ในหมู่บ้านจัดสรรเก่าแถบชานเมือง มีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ท้ายซอยที่ลึกที่สุด มันเป็นบ้านไม้กึ่งปูนที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี สภาพทรุดโทรมจนเถาวัลย์เลื้อยพันปิดบังตัวบ้านเกือบมิด ชาวบ้านละแวกนั้นต่างรู้ดีว่าไม่ควรเดินผ่านบ้านหลังนี้หลังพระอาทิตย์ตกดิน เพราะมักจะมีเสียงดนตรีไทยแว่วออกมาตามลมเสมอ... โดยเฉพาะเสียงระนาดเอกที่กรีดกรายอย่างเยือกเย็น
กานต์ ยูทูบเบอร์หนุ่มสายล่าท้าผีผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับ เขาถือกล้องและอุปกรณ์บันทึกเสียงเดินฝ่าความมืดเข้าไปในซอยนั้น เป้าหมายของเขาคือการพิสูจน์ว่าเสียงดนตรีไทยที่คนร่ำลือนั้นเป็นเพียงแค่เสียงลมพัดผ่านช่องไม้ หรือเครื่องเสียงเก่าที่บังเอิญทำงานขึ้นมาเอง
“สวัสดีครับทุกคน ตอนนี้ผมอยู่หน้าบ้านเลขที่ 113 บ้านที่เขาบอกว่ามีเสียงระนาดดังขึ้นเองทุกคืนวันพระ” กานต์กระซิบใส่กล้อง ขณะที่เขาก้าวข้ามรั้วเหล็กที่สนิมเขรอะเข้าไปในเขตบ้าน
อากาศภายในรั้วบ้านเย็นลงอย่างฉับพลัน กลิ่นสาบสางผสมกับกลิ่นดอกปีบที่ร่วงหล่นบนพื้นดินทำให้เขารู้สึกพะอืดพะอม กานต์เดินขึ้นไปบนระเบียงไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เท้าเหยียบลงไป เขาผลักประตูหน้าบ้านที่ไม่ได้ล็อคออกเบาๆ ฝุ่นหนาเตอะฟุ้งกระจายจนเขาต้องยกมือขึ้นปิดจมูก
แสงไฟจากกระบอกฉายกวาดไปรอบห้องโถงกว้าง กลางห้องนั้นมี "ระนาดเอก" ตัวหนึ่งวางตั้งอยู่ สภาพของมันดูใหม่ผิดปกติเมื่อเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นในบ้าน ผืนระนาดเป็นไม้ชิงชันขัดเงาวับ สะท้อนแสงไฟจากกระบอกฉายของเขาราวกับมีชีวิต
“ดูนี่สิครับทุกคน ระนาดตัวนี้ยังดูใหม่อยู่เลย เหมือนมีคนมาเช็ดถูทุกวัน” กานต์พูดพยายามทำใจดีสู้เสือ เขาเดินเข้าไปใกล้ระนาดตัวนั้น แล้วยื่นมือไปแตะที่ผืนไม้
เปรี้ยง!
จู่ๆ เสียงฟ้าร้องก็ดังสนั่น ทั้งที่คืนนี้ท้องฟ้าโปร่งใส กานต์สะดุ้งสุดตัว แสงไฟในมือเขากระพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลง ทิ้งให้เขาอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์รำไรลอดผ่านรอยแตกของหลังคา
ตึง... ตึง... ตึง...
เสียงไม้ระนาดกระทบผืนไม้ดังขึ้นช้าๆ กานต์ชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัด เขาค่อยๆ เปิดไฟฉายขึ้นอีกครั้ง แสงไฟส่องไปที่ระนาดตัวเดิม... แต่มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
บนเก้าอี้ไม้หลังระนาด ปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดรำไทยสีทองอร่าม แต่ใบหน้าของเธอซีกหนึ่งกลับเน่าเฟะจนเห็นกระดูก ตาข้างที่ยังเหลืออยู่จ้องมองมาที่กานต์ด้วยความโกรธแค้น มือที่ผอมแห้งจนเห็นเส้นเลือดดำขอดถือก้านไม้ระนาดไว้แน่น
“มึง... อยากฟังนักใช่ไหม?” เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นยะเยือกราวกับมาจากก้นบึ้งของนรก
ก่อนที่กานต์จะได้ทันวิ่งหนี ร่างนั้นก็เริ่มขยับมือ รัวระนาดด้วยท่วงท่าที่รวดเร็วและรุนแรง เสียงระนาดที่เคยแว่วหวานกลับกลายเป็นเสียงกระแทกกระทั้นบาดลึกเข้าไปในแก้วหู กานต์ล้มลงกับพื้น มือสองข้างกุมหูไว้แน่นเพราะความเจ็บปวด
“หยุด! หยุดได้แล้ว!” กานต์ตะโกนสุดเสียง แต่เสียงของเขากลับหายไปในอากาศ
เขารู้สึกเหมือนมีสายใยที่มองไม่เห็นกระชากร่างของเขาให้ลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาขยับไปเองตามจังหวะระนาด ขาของเขาเริ่มก้าว รำไปตามวงกลมรอบๆ ตัวเธอ แขนและขาของเขาถูกบิดไปในองศาที่ผิดธรรมชาติ เสียงกระดูกลั่น กร๊อบ... กร๊อบ... ดังแข่งกับเสียงระนาด
ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่มือและเท้าของเขากลับยังคงร่ายรำไม่หยุด น้ำตาไหลอาบแก้ม กานต์มองเห็นใบหน้าของนางรำที่กำลังแสยะยิ้มกว้างจนถึงใบหู เลือดสีดำไหลออกจากปากของเธอขณะที่เธอยังคงรัวระนาดไม่หยุดยั้ง
“รำต่อไป... รำให้จบเพลง... ถ้ามึงหยุด... มึงต้องตาย!”
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ กานต์รู้สึกว่าร่างกายของเขาเริ่มชาจนไร้ความรู้สึก ผิวหนังของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาซีด ดวงตาเบิกโพลงและแข็งค้าง แสงไฟจากกล้องที่ตั้งทิ้งไว้บนพื้นยังคงบันทึกภาพชายหนุ่มที่กำลังรำด้วยท่าทางบิดเบี้ยวสยดสยอง โดยมีเงาดำทมิฬโอบล้อมรอบตัวเขาไว้
เช้าวันต่อมา เพื่อนของกานต์ที่เอะใจเพราะเขาไม่กลับบ้าน ได้แจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบที่บ้านหลังนั้น เมื่อตำรวจพังประตูเข้าไป สิ่งที่พบคือความว่างเปล่า... ไม่มีระนาดเอก ไม่มีนางรำ และไม่มีแม้แต่ร่างของกานต์
พบเพียงกล้องวิดีโอตัวหนึ่งวางอยู่กลางห้องโถงที่เต็มไปด้วยฝุ่น เมื่อเปิดดูไฟล์ล่าสุด ภาพที่เห็นทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับหน้าถอดสี...
ในคลิปนั้น กานต์กำลังรำอยู่คนเดียวกลางห้องที่มืดมิด ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มและบิดเบี้ยวจนน่ากลัว เสียงระนาดดังสนั่นหวั่นไหวทั้งที่ไม่มีเครื่องดนตรีอยู่ในเฟรม และเมื่อถึงวินาทีสุดท้ายก่อนที่กล้องจะดับ กานต์หันมาจ้องที่เลนส์ ปากของเขาฉีกยิ้มกว้างจนน่าสยอง และดวงตาของเขาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนทั้งหมด
ทุกวันนี้ หากใครผ่านไปที่ท้ายซอยนั้นในคืนวันพระ นอกจากเสียงระนาดที่แว่วมาแล้ว บางคนยังอ้างว่าเห็นเงาของผู้ชายคนหนึ่ง ร่ายรำอยู่บนระเบียงบ้านไม้หลังนั้น... รำไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น เพื่อสังเวยให้กับบทเพลงที่ไม่มีใครอยากฟัง