บทนำ

1743 Words
บทนำ “มึง! มันสนุกมากเลยอะ กูอ่านจบแล้ว” “จริงเหรอ งื้ออ~ กูน้ำตาจะไหล” มะนาวเพื่อนสาวคนสนิทเดินพุ่งมาที่โต๊ะเรียนของฉันทันทีที่มาถึงห้องเรียน ต้นเหตุก็เพราะนิยายเรื่องล่าสุดที่ฉันตั้งใจเขียนเพื่อจะส่งสำนักพิมพ์และเป็นผลงานในการขอโควตาเข้าคณะวารสารศาสตร์ที่ใฝ่ฝันไว้มานาน “ฉันชอบมากเลย แต่แอบเสียดายนะอยากให้คุณไฟเป็นพระเอก” “แกมันซาดิสม์” “ก็ฉันชอบแบบ หล่อ เลว แบดบอย อร๊ายย~” มะนาวพูดพลางแสดงท่าทางเขินแบบสุดๆ กับพระรองในเรื่องของฉัน ฉันเริ่มเขียนนิยายตอนอายุสิบหกเพราะความเพ้อฝันและความมโนเต็มเปี่ยมที่อยากมีพระเอกในดวงใจแบบในนิยายของตัวเอง จนตอนนี้ฉันกำลังจะอายุสิบแปดปีในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า ก็มีสำนักพิมพ์มาติดต่อให้ฉันเซ็นสัญญาเพราะนิยายเรื่องใหม่ของฉันนี่แหละ “แล้วตกลงว่ามึงบอกแม่แล้วเหรอ เรื่องเรียนมหา’ ลัย” “กู...กะว่าจะขอแม่เป็นของขวัญวันเกิดวะ” ระหว่างทางเดินกลับบ้านฉันคิดเรื่องนี้มาตลอด แม่ไม่อยากให้ฉันเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะแม่ไม่มีเงินส่งฉันเรียนแล้ว กรี๊ดดดดดดด! “แม่!” เสียงแม่ดังออกมาจากในบ้าน พร้อมกับเสียงเอะอะโวยวายดังไปหมด ฉันรีบวิ่งเข้าไปในบ้านภาพที่เห็นคือพวกผู้ชายสี่คนกำลังทุบทำลายข้าวของในบ้านของฉัน “แม่! พวกมันมาพังบ้านเราทำไม” “มันหาเงินน่ะสิ พ่อมึงบอกว่าเงินอยู่ในบ้าน” “เงินเหรอ มีเงินที่ไหนกัน แล้วพ่ออยู่ไหน” “พ่อมึงมันหนีไปแล้ว” พัง! “กรี๊ดด” หนึ่งในผู้ชายพวกนั้นมันโยนกล่องอะไรก็ไม่รู้ลงมาใส่แม่ “เงินอยู่ไหน!” “กูบอกพวกมึงแล้วไงว่าไม่มี!” “มึงอย่ามาตอแหล” “หยุดนะ! ถ้ามึงทำอะไรแม่กู กูจะแจ้งตำรวจ” ผู้ชายคนนั้นยกมือขึ้นมาจะตบหน้าแม่ฉัน แต่ฉันเอาตัวเองเข้าไปบังไว้ก่อน “ฮ่าๆๆ มึงได้ยินไหม มันบอกว่ามันจะแจ้งตำรวจ” ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ แล้วพวกมันก็รวมกลุ่มกันหัวเราะ ขำอะไรนักหนาวะ “เอาสิ! มึงไปเรียกมาเลย แต่เรียกมาเก็บศพแม่มึงนะ” “กรี๊ดดด” มันชักปืนออกมาจ่อที่หัวแม่ โอ๊ยยย~ รีบมาสักทีสิคุณตำรวจ “ถ้ามึงยังอยากมีชีวิตอยู่ ก็รีบเอาเงินมาคืนนายกูซะ” “ต่อให้มึงยิงกูให้ตายตอนนี้ กูก็ไม่รู้หรอกว่าเงินอยู่ที่ไหน แล้วกูก็ไม่รู้จะหาจากไหนไปให้มึง” พลั่ก! “แม่!” มันเอาด้ามปืนตบเข้าเต็มๆ ที่หน้าแม่ “มึงง!” ผัวะ! “มึงกล้าต่อยกูเหรอ” พลั่ก! ‘หยุดนะ! นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ’ เสียงตะโกนจากหน้าบ้านทำให้พวกมันรีบวิ่งหนีออกไปทางหลังบ้านทันที แต่ก็ไม่วายส่งสายตาอาฆาตมาให้ฉันกับแม่อยู่ดี “แกโทรแจ้งตำรวจเหรอ” “ฉันเองจ๊ะ” นี่แหละคุณตำรวจที่ฉันรอ บีมเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กของฉันเพราะเราอยู่บ้านตรงข้ามกัน และเขาคือต้นแบบพระเอกนิยายเรื่องล่าสุดของฉันด้วยล่ะ เอ่อ จริงๆ ฉันไม่ได้เป็นพวกเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อนะ แต่มันเป็นคนดี ดีจนควรจะเป็นพระเอกนิยายมากกว่าอยู่ในชีวิตจริง “ไอบีม มึงไม่กลัวมันหรือไง” “กลัวสิจ๊ะน้า แต่เป็นห่วงน้ากับไอแสบนี่มากกว่า” “หึ” หลังจากนั้นพวกเราก็ช่วยกันเก็บกวาดบ้านจนเสร็จ ฉันก็เดินออกมาส่งบีมหน้าบ้าน “ขอบใจมึงมากนะเว้ย” “เรื่องแค่นี้สบายมาก มึงอะตัวเล็กนิดเดียวอย่าทำเก่งไปหน่อยเลย” มันพูดพลางผลักหัวฉันเบาๆ ซึ่งสิ่งที่ฉันตอบกลับไปก็คือ… เพี๊ยะ! กระโดดตบหัวมันกลับนั้นเอง “ขอบใจมากเพื่อน ฮ่าๆ” “มึงนี่ ลามปาม” “ไปได้แล้ว กูจะกินข้าว” “เออๆ” ฉันเดินกลับเข้ามาในบ้านเห็นแม่กำลังทำไข่เจียวให้อยู่ ซึ่งมันเป็นไข่สองฟองสุดท้ายที่เหลืออยู่ในบ้านเราแล้วล่ะ “มากินข้าวแล้วไปอ่านหนังสือไป” “จ๊ะแม่ แล้วพ่อ..” “มึงอย่ามาทำให้กูไม่มีอารมณ์กินข้าวได้ไหม” หนึ่งอาทิตย์ต่อมา “มึงรีบเปิดดูเร็วๆ ดิวะ” “โอ๊ยยย ก็กูตื่นเต้นมึงเข้าใจไหมเนี้ย” วันนี้เป็นวันประกาศผลโควตาเข้าเรียนคณะวารสารศาสตร์ ซึ่งมันก็ตรงกับวันเกิดฉันพอดิบพอดี ตอนนี้ฉันนั่งลุ้นกับมะนาวจนฉี่จะราดอยู่แล้ว “เอามานี่กูดูเอง” มะนาวแย่งโทรศัพท์มือถือของฉันไปดูเอง แต่อยู่ๆ มันก็หน้าถอดสีขึ้นมา “เขารับกี่คนวะ” “หะ ห้าคน ทำไมวะ ไม่มีชื่อกูใช่ไหม” เฮ้ออ~ ว่าแล้วเชียว “อะ ดีใจด้วยนะมึง มึงได้ที่สอง” มะนาวยื่นโทรศัพท์คืนมาให้ฉันพลางตบบ่าเบาๆ เพื่อปลอบใจ “เออ ไม่เป็น.. หะ กะ กูได้ที่สองเหรอ” ฉันรีบก้มลงดูในโทรศัพท์ทันที โควตาลำดับที่สอง ‘นางสาวพัชรินทร์ หนึ่งสวัสดิ์’ “กรี๊ดดดดดดดดดด กูติดแล้ว” “เออออ ดีใจด้วยมึง” ฉันลุกขึ้นกระโดดกอดมะนาวพร้อมกับกรี๊ดออกมาเสียงดัง ทำเอาคนที่นั่งอยู่แถวนั้นหันมามองกันเป็นตาเดียว แต่ใครจะไปสนใจล่ะ ก็ฉันดีใจนี่ “อะนี่ ของขวัญวันเกิดแล้วก็ยินดีกับมึงด้วย” มะนาวยื่นสมุดเลคเชอร์หน้าปกสีชมพูที่ติดสติ๊กเกอร์การ์ตูนน่ารักมาให้ฉัน “ขอบใจมากนะมึง” ฉันรับมาเก็บสมุดลงในกระเป๋าแล้วเราก็ไปเข้าเรียนกันปกติ จนเลิกเรียนฉันรีบกลับบ้านทันที วันนี้ฉันจะต้องขอแม่เรียนต่อให้ได้ ในเมื่อแม่ไม่อยากให้ฉันเรียนเพราะไม่มีเงินส่ง แต่ฉันได้โควตาเรียนฟรีมาแล้ว แม่จะต้องให้ฉันเรียนต่อสิ ใช่มั้ย เฮ้อออ~ ฉันคุย กับใครวะ “จ๊ะเอ๋” “ว้ายย ตาเถร! อิพริกกูตกใจหมด” ฉันเดินเข้าไปจี้เอวแม่ที่กำลังนั่งร้อยมาลัยสำหรับขายเช้าวันพรุ่งนี้อยู่ ตอนเช้าแม่จะขายพวงมาลัยและน้ำเต้าหู้ ช่วงบ่ายก็ไปรับจ้างทำความสะอาดแล้วแต่ว่าเขาจะจ้างไปที่ไหน “มาจ๊ะ ฉันช่วยร้อย” “ไม่ไปอ่านหนังสือเหรอมึงอะ” “โอ๊ย ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงสอบสักหน่อยแม่” แม่หันไปมองปฏิทินที่ติดอยู่ข้างฝาบ้าน ก่อนจะหันกลับมามองหน้าฉัน “วันนี้วันเกิดมึงนิ” “โหหห~ แม่จำวันเกิดฉันได้ด้วยอะ” “กูเจ็บเกือบตายทำไมจะจำไม่ได้” “ฮ่าๆ ปีนี้ฉันอายุสิบแปดแล้วนะแม่ ขอของขวัญวันเกิดหน่อยจิ” ฉันพูดพร้อมกับแบมือทั้งสองข้างไปข้างหน้าแม่ เพี๊ยะ! “เอาตีนกูนี่” “แม่อะ! แต่ไม่เป็นไรฉันเตรียมของขวัญมาเองเรียบร้อยแล้ว” “ของขวัญอะไรของมึง” ฉันหันไปหยิบโทรศัพท์เพื่อเปิดหน้าจอรายชื่อนักศึกษาผ่านโควตาเรียนฟรีให้แม่ดู “นี่จ๊ะ” “อะไร” “ฉันผ่านโควตาเรียนฟรีคณะวารสารศาสตร์แล้วนะจ๊ะแม่” แม่หยิบโทรศัพท์ไปดูแล้วหันกลับมามองหน้าฉัน “ไปสละสิทธิ์” “หา! ทำไมล่ะแม่” แม่ไม่ตอบฉันแต่ก้มหน้าร้อยมาลัยเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่ฉันพยายามมากขนาดนี้ทำไมแม่ไม่เห็นใจฉันบ้างล่ะ “แม่ไม่อยากให้ฉันไปเรียนเพราะไม่มีเงินส่ง แต่ว่านี่ฉันได้เรียนฟรีแล้วนะ” แม่ยังคงก้มหน้าร้อยมาลัยต่อไปไม่สนใจฉันที่ตอนนี้น้ำตาเริ่มเอ่อล้นขอบตาทั้งสองข้าง “แม่บอกฉันสิ ว่าทำไมแม่ไม่อยากให้ฉันไปเรียนต่อ ถ้าแม่เป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายล่ะก็ แม่ไม่ต้องกลัวเลยนะ ตอนนี้นิยายของฉันได้เซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์แล้วด้วย อีกหน่อยเราก็จะมีเงินกันแล้วนะแม่” “นี่มึงเอาเวลาที่กูส่งไปเรียนไปแต่งนิยายไร้สาระอะไรนั้นเหรอ ห๊ะ!” “ไม่ไร้สาระนะแม่ ตอนนี้มันทำให้ฉันมีงานและมีที่เรียนต่อนะ” “นักแต่งนิยายไส้แห้งแบบนั้นมันจะไปได้สักกี่น้ำ ที่กูพูดมาตลอดนี่มันไม่เข้าสมองมึงเลยใช่ไหม” แม่พูดไปด้วยผลักหัวฉันไปด้วย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปที่ห้องนอนฉัน “ไหน! ไอต้นฉบับอะไรของมึงมันอยู่ไหน ห๊ะ” “อย่านะแม่ แม่จะทำอะไร” ฉันรีบลุกขึ้นวิ่งตามเข้าไป ซึ่งแม่กำลังยืนฉีกกระดาษ ต้นฉบับนิยายของฉัน ยิ่งพยายามแย่งกันมันก็ยิ่งขาด จนตอนนี้ต้นฉบับของฉันเหลือเพียงแค่เศษกระดาษที่หล่นกระจัดกระจายอยู่เต็มห้อง “ฮือๆๆๆ ทำไมแม่ต้องทำกับฉันแบบนี้” “คนจนๆ แบบเรามันไม่มีทางที่คนเขาจะยอมรับหรอก มึงเลิกหวังเป็นนักเขียนลมๆ แล้งๆ ของมึงได้แล้ว มึงต้องออกมาช่วยกูทำงาน ไม่ต้องเรียนต่อแล้ว” “ฮือๆๆ แม่ใจร้าย” “ใจร้ายเหรอ! ที่กูทนเลี้ยงมึงมาจนโต มาเถียงกูฉอดๆ แบบนี้ก็บุญหัวแค่ไหนแล้ว มึงดูสิอาทิตย์หนึ่งแล้วที่พ่อมึงหายหัวไปเนี้ย กูยังใจร้ายอยู่อีกเหรอห๊ะ!” แม่พูดพลางนั่งลงเขย่าไหล่ฉันทั้งสองข้าง “ฮือๆๆ” “อีพริก! เอออ! มึงจะไปตายที่ไหนก็ไปเลย” ฉันตัดสินใจลุกขึ้นวิ่งออกมาจากบ้าน เสียงเรียกของแม่ที่ดังตามหลังมาไม่ได้ทำให้ฉันอยากเดินกลับเข้าไปเลย ซ่า! อยู่ๆ ฝนก็ตกกระหน่ำลงมา แต่ฉันก็ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าจะเดินไปที่ไหน ทั้งโทรศัพท์และกระเป๋าเงินก็ไม่ได้เอาออกมา หึ! น่าตลกสิ้นดีที่เวลานี้ฉันยังคงคิดถึงกระเป๋าเงินทั้งที่ข้างในมันก็มีเงินอยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยบาทด้วยซ้ำ ปรี๊นนนนนนนนนนนนนนนน! เสียงบีบแตรรถดังยาวก่อนที่แสงไฟรถจะสาดส่องเข้ามาที่ฉันและไม่ทันที่จะได้ขยับตัวหนี โครม! นั้นคงเป็นภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นก่อนสติทุกอย่างจะดับวูบไป
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD