ยามบ่ายในทะเลทรายอียิปต์โบราณเป็นภาพที่งดงามและเงียบสงบ ท้องฟ้าสีครามสดใส ปราศจากเมฆบดบัง แสงแดดที่สาดส่องลงมาบนผืนทราย ทำให้ทรายมีสีทองระยิบระยับเหมือนกับทะเลทองที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ลมเบา ๆ พัดผ่าน ทำให้เกิดคลื่นทรายเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ และเงียบสงบ สายลมที่พัดผ่านเป็นเสียงเดียวที่ได้ยินในความเงียบของทะเลทราย
ในระยะไกลเงาของภูเขาทรายที่สูงตระหง่าน มีต้นปาล์มยืนต้นอยู่โดดเดี่ยว ท่ามกลางความแห้งแล้งของทะเลทราย
กิ้งก่าและแมลงต่าง ๆ เคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ บนผืนทราย พวกมันกำลังมองหาที่หลบแดดในเงาของหินหรือพืชที่หายาก
หญิงสาวนางหนึ่งสะดุ้งตื่นจากการหลับไหลทำลายความสงบด้วยท่าทีที่อ่อนล้า เธอรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองเต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอก่อนหน้านี้ เธอค่อย ๆ ยกเปลือกตาขึ้นช้า ๆ เธอมองไปยังท้องฟ้าที่ไร้ขอบเขต และเต็มไปด้วยแสงแดดอันเจิดจ้าจนแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย เมื่อปรับสายตาอยู่ครู่หนึ่ง ภาพเบื้องหน้าคือเนินทรายที่กว้างใหญ่และดูยาวไร้จุดสิ้นสุด ไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตหรือพืชพันธุ์ใด ๆ
"ที่นี่...มันคือที่ไหนกัน?"
หญิงสาวพึมพำอยู่กับตัวเอง ด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความงุนงง ขณะใช้มือบังหน้าผากจากความร้อนของแสงแดดที่แผดเผาลงมา เธอพยายามนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ความทรงจำของเธอกลับกลายเป็นเพียงเงามืดที่แสนจะพร่ามัว
"เจ็บ!...เจ็บไปทั้งตัวเลย ทำไมเราถึงได้เจ็บแบบนี้กันนะ?"
หญิงสาวบ่นพึมพำพลางยกแขนขึ้นดู และสำรวจร่างกายของตัวเองจนพบว่าผิวหนังของเธอมีรอยขีดข่วนและฟกช้ำเต็มไปหม่ด คล้ายกับผ่านการลากไปกับผืนทราย
ทว่าก่อนที่เธอจะทันคิดหาคำตอบได้มากไปกว่านั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นกลุ่มควันฝุ่นทรายขนาดมหึมากำลังพัดมาจากที่ไกล ๆ คล้ายกับว่ามันถูกก่อขึ้นโดยบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
"นั่น!…นั่นมันอะไรกัน!?"
หญิงสาวอุทานขึ้นด้วยความตกใจ หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
เธอพยายามที่จะลุกขึันเพื่อมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นแต่ร่างกายของเธอก็ไม่มีเรี่ยวแรง จนในที่สุดเธอก็เห็นมัน...ฝูงม้าหลายสิบตัวกำลังพุ่งตรงมาทางเธอ! ลมหายใจของเธอสะดุดไปชั่วขณะ เธอรู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังจะคืบคลานเข้ามาในฉับพลัน
"หนี!..เราต้องหนี!"
หญิงสาวบอกกับตัวเอง เธอพยายามดิ้นรนเพื่อจะหาทางหนี แต่ร่างกายของเธอยังคงอ่อนแรงจากการหลับใหลและความเหนื่อยล้าที่ตัวเธอเองยังไม่รู้สาเหตุ ทำให้เธอล้มลุกคลุกคลานลงบนพื้นทรายหลายต่อหลายครั้ง
"ไม่!...ไม่น่ะ!"
