ความสับสนในใจของเว่ยเจ๋อหมิง

2331 Words
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!!” เถียนสวี่หลันพยายามแกะมือใหญ่ที่กำลังลากตนด้วยท่าทางทุลักทุเล เพราะเว่ยเจ๋อหมิงที่ตัวสูงกว่าจึงทำให้ภาพออกมาเหมือนเขากำลังหิ้วเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งในมือ “เถียนสวี่หลันบอกมาซิว่าเจ้าเข้าไปทำอันใดในเรือนตระกูลสวี ข้านึกว่าหลายเดือนมานี้ที่เจ้าอยู่เงียบๆ เป็นเพราะว่าเจ้าคิดได้แล้ว แม้แต่อาเล็กของเจ้าก็ยังเอ่ยปากแทนว่านิสัยของเจ้าได้เปลี่ยนไปแล้ว ดูเหมือนทั้งหมดจะเป็นเพียงแค่การแสดงสินะ สุนัขที่เคยกินอาจมมันย่อมไม่มีทางเปลี่ยนนิสัยได้ง่ายๆ” เถียนสวี่หลันหยุดดิ้นทันที ดวงตาแดงก่ำจ้องไปยังร่างสูงอย่างแข็งกร้าว คำพูดที่แสนดูถูกของเขาทำให้นางนึกถึงเรื่องราวในชีวิตก่อน ตอนที่นางยังไม่ได้ถูกตัดแขนขานางเคยถูกบ่าวรับใช้ในเรือนของซ่งหยางเฉิงรังแก พวกเขาทุกคนต่างประชดประชันนางว่าเป็นหมูบ้างล่ะ เป็นสุนัขที่กินอาจมบ้างล่ะ คำพูดดูแคลนสารพัดต่างก็ถูกซัดสาดมาที่นาง หลังจากที่ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งเถียนสวี่หลันไม่คิดว่าตนจะมาได้ยินคำพูดดูถูกเหล่านั้นอีกครั้ง ดวงตากลมโตไหวระริก ความเจ็บปวดทั้งหลายปรากฏขึ้นในดวงตางาม เถียนสวี่หลันพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ นางไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอต่อหน้าเขา “ข้าจะเข้าไปทำอันใดมันก็เรื่องของข้า หากเจ้าคิดจะจับข้าส่งทางการก็จงตะโกนให้ชาวบ้านมาจับตัวข้าไปเสียเลยตอนนี้ แต่อย่าได้เอ่ยคำดูถูกเช่นนั้นออกมา ที่ข้าเป็นเช่นนี้ทั้งหมดเจ้าเองก็มีส่วนผิด หากเจ้าเคยใส่ใจข้าบ้างเลิกผลักใส่ข้าให้ออกห่าง ข้าก็คงไม่ต้องประสบชะตากรรมเช่นนั้น เจ้านั่นแหละที่ผิด!! เจ้าผิด!!” เถียนสวี่หลันตะโกนใส่เว่ยเจ๋อหมิงเสียงดัง น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็พังทลายลงมาเหมือนกับหัวใจของนางที่ตอนนี้มันแสนจะเจ็บช้ำเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำของเขา “เว่ยเจ๋อหมิง จากนี้ไปเจ้าและข้าต่างคนต่างอยู่ ต่อให้พบเจอกันโดยบังเอิญก็ทำเหมือนข้าไร้ตัวตนซะ!!