเป็นใครอย่างนั้นหรือ ข้าก็คือคนที่เจ้าเคยดูถูกมาตั้งแต่เด็กอย่างไรเล่า สวีม่านนีอยากจะกระโจนเข้าไปฉีกใบหน้าที่แสนเย่อหยิ่งนั่นทิ้งซะ เกิดมาหน้าตาดีกว่าผู้อื่นหน่อยเจ้าก็สามารถพูดดูถูกผู้อื่นได้อย่างนั้นหรือ นางกำหมัดใต้แขนเสื้อจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อระงับโทสะของตน ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรวันนี้เถียนสวี่หลันจะต้องจบเห่แน่ สวีม่านนีเอ่ยปลอบใจตนเองภายในใจ “เอาล่ะ พูดคุยเรื่องไร้สาระมามากเกินพอแล้ว สวีไคเจ้าบอกมาว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเรื่องที่พวกเจ้าพ่อลูกใส่ร้ายข้าไม่เป็นความจริง” เถียนสวี่หลันไม่แม้แต่จะเอ่ยแสดงความเคารพแก่ชายวัยกลางคนที่อายุเท่าบิดาของตน แถมยังเอ่ยชื่อเขาออกมาตรงๆ ให้ชาวบ้านได้ยินอย่างไม่สะทกสะท้าน คนที่กล้ามาดูถูกบิดาของนางก็เหมือนตั้งตัวเป็นศัตรูกับนางด้วย สวีไคที่ได้ยินดังนั้นเขาก็โมโหจนใบหน้าแดงก่ำ ติดที่ว่าที่นี่มีชาวบ้านอยู่มากเกินไป เขาจำเป็นต้องรักษาหน้าตาของตนเองเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเขาคงจัดการกับเด็กสาวที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงผู้นี้ไปแล้ว เมื่อก่อนชาวบ้านในหมู่บ้านหนานซานต่างก็ให้ความเคารพเขา เพราะเขาเคยร่ำเรียนในสำนักศึกษาแห่งเดียวกันกับ เถียนห่าวหยาง ถึงแม้เขาจะสอบระดับถงเซิงไม่ผ่านก็ตามที แต่เขาก็ยังถือว่าเป็นผู้มีความรู้ในหมู่บ้านหนานซาน “อย่าได้เฉไฉไปเรื่องอื่น ท่านซินแสมาอยู่ที่นี่แล้ว ต่อให้วันนี้เจ้ามีคนตระกูลเถียนคอยปกป้องก็ไม่มีทางรอดไปได้แน่ เถียนสวี่หลัน” เถียนสวี่หลันเลิกคิวมองนักพรตผู้นั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะหันกลับไปพูดกับสวีไคอีกครั้ง “เจ้าจะเป็นผู้รับผิดชอบอย่างนั้นหรือ” เมื่อได้ยินเถียนสวี่หลันเอ่ยเช่นนั้น ชาวบ้านหนานซานทั้งหมดต่างก็มองไปที่หัวหน้าหมู่บ้านเป็นตาเดียว สวีไคมีท่าทีลังเลเล็กน้อย หากวันนี้เขาไม่ยอมรับผิดชอบคำพูดของตน ต่อไปคงจะไม่มีใครเชื่อถือในคำพูดของเขาอีกต่อไปแล้ว “ได้ เถียนสวี่หลันหากว่าเจ้ามิได้ถูกผีเข้า ข้าจะยอมจ่ายให้เจ้ายี่สิบตำลึงเป็นค่าทำขวัญ” เถียนสวี่หลันยกยิ้มมุมปาก ยี่สิบตำลึงอย่างนั้นหรือ เงินเพียงแค่นั้นยังไม่พอค่าจ้างและค่าเสียเวลาของข้าเลยสักนิด นางส่ายหน้าปฏิเสธ “หนึ่งร้อยตำลึง ไม่อย่างนั้นข้าจะไปแจ้งกับทางการว่าพวกเจ้าชาวบ้านหนานซานใส่ร้ายข้าและคิดจะบีบคั้นให้คนตระกูลเถียนของข้าออกไปจากหมู่บ้าน” “พวกเจ้าลืมไปแล้วอย่างนั้นหรือ ว่าหลายคนที่นี่ต่างก็เช่าที่ดินของบ้านข้าทำนาอยู่ หากไม่อยากอดตายก็จงทำตามที่ข้าเรียกร้องซะ ไม่อย่างนั้น....