เธอร้องเสียงหลงในขณะที่ฝูงม้าเริ่มใกล้เข้ามา เสียงกลีบเท้าของม้ากระทบกับพื้นทราย และเสียงโห่ร้องของชายฉกรรจ์ที่อยู่บนหลังม้าดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เธอตะเกียกตะกายพยายามจะคลานหนีอย่างไร้ความหวัง แต่แล้ว…
“มับ!”
“วัายยย!.....”
หนึ่งในนั้นเอื้อมมือเข้ามาคว้าเอวของหญิงสาวและฉุดเธอขึ้นหลังม้า ร่างของเธอถูกยกลอยขึ้นจากพื้นทรายอย่างรวดเร็ว ร่างนั้นถูกโอบด้วยวงแขนของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่สวมหน้ากากคลุมใบหน้าไว้ ท่อนแขนของมันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่บ่งบอกถึงความแข็งแรง
“จับตัวได้แล้ว!”
มันตะโกนเสียงดังลั่น ใบหน้าใต้หน้ากากนั้นเผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
“ปล่อยฉันนะ!... ช่วยด้วย!...ช่วยด้วย!...ช่วยฉันด้วย!....ใครก็ได้ช่วยฉันที!...ฮือ ๆ ๆ!!!!”
หญิงสาวกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกเธอพยายามดิ้นรนอย่างเต็มกำลัง แต่ชายผู้นั้นยังคงกอดรัดเธอไว้แน่น ทำให้เธอไม่อาจหลุดพ้นไปได้
เสียงโห่ร้องของกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกึกก้องไปทั่วทั้งผืนทะเลทราย พวกมันเป็นนักค้าทาสเร่ร่อนซึ่งเต็มไปด้วยความดุดัน ชายฉกรรจ์ที่จับตัวเธอไว้ได้หัวเราะลั่น ร่างกายของเธอถูกตรึงแน่นกับหลังของม้าตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วผ่านผืนทะเลทราย
หญิงสาวพยายามดิ้นรนและตะโกนขอความช่วยเหลือซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เสียงของเธอถูกกลืนไปในสายลมและฝุ่นทราย เธอมองไปรอบ ๆ อย่างสิ้นหวัง ไม่รู้ว่าอนาคตของเธอจะเป็นอย่างไร แต่เธอก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่หลงเหลืออยู่ภายในจิตใต้สำนึก ในใจของเธอความหวังของเธอที่จะหนีรอด
เสียงจ้อกแจ้กจอแจของตลาดค้าทาสดังกระหึ่มไปทั่วทั้งบริเวณ พ่อค้าแม่ค้าที่มาจากทุกสารทิศต่างแห่กันเข้ามารวมตัวกันในพื้นที่กลางตลาดอันวุ่นวาย มีกลิ่นของฝุ่นดินทราย และกลิ่นเหงื่อของผู้คนอบอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าขนสัตว์ตั้งแผงขายสินค้าของตนข้าง ๆ พ่อค้าอัญมณีที่กำลังสนทนากับลูกค้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ใกล้ ๆ กันนั้นคือพ่อค้าอาวุธที่กำลังสาธิตการใช้ดาบเล่มหนึ่ง และพ่อค้าทาสที่เป็นศูนย์กลางของความสนใจจากเหล่าผู้คนที่ต้องการหาคนมารับใช้
ในบรรดากรงเหล็กที่ตั้งเรียงราย หญิงสาวกลุ่มหนึ่งนั่งคุดคู้ด้วยความอ่อนล้าและสิ้นหวัง กีรติ เป็นหนึ่งในนั้น เธอนั่งคุกเข่าลงไปกับพื้นขยับเข่าเดินไปมา มือทั้งสองข้างจับลูกกรงแน่นพลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ ภายนอกของกงขัง มองดูผู้คนที่มามุงดูพวกเธอ และหันไปมองเพื่อนร่วมชะตากรรมทที่อยู่ในกงขังด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ผู้คนที่มามุงดูเหล่านั้นมีทั้งคนรวยในชุดหรูหรา เศรษฐีผู้ทรงอำนาจ รวมถึงชาวบ้านที่มองหาทาสเพื่อช่วยงานในไร่นาหรือบ้านเรือนของพวกเขา กีรติสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจากทุกทิศทาง ราวกับเธอเป็นเพียงสิ่งของที่ไร้คุณค่าที่สามารถถูกเลือกเพื่อซื้อขายกันได้
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รู้สึกได้ถึงความแห้งผากในลำคอ ความกลัวและความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจ เสียงหัวใจเต้นระรัวเมื่อมองเห็นผู้คนเดินเข้ามาใกล้ลูกกรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงฝีเท้าและเสียงเจรจาซื้อขายดังจ๊อกแจ๊กจอแจ กีรติหันซ้ายแลขวามองไม่เห็นหนทางที่จะหนี เธอได้แต่นั่งนิ่ง ๆ ก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรมของตัวเอง แต่ก็แอบคาดหวังว่าจะมีใครสักคนมาช่วยเธอออกจากสถานการณ์อันเรวร้ายนี้ได้ แต่ทว่าความหวังนั้นมันช่างเลือนรางเต็มที…
“ข้าเอานางหนูนี่แหละ!”
เสียงแหบแห้งของหญิงชราคนหนึ่งดังขึ้น เมื่อได้ยินดังนั้นกีรติก็เหลือบตามองไปยังหญิงชราผู้หนึ่งซึ่งใส่ชุดเก่าซอมซ่อ ยืนชี้ปลายไม้เท้าตรงมายังเธอ ใบหน้าของหญิงชราแฝงไปด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดที่สุดจะคลาดเดา
กีรติสะดุ้งเฮือก! หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น ลมหายใจที่เหนื่อยล้าก็สะดุดลงจนเกือบจะลืมหายใจ เธอรีบหันซ้ายหันขวาด้วยความตื่นตระหนก พยายามมองหาใครสักคนที่จะสามารถช่วยเธอได้
"ไม่!... ไม่จริง!..."
เธอพึมพำ เสียงเครือด้วยความตื่นตนก ดวงตาเบิกกว้าง ร่างกายสั่นเทา
ขณะที่เธอพยายามดิ้นรนภายในลูกกรง ฝูงชนรอบข้างก็เริ่มขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น มีเสียงหัวเราะแหลมต่ำดังขึ้นจากกลุ่มคนที่มามุงดู บางคนแสดงความสนใจในทาสคนอื่น ๆ ขณะที่บางคนก็เพียงแค่เฝ้ามองด้วยความสนุกสนานจากการเห็นความทุกข์ของผู้อื่น
“เจ้านะ!... ออกมาสิ!... ออกมาได้แล้ว!”
หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ตะโกนด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม พร้อมกับกระชากประตูกรงเหล็กออกมาเสียงดังลั่น ใบหน้าของมันดูโหดเหี้ยม ดวงตาที่มองมากดดันเธอราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องตะคุบเหยื่อ หัวใจของกีรติเต้นถี่รัวไม่เป็นจังหวะ เธอได้แต่ภาวนาให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งช่วยพาเธอออกจากสถานการณ์นี้
แต่ไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ชายฉกรรจ์ก็กระชากแขนของเธอออกจากลูกกรงด้วยความแรง จนเธอล้มลงไปกองกับพื้นทรายที่หยาบกระด้าง เธอพยายามจะลุกขึ้นแต่ร่างกายของเธออ่อนแรงเกินกว่าจะสู้แรงของมันได้
“ลุกขึ้นมา!... เจ้าไม่มีทางหนีไปไหนได้หรอก!...”
ชายฉกรรจ์คำรามใส่เธอ ขณะที่มันลากเธอตรงไปยังหญิงชรา
กีรติรู้สึกว่าความหวังในหัวใจของเธอค่อย ๆ จางหายไปท่ามกลางเสียงหัวเราะของฝูงชนในตลาด เธอรู้เพียงอย่างเดียว การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของเธอยังไม่สิ้นสุด แต่ในตอนนี้ เธอจำเป็นต้องอดทนต่อความโหดร้ายและรอคอยโอกาสที่จะหลุดพ้นไปจากความโหดร้ายนี้