หัวใจของข้าที่เคยมอบให้เจ้าต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้ว” เถียนสวี่หลันผลักร่างสูงให้ออกห่าง จากนั้นนางจึงวิ่งหนีไป ทิ้งเว่ยเจ๋อหมิงที่กำลังสับสนเอาไว้เบื้องหลัง หลังจากที่เถียนสวี่หลันจากไปแล้ว ร่างสูงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเป็นนาน กว่าเขาจะได้สติกลับมา ไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนเขาก็เคยดุด่าเอ่ยคำพูดเช่นนี้กับนางมิใช่หรือ ตอนนั้นไม่ว่าอย่างไรเถียนสวี่หลันก็ทำเหมือนไม่รู้สึกอันใด แต่ครั้งนี้เกิดสิ่งใดขึ้นกับนางกันแน่ ถึงได้ดูอ่อนไหวเช่นนี้ หัวใจของเว่ยเจ๋อหมิงรู้สึกวูบโหวงเหมือนเขากำลังจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญไป ความรู้สึกหงุดหงิดบางอย่างเกิดขึ้นภายในใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของนาง เถียนสวี่หลัน นางบอกว่านางจะเก็บหัวใจกลับคืนไปอย่างนั้นหรือ สุดท้ายแล้วก็ยังคิดที่จะเสแสร้งอยู่อีก ใครจะไปเชื่อเรื่องที่นางพูดกัน ไม่ใช่ว่าตลอดมานางต้องการแต่งงานให้เขาหรือ หากนางปล่อยมือเขาตอนนี้นางจะสามารถทำใจได้อย่างไร เขาไม่มีทางเชื่อคำพูดนั้นอยู่แล้ว สตรีร้ายกาจอย่างนางรู้จักแต่เพียงทำเรื่องที่น่าละอายเท่านั้น น่ารังเกียจนัก!! เว่ยเจ๋อหมิงสบถในใจอย่างหัวเสีย หลังจากที่วิ่งหนีกลับมาที่เรือน เถียนสวี่หลันก็ยังไม่สามารถบังคับให้ตนเองหยุดร้องไห้ได้ นางรู้สึกชาหนึบที่หัวใจ หากไม่ต้องพบเจอกับเขานางก็ยังพอจะทำใจให้ไม่รู้สึกอันใดได้ แต่เมื่อได้พบเว่ยเจ๋อหมิงอีกครั้ง ภาพสุดท้ายที่เขาใช้เสื้อคลุมของเขาห่มให้ความอบอุ่นแก่นางและอุ้มนางเอาไว้ในอ้อมแขนก่อนที่นางจะตาย มันยังคงวนเวียนติดอยู่ภายในใจ “คนเลว จริงๆ แล้วเจ้าเป็นคนเช่นไรกันแน่ หากรู้ว่าข้ากำลังจะตายแล้วเจ้าทำเช่นไปเพื่ออันใด หรือเป็นความเวทนาสงสารครั้งสุดท้ายที่เจ้าหยิบยื่นให้อดีตภรรยาอย่างข้าเช่นนั้นหรือ ถ้าหากเป็นอย่างนั้นข้าก็ไม่ต้องการ” เถียนสวี่หลันมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยอารมณ์อ่อนไหว อาจเป็นเพราะนางได้พบเขาอีกครั้ง จึงทำให้นางไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ เว่ยเจ๋อหมิงเองก็ไม่ต่างกัน เขากลับไปที่เรือนของตนด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจ แม่นางเซี่ยท่านแม่ของเขาที่นั่งคอยบุตรชายจนกระทั่งดึก รีบเดินมาเปิดประตูให้เขา “หมิงเอ๋อเหตุใดกลับมาเสียมืดค่ำเพียงนี้เล่า แม่เป็นห่วงมากนะเห็นลูกกลับบ้านผิดเวลา ไม่มีเรื่องอันใดขึ้นกับลูกใช่หรือไม่” แม่นางเซี่ยถามบุตรชายด้วยความห่วงใย เว่ยเจ่อหมิงส่ายหน้า ท่าทางของเขาดูเหม่อลอยก่อนจะเดินกลับเข้าห้องของตน แม่นางเซี่ยมองตามหลังบุตรชายไปด้วยสายตาเป็นห่วง หรือว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับเขาจริงๆ “หมิงเอ๋อก่อนนอนลูกออกมาทานอะไรสักหน่อยเถอะ แม่อุ่นอาหารเอาไว้ในครัวให้ลูกแล้ว” แม่นางเซี่ยเคาะประตูเบาๆ เอ่ยกับบุตรชายคนโตก่อนที่จะกลับเข้าห้องของนางไป เว่ยเจ๋อหมิงเปลี่ยนชุดของสำนักศึกษาออกก่อนที่จะเข้าไปในครัว น้ำร้อนถูกต้มเอาไว้แล้วทั้งที่มารดาของเขาไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นก็ได้ แต่เขาก็รู้สึกขอบคุณที่นางดูแลเอาใจใส่เขามาตลอด แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตามที เว่ยเจ๋อหมิงอาบน้ำที่หลังเรือนจากนั้นจึงทานข้าว วันนี้ลื้นของเขาแทบจะไม่รู้รสเลยว่าตนกินสิ่งใดเข้าไป ในหัวมีเพียงคำพูดของเถียนสวี่หลันวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา “นางร้องไห้เพราะคำพูดของข้าอย่างนั้นหรือ สตรีที่แสนร้ายกาจผู้นั้นเนี่ยนะ” เว่ยเจ๋อหมิงเข้านอนทั้งที่ภายในใจยังคงรู้สึกค้างคา บนเตียงเล็กเขาพลิกตัวไปมาทั้งคืนเพราะนอนไม่หลับ จนกระทั่งรุ่งสางได้ยินเสียงไก่ป่าขันดังแว่วอยู่ไกลๆ ร่างสูงจึงลุกขึ้นแต่งตัวโดยที่ยังไม่ได้หลับตานอนแม้สักนิด เว่ยเจ๋อหมิงออกจากเรือนไปตั้งแต่ที่ดวงตะวันยังไม่ขึ้น ในระหว่างที่เขาเดินผ่านตระกูลเถียน สายตาก็อดชำเลืองมองไปยังห้องนอนของเถียนสวี่หลันมิได้ ตอนนี้นางคงยังไม่ตื่นสินะ ในระหว่างที่สายตาคมมองอยู่นั้น หน้าต่างห้องของนางก็ถูกเปิดออก เว่ยเจ๋อหมิงที่ยืนอยู่หน้าเรือนตระกูลเถียนต้องรีบไปยืนแอบอยู่ด้านหลังต้นอู๋ถง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนมิได้ทำสิ่งใดผิด เขาก็รู้สึกเก้อเขินขึ้นมาทันที “ข้ากำลังทำบ้าอันใดอยู่กันแน่เนี่ย” เว่ยเจ๋อหมิงรีบออกมาจากด้านหลังต้นอู๋ถง ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปที่ทางเข้าหมู่บ้านเพื่อเดินทางไปยังสำนักศึกษา หลังจากที่ได้พักผ่อนมาทั้งคืน เถียนสวี่หลันก็รู้สึกว่าอารมณ์ของตนกลับมามั่นคงอีกครั้ง นางไม่จำเป็นจะต้องไปใส่ใจเว่ยเจ๋อหมิงอีกต่อไป ในเมื่อชีวิตนี้นางไม่คิดที่จะข้องเกี่ยวกับเขาอีกแล้ว สิ่งที่นางควรใส่ใจในตอนนี้คือข่าวลือที่ถูกแพร่ออกไปในหมู่บ้านต่างหาก ช่วงสายทุกคนในตระกูลเถียนต่างก็ทำภารกิจของตนดั่งเช่นทุกวันที่ผ่านมา เถียนห่าวซวนก็ไปสำนักศึกษาแล้ว วันนี้ท่านพ่อท่านแม่ก็จะกลับมาที่หมู่บ้านหนานซานเพราะถึงวันปิดร้านของทั้งสองคน เถียนสวี่หลันนั่งคัดตัวอักษรอยู่ภายในห้อง ที่เตียงของนางก็มีอาเล็กที่กำลังปักผ้าเช็ดหน้าอยู่ เสียงโหวกเหวกดังขึ้นที่หน้าเรือนทำให้เถียนสวี่หลันวางมือจากพู่กัน “ใครกันที่กล้ามาส่งเสียงดังอยู่ที่หน้าเรือนของเรา” เถียนซู่เจิงเอ่ยกับหลานสาวที่กำลังนั่งอมยิ้มด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์ เถียนสวี่หลันลุกขึ้นยืนจัดชุดของตนเองที่ยับย่นให้เรียบร้อย ก่อนที่จะดึงอาเล็กของตนให้ไปดูเรื่องสนุก “เราไปกันเถอะไปดูว่าวันนี้จะมีงิ้วอันใดให้ดูกัน” สองอาหลานเดินมาถึงหน้าเรือน ที่นั่นมีครอบครัวของนางรวมตัวอยู่กันครบนอกจากเถียนห่าวซวนที่ไปสำนักศึกษา เถียนสวี่หลันมองชาวบ้านที่มาชุมนุมที่หน้าเรือของนางทีละคน ก่อนที่จะไปหยุดที่สวีม่านนีที่ยืนอยู่หลบอยู่ด้านหลังบิดาของนาง “ท่านย่า ชาวบ้านเหล่านี้มาที่เรือนของเราด้วยเหตุใดหรือเจ้าคะ” เถียนสวี่หลันถามแม่เฒ่าจางด้วยใบหน้าใสซื่อ เหมือนนางไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ “จะอะไรเสียอีก ก็คนพวกนี้หาว่าหลันเอ๋อของย่าถูกผีเข้าน่ะสิ จึงได้พาซินแสมาที่นี่” หลังจากแม่เฒ่าจางเอ่ยจบคนตระกูลเถียนก็มายืนขวางระหว่างนางและชาวบ้านเอาไว้ เถียนสวี่หลันเห็นเช่นนั้นนางก็รู้สึกอุ่นวาบในหัวใจทันที เหตุใดชีวิตก่อนนางถึงมองไม่เห็นความรักความหวังดีที่พวกเขามีให้นางบ้างเลยนะ หลังจากที่ซ่งหยางเฉิงเดินทางเข้าไปในเมืองหลวง นางก็รีบตามเขาไปไม่แม้แต่จะคิดติดต่อกลับมาที่ตระกูลเถียนอีกเลย นางนี่ช่างเป็นคนเลวที่ลืมแม้แต่บุญคุณของคนในครอบครัวที่รักและปกป้องนางมาทั้งชีวิต หรือว่าเรื่องที่เกิดกับนางทั้งหมดจะเป็นเวรกรรมที่นางสมควรได้รับกัน “แม่เฒ่าจาง ท่านอย่าปกป้องนางอีกเลย หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้คนในหมู่บ้านจะอยู่อย่างไร พวกเขาทุกคนต่างก็หวาดกลัวนาง หากท่านไม่ให้ความร่วมมือเห็นทีว่าคนตระกูล เถียนคงจะอยู่ที่หมู่บ้านหนานซานไม่ได้อีกต่อไป” สวีไค มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้านและเป็นบิดาของสวีม่านนี เอ่ยออกมาอย่างไม่รักษาน้ำใจ ปกติเขาก็ไม่ค่อยชอบคนตระกูลเถียนอยู่แล้ว เพราะคิดว่าพวกเขาเย่อหยิ่งและไม่เคยเห็นหัวหน้าหมู่บ้านอย่างตนอยู่ในสายตา “เจ้ากล้าหรือ” บิดาของเถียนสวี่หลันเอ่ยขึ้น ในอดีตเขาเคยเป็นคู่แข่งในสำนักศึกษากับสวีไค ทั้งสองไม่เคยพูดจาดีๆ ต่อกันสักครั้งเมื่อยามที่พบหน้า ยามนี้เถียนห่าวหยางแทบจะยั้งตนเองไม่ให้ทำร้ายสวีไคเอาไว้ไม่ได้ เพราะเขาถึงกับกล้ามาแตะต้องบุตรสาวสุดที่รักของตน “เถียนห่าวหยาง เจ้าคิดจะทำอันใด ตระกูลเถียนของเจ้าไม่คิดที่จะอยู่ในหมู่บ้านนี้แล้วอย่างนั้นหรือ เจ้าก็เห็นแล้วนี่ มิใช่ข้าที่กล่าวหาบุตรสาวของเจ้า แต่เป็นคนทั้งหมู่บ้าน” สวีไคผายมือให้เถียนห่าวหยางดู เขาไม่อยากจะเชื่อบางคนเป็นคนที่เคยมายืมเงินเขา บางคนยังไม่ได้ชดใช้เงินที่ยืมด้วยซ้ำ แม้แต่สหายที่เคยมีมิตรภาพที่ดีต่อกันก็ยังมาที่นี่เพื่อขับไล่บุตรสาวของเขา เถียนห่าวหยางโมโหจนใบหน้าแดงก่ำ พวกหมาป่าตาขาวเลี้ยงไม่เชื่อง เขาไม่น่าเห็นใจคนพวกนี้เพราะคิดว่าเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันเลย น่าจะปล่อยให้พวกเขาอดตายไปเสียให้หมด ทุกคนที่เคยพึ่งพาคนตระกูลเถียนต่างก็ยืนก้มหน้าไม่กล้าสบตาเพราะรู้สึกละอายใจ เถียนสวีหลันที่เห็นบิดาโกรธแค้นแทนตน นางก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ท่านพ่อของข้าช่างเก่งกาจสมกับใบหน้าที่หล่อเหลายิ่งนัก นางเดินออกมาจากด้านหลังคนตระกูลเถียนมายืนเคียงข้างบิดาตน ก่อนจะดึงแขนเสื้อของเขาให้ใจเย็นลง “ท่านพ่อ เรื่องนี้ให้ข้าจัดการได้หรือไม่” เถียนสวี่หลันส่งสายตาออดอ้อนเหมือนเด็กน้อยให้ผู้เป็นบิดา เถียนห่าวหยางมีหรือจะทนสายตาเช่นนั้นของบุตรสาวได้ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะถอยออกไปยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังกับภรรยา “หัวหน้าหมู่บ้านสวีและชาวบ้านหนานซานทั้งหลาย พวกเจ้ามีหลักฐานหรือไม่ที่บอกว่าข้าถูกผีเข้า” เถียนสวี่หลันไล่มองหน้าชาวบ้านทีละคน ที่มารวมตัวกันเพื่อกล่าวหานาง คนเหล่านั้นเอาแต่ก้มหน้าไม่มีใครกล้าสบตากับเถียนสวี่หลันแม่แต่คนเดียว “ข้าขอถามพวกเจ้าสักหน่อยเถิด ว่าใครกันเป็นคนต้นคิดเชิญให้ซินแสมาที่นี่ หากว่าข้ามิได้ถูกผีเข้าอย่างในข่าวลือ พวกเจ้าคนใดจะออกมารับรับผิดชอบที่ทำให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียง ข้าเป็นสตรีที่ยังมิได้ออกเรื่องหากเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไป พวกเจ้าไม่คิดหรือว่าอนาคตของข้าจะพังลงเพียงเพราะคำพูดพล่อยๆ ที่ออกมาจากปากของคนหมู่บ้านเดียวกันอย่างพวกเจ้า” หลังจากที่เถียนสวี่หลันเอ่ยออกมาเช่นนั้น ชาวบ้านหนานซานบางส่วนต่างก็มีท่าทีลังเล พวกเขาหันไปพูดคุยกันว่าสิ่งที่เถียนสวี่หลันเอ่ยออกมานั้นก็ฟังดูมีเหตุผล สวีม่านนีเห็นชาวบ้านเริ่มคลอยตามคำพูดของเถียนสวี่หลันนางก็รู้สึกไม่ยินยอม
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD