ตอนที่ 6 ผู้ช่วยจำเป็น
เช้าวันรุ่งขึ้น กิจวัตรประจำวันของปิ่มงามก็ยังคงเหมือนเดิม เธอกำลังปั่นจักรยานเอาข้าวไปส่งให้คุณหมอ แล้วจึงเลยไปสอนหนังสือให้กับเด็กๆที่โรงเรียน ส่วนร้านขายของที่บ้านดีที่ปู่ของเธอยังช่วยหยิบจับให้ได้ ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไร ส่วนมากชาวบ้านจะมาซื้อกันแค่เช้าๆเย็นๆอยู่แล้ว เพราะช่วงกลางวันผู้คนส่วนมากจะออกไปทำไร่ทำสวนกันหมด
ปิ่นงามปั่นจักรยานมาจอดที่หน้าบ้านพักของคุณหมอเพื่อส่งอาหารเช้าให้เขาเหมือนเดิม แล้วทันทีที่เธอได้เจอหน้าเขาเธอยิ้มหวานแล้วพูดขึ้นว่า
“คุณหมอปิ่นไอ” เธอทำเสียงไอค๊อกแค๊กให้เขาดู
“มีอาการตั้งแต่เมื่อไหร่” คุณหมอเริ่มถามอาการของเธอ...แต่เมื่อวานตอนเย็นเธอก็ยังดีๆอยู่เลยนี่
“ตั้งแต่เจอหน้าคุณหมอเลยค่ะ ไอเลิฟยู” และแล้วใบหน้ายิ้มๆของเธอก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นไปอีก
“มุขเก่ามาก ไปเล่นที่อื่นไป๊” คุณหมอหนุ่มรีบไล่ ตอนแรกก็คิดว่าเธอไม่สบายจริงแต่ที่ไหนได้แอบหยอดเขาอีกแล้ว
“ไปก็ได้” เธอทำท่าจะปั่นจักรยานออกไป แต่ก็ถูกคุณหมอเรียกเอาไว้ซะก่อน
“เดี๋ยวๆข้าวที่ตะกร้าหน้ารถ” เขาทวงเมื่อเห็นว่าเธอยังไม่ได้ส่งถุงกล่องข้าวให้เขา
“อ่อลืม...”
“ยัยเตี้ยเอ๊ย...” เขาส่ายหน้าเบาๆแล้วเดินมาหยิบถุงกล่องข้าวที่หน้ารถจักรยานเอาไปถือไว้ ซึ่งเช้านี้มันมีแค่ถุงเดียว
“คำก็เตี้ยสองคำก็เตี้ย สงสัยจะอยากกินไข่ทุกมื้อล่ะมั้ง...” เธอบ่นเสร็จก็ปั่นจักรยานออกไปเลย
ส่วนคุณหมอเดินกลับเข้าบ้านไปเปิดกล่องข้าวดูไม่รู้ว่าวันนี้เธอทำอะไรมาให้เขาทาน และดูเหมือนว่าอาหารเช้าที่เธอทำมาให้ ก็จะมีกาแฟหนึ่งถุงและขนมปังแซนวิช...แต่วันนี้เป็นแบบธรรมดาไม่ได้เป็นรูปหัวใจเหมือนเมื่อวาน ทำเอาคุณหมอหนุ่มรู้สึกเซ็งๆนิดหน่อยเหมือนเขากำลังหวังอะไรบางอย่างกับอาหารเช้า
แต่พอเปิดกล่องข้าวออกมาดูเท่านั้นแหละ ใบหน้าเซ็งๆของเขากลับยิ้มกว้างขึ้นมาทันทีเลย เพราะวันนี้บนข้าวสวยร้อนๆมีไข่ดาวรูปหัวใจถูกวางไว้ด้านบนด้วย ส่วนอีกกล่องเป็นผัดผัก ซึ่งน่าจะเป็นผักที่ชาวบ้านให้มาเมื่อวานแล้วให้เธอไปทำกับข้าวนั่นเอง
จากนั้นคุณหมอก็นั่งดื่มกาแฟกับแซนวิช พร้อมกับนั่งชมธรรมชาติ ฟังเสียงนกร้องไปพลางๆ จากนั้นก็เตรียมตัวไปปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิม
ช่วงกลางวัน ปิ่นงามทำหน้าที่ส่งอาหารให้คุณหมอ วันนี้เธอไม่ได้ไปไหนจึงสามารถทำมื้อต่อมื้อให้ได้ และเมื่อเธอเดินเข้ามาในสถานีอนามัย อยู่ๆก็ได้ยินเสียงชาวบ้านเสียงดังขึ้นมาอีกทาง
“หมอๆ ช่วยด้วยครับ แผลเปิดใหญ่มากเลยครับ” เสียงดังฟังชัดก็จริง แต่คุณหมอหนุ่มกลับฟังไม่รู้เรื่องเลยสักนิด เพราะชาวบ้านคนนั้นพูดไว้มาก อีกอย่างภาษาที่ใช้ก็ยังเร็วและรัว แต่เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็เริ่มพอจะเดาได้ แต่ก็ยังต้องการสื่อสารกับชาวบ้านให้แน่ชัด
“ปิ่นเขาพูดอะไร” คุณหมอหันไปถามปิ่นงามที่กำลังเดินถือถุงอาหารกลางวันเข้ามานั่นเอง และสิ่งที่เห็นตรงหน้าก็คือสองคนพยุงคนเจ็บเดินเข้ามา คุณหมอรู้สึกตกใจไม่แพ้กัน ปิ่นงามที่ได้ยินและเห็นสถานการณ์พอดีเธอจึงรีบวิ่งเข้าไปดูและแปลภาษาให้คุณหมอกับชาวบ้านเข้าใจตรงกัน
“ตกต้นไม้มาค่ะ แขนน่าจะเกี่ยวกับกิ่งไม้ แหกไปเยอะเลย”
“เป็นลูกมือให้ผมหน่อยละกัน” คุณหมอขอความช่วยเหลือจากปิ่นงาม
“ได้ค่ะ” น้ำเสียงหนักแน่นของเธอทำให้คุณหมอไม่รอช้ารีบทำการตรวจอาการลึกของแผลที่แขนทันที
“ปิ่นหยิบน้ำเกลือให้ผมที”
“ขวดนี้มั้ยคะ”
“ไม่ใช่ๆ ขวดขุ่นๆโน่น”
“อันนี้”
“อือเอามา” เขาพยักหน้าเมื่อสิ่งที่เธอหยิบมันถูกต้องแล้ว
“สำลีไม่พอ อยู่ตรงนั้น” เขาบุ้ยหน้าไปตรงที่เก็บสำลี เพื่อให้เธอไปหยิบมาให้
“นี่ค่ะ” คุณหมอเริ่มทำการล้างแผลที่แขนให้กับชาวบ้านที่บาดเจ็บมา ส่วนปิ่นงามก็ทำหน้าหวาดเสียวอยู่ที่ด้านหลังของคุณหมอ
“ต้องเย็บแผลนะครับ” เพราะแผลค่อนข้างลึกและฉีกเป็นแนวยาว
“ช่วยจับไว้ก่อนนะครับ หมอขอเตรียมอุปกรณ์สักครู่” คุณหมอบอกให้ญาติสองคนจับแขนและช่วยกันกดคนเจ็บเอาไว้ก่อน
คุณหมอหันไปเตรียมอุปกรณ์แล้วเริ่มลงมือเย็บแผลให้กับคนเจ็บ ส่วนปิ่นงามโน้นเธอวิ่งออกไปรออยู่ข้างนอกเรียบร้อยแล้วเพราะทนเห็นเลือดกับแผลเหวอะๆไม่ไหว และเมื่อคุณหมอเย็บแผลเสร็จเขาก็เรียกหาเธอ
“ปิ่นๆ” คุณหมอกวักมือเรียก เธอชะโงกหน้ามามอง เห็นเขาเรียกก็เลยเดินเข้าไปหา
“ผมกลัวเขาฟังไม่รู้เรื่อง ช่วยอธิบายตามที่ผมพูดให้เขาฟังหน่อยสิ”
“ได้ค่ะ” คุณหมอเริ่มอธิบายถึงวิธีการดูแลแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ นั่นก็คือห้ามโดนน้ำและเมื่อถึงเวลานัดก็ให้มาตัดไหมที่อนามัย คุณหมอยังย้ำอีกว่าต้องมาให้ตรงตามเวลานัดด้วย และระหว่างนี้ถ้าเกิดการอักเสบเจ็บมากขึ้นหรือคันให้มาหาหมอได้ตลอดเลย ปิ่นงามอธิบายทุกอย่างให้คนไข้ฟังอย่างชัดเจนตามที่คุณหมอบอก
“ขอบคุณคุณหมอมากเลยนะครับ” ชาวบ้านคนนั้นหันมาขอบคุณคุณหมอแล้วพากันกลับไป
“คุณหมอโคตรหล่อ...” เธอหมายถึงหน้าตาและความสามารถของเขา ไม่ว่าเขาจะหยิบจับหรือทำอะไรก็ดูหล่อดูเทไปหมด
“ผมรู้...” ซึ่งตอนนี้คุณหมอกำลังเก็บอุปกรณ์ที่เอาออกมาใช้เมื่อสักครู่
“ปิ่นก็สวยมาก” เธอเอ่ยชมตัวเองเช่นกันก็เมื่อกี้เธอมีส่วนช่วยด้วยตั้งเยอะ ภูมิใจสุดๆ
“นี่ยัยเตี้ยชมตัวเองก็เป็น บ้าหรือเปล่าเนี่ย”
“ปิ่นก็เหมือนคุณหมอนั่นแหละค่ะ” เขายังรู้เลยว่าตัวเองหล่อแล้วทำไมเธอถึงจะรู้ว่าตัวเองสวยบ้างไม่ได้
“มาส่งข้าวเหรอ”
“ค่ะ”
“ตอนเย็นไม่ต้องทำมานะ ข้าวเช้ายังไม่ได้กินเลย แค่กาแฟกับขนมปังก็อิ่มแล้ว เดี๋ยวกลางวันกินข้าวมื้อเมื่อเช้า ส่วนมื้อนี้ที่เธอทำมาเดี๋ยวเอาไว้กินตอนเย็นก็แล้วกัน”
“เอาอย่างนี้ก็ได้ค่ะ แล้วเย็นนี้ไปมั้ยคะ เหมือนเมื่อวาน”
“เธอว่างหรือเปล่าล่ะ ถ้าว่างก็ไปด้วยกัน”
“ว่างค่ะ สำหรับคุณหมอปิ่นว่างเสมอ” สายตาฟรุ้งฟริ้งถูกส่งไปให้คุณหมอแบบรัวๆ
“เป็นอะไรตาเจ็บเหรอ ล้างตาสักหน่อยมั้ยล่ะ”
“เฮ้อ...คนแก่ไม่รับมุขเลยไปดีกว่า”
“...........” แสงเหนือมองเธอเดินออกไปแล้ว เขาส่ายหน้าเบาๆแล้วเดินกลับไปที่บ้านพักเพื่อหยิบเอาข้าวที่เธอทำให้เมื่อเช้ามากินก่อน
ช่วงเย็น
ระหว่างทางไปหาสัญญาณมือถือ ผ่านแปลงผักของชาวบ้าน
“คุณหมอ...แวะก่อนค่า...” มีชาวบ้านโบกไม้โบกมือเรียกคุณหมออยู่ไกลๆ ชาวบ้านที่นี่ยิ้มแย้มและมีน้ำใจมาก ทุกคนที่เจอคุณหมอพวกเขามักจะทักทายแบบนี้เป็นประจำ
“ปิ่นชาวบ้านเขาพูดว่าอะไรน่ะ”
“เขาบอกให้แวะ จอดค่ะ” คุณหมอจอดรถแล้วพากันเดินไปที่แปลงผักของชาวบ้าน
“คุณหมอเอาพักไปกินค่ะ” ชาวบ้านส่งผักให้คุณหมอ แต่ผักที่ส่งให้แสงเหนือไม่เคยเห็นมาก่อน เขาเลยไม่รู้ว่ามันกินแบบไหนแล้วรสชาติของมันอร่อยหรือเปล่า
“ขอบคุณครับ” ซึ่งเขาก็ยอมรับเอามา แต่ในปริมาณแค่พอกินเท่านั้น แล้วเดินกลับมาที่รถจักรยานเหมือนเดิม ผักที่ได้มาถูกใส่ไว้ในตะกร้าหน้ารถ
“ปิ่นผักนี่ทำอะไรกินได้เหรอแล้วรสชาติมันเป็นยังไง” เขาไม่เคยเห็นก็เลยถามดู
“อ่ะลองชิมสิ สดๆแบบนี้หวานมาก...” เธอทำท่ากัดใส่ปากให้เขาดูเป็นตัวอย่าง คุณหมอเลยลองเอามากัดชิมบ้าง คิดว่ามันน่าจะอร่อยเหมือนหน้าตาของเธอตอนที่ชิมให้เขาดูแต่ที่ไหนได้มันทั้งขมทั้งกวาด
“ยัยเตี้ย!!” ปิ่นงามเลือกที่จะวิ่งหนี ส่วนคุณหมอวิ่งไล่ตามหวังจะเอาคืนแต่สุดท้ายเขาก็ต้องยอมแพ้เพราะเหนื่อยก่อนเธอ