ข้าจะให้ท่านปู่ขายที่ดินในหมู่บ้านหนานซานคืนให้ทางการ เมื่อถึงเวลานั้นค่าเช่าก็คงจะเป็นหกต่อสี่ อีกทั้งยังต้องจ่ายภาษีให้กับทางการอีก พวกเจ้าจงเลือกเอาว่าจะเลือกหนทางไหน” เถียนสวี่หลันยิ้มเยาะเย้ยสวีไค หากเขาไม่ทำตามความต้องการของนาง คนที่ถูกกดดันก็จะเป็นตัวเขาเอง ใครบ้างไม่รู้ว่าคนตระกูลเถียนต่างก็เชื่อในคำพูดของเถียนสวี่หลัน หากนางบอกว่าให้ขายที่ดินมีหรือที่ปู่ของนางจะไม่ทำตาม “หัวหน้าหมู่บ้านสวี....” ชาวบ้านต่างก็เอ่ยขึ้นเพื่อกดดันสวีไคอย่างที่เถียนสวี่หลันคิด ถึงพวกเขาจะกลัวเรื่องที่หลานสาวตระกูลเถียนถูกผีเข้า แต่พวกเขากลัวว่าตนเองจะอดตายเสียมากกว่า ทุกคนที่นี่ต่างก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะมาที่นี่เพราะเหตุใด “เจ้า!!” สวีไคชี้หน้าเถียนสวี่หลันอย่างหมดหนทาง เขาไม่เคยรู้เลยว่าเด็กสาวอายุเพียงสิบห้าปีจะมีความคิดที่แสนเจ้าเล่ห์เพียงนี้ หากวันนี้เขาไม่ทำตามที่นางต้องการ ชีวิตของเขาในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านที่ผู้คนนับถือคงจะจบลงในวันนี้ แต่หากว่าเขาทำตามข้อเรียกร้องของนาง เขาก็จะสูญเสียเงินหนึ่งร้อยตำลึงไป ไม่ว่าทางใดเขาก็ต้องเสียเปรียบให้นางอยู่ดี “ท่านพ่อ” สวีม่านนีดึงชายเสื้อของบิดาตนท่าทางร้อนรน นางกลัวว่าสวีไคจะล้มเลิกเรื่องที่จะให้ซินแสไล่วิญญาณร้ายออกไปจากเถียนสวี่หลัน นางอุตส่าห์ยอมควักเงินเก็บห้าตำลึงออกมาเพื่อการนี้ นางจะไม่ยอมขาดทุนเด็ดขาด จะอย่างไรวันนี้นางจะต้องจัดการเถียนสวี่หลันให้ได้ “ดี..วันนี้ข้าสวีไคจะทำให้ชาวบ้านหนานซานได้เห็นธาตุแท้ของพวกเจ้าคนตระกูลเถียนให้ได้” เถียนสวี่หลันยิ้มหวานอย่างอารมณ์ดี “ได้ เจ้ารับปากแล้วนะ เช่นนั้นก็นำเงินหนึ่งร้อยตำลึงออกมาสิ หากในตัวข้ามีวิญญาณร้ายสิงอยู่จริงๆ พวกเราคนตระกูลเถียนจะย้ายออกไปจากอำเภอเหออันทันที จะไม่กลับมาเหยียบที่นี่จนกว่าจะตาย” เถียนสวี่หลันเอ่ยออกมาเสียงดังและเด็ดขาด ท่าทางของนางดูมั่นใจมากว่าตนเองมิได้ถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง ที่สวีไคยอมแตกหักกับคนตระกูลเถียนเช่นนี้เพราะเชื่อในคำพูดของบุตรสาว แต่ตอนนี้การแสดงออกของถียนสวี่หลันทำให้เขารู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก “ข้าจะไปหาเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาจากที่ใดได้ในตอนนี้” เถียนสวี่หลันหันไปทางอาเล็กของตน ก่อนจะกระซิบบอกกับนางบางอย่าง เถียนซู่เจิงวิ่งกลับไปที่ห้องของเถียนสวี่หลันเพียงไม่นานนางก็กลับมาพร้อมกับกระดาษและพู่กัน “ของที่เจ้าต้องการอยู่ตรงนี้แล้ว” เถียนสวี่หลันรับมาจากนางก่อนที่จะเขียนบางอย่างลงไปในกระดาษแผ่นนั้น เถียนสวี่หลันเป่าน้ำหมึกที่อยู่ในกระดาษให้แห้งก่อนที่จะยื่นให้สวีไค ชาวบ้านที่พอจะอ่านหนังสือออกต่างก็มองเถียนสวี่หลันด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ นางสามารถเขียนให้ตัวหนังสืองดงามและอ่อนช้อยเช่นนี้ได้อย่างไร มิใช่ว่าเถียนสวี่หลันเขียนอ่านมิได้ไม่ใช่หรือ แม้แต่ครอบครัวของนางเองก็ตกใจไม่แพ้กัน มีเพียงอาเล็กที่อยู่ข้างกายของนางตลอดเวลาเท่านั้นที่รู้ว่าหลานสาวของนางมุ่งมั่นอยู่กับการเรียนมากเพียงใด เถียนซู่เจิงมีท่าทางภูมิใจที่เห็นทุกคนมองมายังเถียนเสี่ยวหลันด้วยอาการตกตะลึง “อ่านเสร็จแล้วก็จงลงลายมือชื่อซะสวีไค จะได้ให้นักพรตเริ่มทำพิธีเสียที วันนี้ข้ายังมีเรื่องให้ต้องทำอีกมาก ไม่มีเวลามาเล่นงิ้วเข้าทรงเป็นเพื่อนพวกเจ้าพ่อลูกหรอกนะ” เถียนสวี่หลันเอ่ยตรงไปตรงมาอย่างไร้ความเคารพชายวัยกลางคนตรงหน้า ในกระดาษที่นางยื่นให้เขาคือหนังสือสัญญากู้ยืมโดยเอาที่นาทั้งหมดของตระกูลสวีเข้าเป็นหลักประกัน หากเขาบิดพลิ้วไม่ยอมจ่ายเงินหนึ่งร้อยตำลึงภายในห้าวัน ที่นาทั้งหมดของเขาจะต้องตกเป็นของตระกูลเถียนทันที สวีไคที่อ่านเนื้อหาในกระดาษจนจบก็มีท่าทีโมโหเป็นอย่างมาก เขาต้องการจัดการคนตระกูลเถียนก็จริง แต่เขาไม่ได้ต้องการนำทรัพย์สินทั้งหมดของตนมาเป็นหลักประกันเช่นนี้ “สิ่งที่เจ้าเขียนขึ้นมา ข้ามิอาจยอมรับได้” “ไม่ยอมรับแล้วอย่างไร วันนี้เจ้าคนตระกูลสวีคิดว่าตนเองเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้วคิดจะทำสิ่งใดก็ได้อย่านั้นหรือ หรือว่าเจ้าไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตากันแน่ สวีไค หากวันนี้เจ้าไม่ยอมลงชื่อในกระดาษแผ่นนั้น ข้าจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องต่อศาลให้ถอดถอนเจ้าออกจากการเป็นหัวหน้าหมู่บ้านซะ ข้อหาของเจ้าคือประพฤติมิชอบและลำเอียงในการปฏิบัติหน้าที่” เมื่อได้ยินข้อกล่าวหาที่เถียนเสี่ยวหลันเอ่ยออกมา สวีไคถึงกับเข่าทรุด เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าการใส่ร้ายผู้อื่นว่าถูกผีสิงมันมีโทษหนักแค่ไหน ยิ่งเขาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านที่ควรทำตัวเป็นกลาง แต่กลับปลุกระดมชาวบ้านให้มาบุกรุกเรือนตระกูลเถียน ถือว่ามีความผิดเพิ่มอีกหนึ่งกระทง ทำอย่างไรดี!! ตอนนี้เขาควรจะทำอย่างไรดี!! “ท่านพ่อไม่ต้องห่วง นักพรตผู้นี้เป็นคนที่ข้าพามา” สวีม่านนีแสร้งเข้าไปช่วยพยุงบิดา ก่อนที่นางจะกระซิบที่ข้างหูเขาเสียงเบา สวีไคที่ท่าทางสิ้นหวังก็ดวงตาลุกวาวขึ้นมาทันทีหลังจากที่ได้ยินคำพูดของบุตรสาวของตน สองพ่อลูกพยักหน้าให้แก่กันเล็กน้อย ก่อนที่สวีไคจะยอมลงลายมือชื่อในกระดาษแผ่นนั้น เถียนสวี่หลันที่เห็นพ่อลูกส่งสัญญาณให้แก่กันนางก็แอบยกยิ้มอย่างพอใจ “พวกเจ้าทุกคน ก็ประทับลายนิ้วมือเป็นพยานซะ” เถียนสวี่หลันหันไปเอ่ยกับชาวบ้านที่มาชุมนุม เมื่อเห็นว่าแผนการที่ตนยั่วยุสวีไคกำลังไปได้ดี นางก็ได้แต่หัวเราะอยู่ภายในใจ คนโง่เขลาเหล่านี้ต้องได้รับการลงโทษ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD