ความหลังที่หวนคืน

1309 Words
ในอาณาบริเวณของบ้านสวนวราสินธุ์ ซึ่งกินพื้นที่หลายสิบไร่ในแถบชานเมือง เต็มไปด้วยต้นหมากรากไม้นานาพรรณ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นทุเรียน และกล้วยหอม นอกจากนี้ยังมีผลไม้ชนิดอื่นถูกปลูกเอาไว้อย่างละนิดอย่างละหน่อยคละเคล้ากันไป ลึกเข้าไปด้านใน คือเรือนไม้สักทองยกสูงหลังใหญ่มหึมา ที่ห้อมล้อมไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับหลากหลายสายพันธุ์ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลอดทั้งวัน เจ้าของเรือนสีผมดอกเลา ที่ผ่านชีวิตมาหลายทศวรรษ ทว่าก็ยังคงความคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง เดินออกมาบริเวณชานเรือนเพื่อเมียงมองหาใครบางคน กระทั่งดวงตาของท่านไปสะดุดเข้ากับร่างอรชรที่อยู่ในแปลงดอกไม้ท่ามกลางแดดจ้าในยามใกล้เที่ยง “ตายแล้ว! ยัยพู่! ลงไปทำอะไรตรงนั้นลูก” เสียงหญิงชราดังกังวานมาจากบนเรือน ทำให้คนถูกเรียกที่กำลังพรวนดินแปลงดอกไม้ต้องเงยหน้าขึ้นไปมอง เมื่อเห็นเจ้าของเคหสถานยืนมองอยู่บนระเบียงของเรือนไม้สักทองยกสูงหลังใหญ่ เธอก็ยิ้มแฉ่งออกมา “พู่กำลังลงกุหลาบชุดใหม่ให้คุณย่าค่ะ” “แล้วหนูจะไปจับจอบจับเสียมเองทำไมกัน คนงานในบ้านเยอะแยะ รีบขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย มานวดให้ย่าดีกว่า” “ค่ะ คุณย่า” แพรชมพูขานรับเสียงสดใส พลางมองคุณย่าอบเชยเดินหายเข้าไปในเรือน “พู่ฝากที่เหลือด้วยนะคะ” หญิงสาวหันไปกล่าวกับเหล่าคนงานที่คอยช่วยเป็นลูกมือให้เธอ จากนั้นแพรชมพูก็รีบเดินขึ้นเรือนไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และรีบออกมาหาคุณย่าอบเชยที่ห้องนั่งเล่น หญิงชราเห็นแพรชมพูเดินเข้ามาก็ยกยิ้มอ่อนโยนด้วยความเอ็นดู ท่านค่อย ๆ เอนกายพิงหมอนรูปทรงสามเหลี่ยมในท่าตะแคง ก่อนที่ แพรชมพูจะเข้ามานวดเฟ้นแข้งขาของท่านด้วยความตั้งอกตั้งใจ “ทีหน้าทีหลังจะทำอะไรก็ให้คนงานช่วยนะลูก เดี๋ยวมือไม้ก็หยาบกร้านกันพอดี” "โธ่ คุณย่าขา พู่ก็แค่อยากทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้คุณย่าบ้างนี่คะ" “ทุกวันนี้ หนูก็ช่วยงานย่าสารพัดสารเพ ยังไม่พออีกเหรอลูก” “คุณย่ามีบุญคุณกับพู่มาก แค่นี้ยังไม่พอหรอกค่ะ” ได้ยินแบบนั้นหญิงชราก็ยิ้มออกมา พลางจ้องมองเด็กสาวในอุปการะด้วยความรักและเมตตา แรกเริ่มเดิมที แพรชมพูเป็นหลานสาวของหัวหน้าแม่บ้านคนเก่าคนแก่ของคุณย่าอบเชย ที่มาด่วนจากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งในตอนนั้น แพรชมพูอายุเพียงแค่สิบขวบ หนำซ้ำยังไม่มีญาติมิตรที่ไหน ท่านจึงตัดสินใจรับอุปการะเด็กน้อย อุ้มชูเลี้ยงดูดั่งลูกหลานคนหนึ่ง ยิ่งเลี้ยงก็ยิ่งรักยิ่งผูกพัน ยิ่งนานวันผ่านไปแพรชมพูก็เปรียบเสมือนเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ จากเด็กกะโปโลที่ชอบวิ่งเล่นตามร่องสวน ไร่นา บัดนี้ได้เติบโตขึ้นมาเป็นสาวสวยสะพรั่ง อีกทั้งยังขยันขันแข็งและกตัญญูรู้คุณ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ทว่า...ท่านก็อยากให้แพรชมพูได้ออกไปดูโลกกว้าง ได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่มาขลุกอยู่กับไม้ใกล้ฝั่งแบบนี้ “แล้วนี่ไม่คิดจะเรียนต่อปริญญาโท ปริญญาเอกเหรอลูก หรือไปเรียนเมืองนอกไหม” หญิงชราเอ่ยถามบัณฑิตป้ายแดงที่เพิ่งจะรับปริญญาไปหมาด ๆ “ไม่เรียนแล้วค่ะ อยู่ช่วยงานคุณย่าดีกว่า” “จะต้องให้ย่าพูดอีกกี่ครั้งกัน หืม คนงานในบ้านตั้งเยอะตั้งแยะจะไปแย่งงานเขาทำไม หรือหนูอยากไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา ไปล่องเรือสำราญกับคุณลุงคุณป้าไหมลูก” คุณย่าอบเชยกล่าวถึงลูกชายและลูกสะใภ้ที่กำลังจะเตรียมตัวออกท่องเที่ยวหลังวางมือจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ท่านทั้งสองได้ก่อตั้งขึ้น “ไม่เอาหรอกค่ะ ไปตั้งนาน พู่คิดถึงคุณย่าจนลงแดงตายกันพอดี” ได้ยินแบบนั้นคุณย่าอบเชยก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด หมดเรี่ยวแรงจะต่อบทสนทนา ท่านเอื้อมไปคว้าสมาร์ตโฟนที่อยู่ใกล้มือมากดเข้าไปในไลน์กลุ่มส่งข้อความทักทายเพื่อนฝูงในวัยเดียวกัน “อุ๊ยตาย! วันนี้วันพฤหัสแล้วเหรอลูก” ท่านหันมาถามแพรชมพูด้วยความตกใจเล็กน้อย “ค่ะ คุณย่ามีอะไรหรือเปล่าคะ” “ถ้างั้นวันมะรืนตาวีร์ก็กลับมาแล้วล่ะสิ” สิ้นเสียงของหญิงชรา ดวงตาคู่สวยพลันสั่นไหว พร้อมหัวใจดวงน้อยที่กระตุกเต้นผิดจังหวะ “มะรืนนี้แล้วเหรอคะ” “จ้ะ ย่าก็ลืมไปเสียสนิทเลย ไม่ได้การแล้ว ย่าว่าเราไปตลาดกันดีกว่าลูก ย่าจะเตรียมของทำอาหารให้พี่เขา เผื่อมีอะไรขาดเหลือจะได้สั่งแม่ค้าไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ” “งั้นเราออกไปพร้อมกันเลยดีไหมคะคุณย่า พู่จะเข้าไปตรวจบัญชีค่าแผงที่ออฟฟิศด้วย" “ไป งั้นไปกันลูก” ว่าจบท่านก็หยัดกายลุกขึ้นนั่งตัวตรง แพรชมพูก็รีบเข้าไปช่วยประคองให้คุณย่าอบเชยค่อย ๆ ยืนขึ้น ก่อนจะเดินพาหญิงชราไปส่งที่ห้องนอนใหญ่ฝั่งซ้ายของเรือน จากนั้นเธอก็เดินกลับมายังห้องนอนของตนเองที่อยู่ฝั่งขวา ทันทีที่ประตูไม้สักทองบานใหญ่ปิดลง ร่างบางก็ทิ้งน้ำหนักยืนพิงบานประตู ก่อนยกมือข้างขวาขึ้นวางบนหน้าอกด้านซ้าย นานกว่า 5 ปี ที่ปวีร์ วราสินธุ์ หลานชายเพียงคนเดียวของคุณนายอบเชย วราสินธุ์ เดินทางไปศึกษาต่อและทำงานที่ประเทศอังกฤษ เมื่อได้รับรู้ว่าชายหนุ่มกำลังจะเดินทางกลับมา ก็พลันทำให้ภาพความทรงจำ และความรู้สึกในอดีตหวนคืนกลับมา “คุณวีร์...” เสียงหวานเอ่ยชื่อคนไกลออกมาแผ่วเบา แพรชมพูเดินมาเกาะขอบหน้าต่างเหม่อมองท่าน้ำหลังบ้านด้วยแววตาสั่นไหว สิบสองปีก่อน หลังจากยายอันเป็นที่รัก ผู้เป็นญาติเพียงคนเดียวของเธอลาจากโลกนี้ไป ราวกับโลกทั้งใบถล่มทลาย ความเศร้าโศกเสียใจเข้าถาโถมเด็กสาวตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เธอมักแอบมานั่งร้องห่มร้องไห้ที่ท่าน้ำนั้นเกือบทุกวัน แต่แล้ววันหนึ่งเกิดพลัดตกลงไป ด้วยอุณหภูมิอันเย็นเฉียบของน้ำในช่วงฤดูหนาว ประกอบกับร่างกายบอบบางที่แทบไม่ได้กินไม่ได้นอน ทำให้เธอไร้เรี่ยวแรงจนไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ ในขณะที่เธอกำลังดำดิ่งข้ามเส้นระหว่างความเป็นกับความตาย ก็ได้ปวีร์ที่เสี่ยงชีวิตลงไปช่วยเธอขึ้นมา ทำให้เธอไม่ต้องกลายเป็นผีเฝ้าท่าน้ำ นอกเหนือจากคุณย่าอบเชยแล้ว เธอก็ได้รับกำลังใจจากปวีร์ ทำให้ผ่านพ้นความทุกข์หนักหนาสาหัสนั้นมาได้ แพรชมพูจึงทั้งรักและเทิดทูนสองย่าหลานอย่างที่สุด เมื่อวันที่ปวีร์เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็ทำให้เธอเศร้าซึมอยู่นานสองนานกว่าจะทำใจได้ และในวันที่ปวีร์ต้องใจสลายเนื่องจากถูกคู่หมั้นทรยศหักหลัง ไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนสนิทของปวีร์ ในตอนนั้นแพรชมพูอายุเพียงแค่ 17 ปี เวลาที่เธอเห็นสภาพหมดอาลัยตายอยากของชายหนุ่ม หัวใจของเธอก็เจ็บปวดรวดร้าวไม่แพ้กัน บ่อยครั้งที่เธอมักจะแอบร้องไห้ไปกับเขา ตอนนั้นเธอก็ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร กระทั่งหลังจากนั้นเพียงไม่นานเธอก็ตระหนักได้ว่า เธอตกหลุมรักปวีร์เข้าเสียแล้ว...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD