รถเอสยูวีสัญชาติยุโรป ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมุ่งหน้าออกจากเมืองหลวงสู่บ้านสวนวราสินธุ์ที่อยู่ชานเมือง
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ร่างสูงใหญ่กำยำ นั่งอยู่ภายในห้องโดยสารด้านหลังของรถเอสยูวีคันงาม เมื่อล้อทั้งสี่ขับเคลื่อนเข้าสู่อาณาบริเวณของบ้านสวนวราสินธุ์ เขาก็ยกมือขึ้นดึงแว่นกันแดดออกจากกรอบหน้าคมคร้าม พลางจ้องมองบรรยากาศอันแสนร่มรื่น ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ล้วนแล้วแต่เขียวขจีเพลินตาเพลินใจดังเช่นวันวานไม่เคยเปลี่ยน
เมื่อครั้งอดีต ในช่วงปิดภาคเรียนและวันหยุดยาว เขามักจะมาเยี่ยมเยียนผู้เป็นย่าเป็นประจำ
ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำดี ๆ ที่น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นความเมตตาใจดีของคุณย่าอบเชย เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของบรรดาคนงานที่อยู่ใต้ใบบุญของคุณย่า และที่ชายหนุ่มเกือบลืมไปก็คงจะเป็นความน่ารักสดใสของเด็กหญิงคนหนึ่งที่คุณย่าได้อุปการะเลี้ยงดูเอาไว้ ป่านนี้คงเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ดีไม่ดีอาจแต่งงานมีครอบครัวไปแล้วก็ได้
ทันทีที่ล้อทั้งสี่ของรถเอสยูวีจอดนิ่งสนิท
พลขับหนุ่มก็รีบลงมาเปิดประตูห้องโดยสารด้านหลังให้กับผู้เป็นนาย
“คุณวีร์จะให้ผมยกกระเป๋าลงเลยไหมครับ” คนถูกถามทำหน้าครุ่นคิดชั่วขณะพลางยกข้อมือขึ้นมาดูหน้าปัดนาฬิกา และพบว่าเวลาล่วงเลยมาจนเกือบบ่ายสามโมงแล้ว
เดิมทีตามกำหนดการ เขาจะต้องเดินทางมาถึงที่นี่ตั้งแต่ช่วงเช้า ทว่าเที่ยวบินเกิดดีเลย์จึงทำให้ล่าช้าไปหลายชั่วโมง
“บ่ายสาม นี่ถ้าฉันทานข้าวกับคุณย่าแล้วรีบกลับมีหวังโดนบ่นหูชาตั้งแต่วันแรก”
“งั้นเดี๋ยวผมยกกระเป๋าลงให้นะครับ”
“อืม...เรียบร้อยแล้วนายก็กลับบ้านใหญ่ไปได้เลยนะ พรุ่งนี้สาย ๆ ค่อยมารับฉัน”
“ครับคุณวีร์”
ปวีร์ดึงสายตากลับมาจ้องมองเรือนไม้สักหลังงาม ก่อนยกยิ้มมุมปาก จากนั้นชายหนุ่มก็ก้าวเดินขึ้นบันได พลางสอดส่ายสายตามองหาประมุขของบ้าน กระทั่งไปสะดุดเข้ากับร่างผ่ายผอมของ
หญิงชราที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาไม้สักบุหวายตัวยาวกลางบ้าน โดยมีหัวหน้าแม่บ้านที่ชายหนุ่มคุ้นหน้าค่าตาเป็นอย่างดีกำลังนั่งบีบนวดให้ท่าน
เมื่อหัวหน้าแม่บ้านเงยหน้าขึ้นมาเห็น
ชายหนุ่ม หล่อนก็ทำท่าจะอ้าปากร้องออกมา เขาจึงรีบยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้หล่อนหยุดการกระทำนั้นอย่างว่องไว
ด้านคุณย่าอบเชยที่กำลังนั่งเอนหลังหลับตาพริ้มก็กำลังพร่ำบ่นกับคนข้างกายไม่หยุด
“เฮ้อ มะลิเอ๊ย แต่ละคนทำฉันปวดเศียรเวียนเกล้าจริง ๆ เลย ตาวีร์บอกว่าจะมาถึงตั้งแต่เช้าจนป่านเงียบเป็นเป่าสาก โทรไปก็ติดต่อไม่ได้ ส่วนยัยพู่ก็หายไปทำบัญชีที่ตลาดตั้งแต่เช้า ป่านนี้ยังไม่กลับ”
คุณย่าอบเชยร่ายยาวเป็นหางว่าว ทว่าขณะที่ท่านกำลังหลับตาอยู่นั้น มะลิก็หยุดมือไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มนวดเฟ้นต่อ หากแต่น้ำหนักมือที่ต่างออกไปทำให้หญิงชราลืมตาขึ้นมา
“ว้าย! ตาเถร” คุณย่าอบเชยร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาพบกับหลานชายที่เพิ่งบ่นถึงไปหยก ๆ
“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...ผมเองครับคุณย่า ตาเถรที่ไหนกันเล่า”
“ไอ้หลานคนนี้นี่ เล่นพิเรนทร์จริงเชียว ย่าตกใจหมด” หญิงชราทำท่าจะง้างมือขึ้นฟาดหลานชาย ทว่าปวีร์ฉวยโอกาสก้มลงกราบแทบเท้าผู้เป็นย่าเสียก่อน ทำเอาท่านยิ้มกว้างออกมา ก่อนวางมือลงบนศีรษะของหลานรัก
“ผมกลับมาแล้วครับคุณย่า” ว่าจบก็หยัดกายขึ้นกอดลำตัวผอมแห้ง ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มเหี่ยวย่นฟอดใหญ่ "คิดถึงคุณย่านะครับ"
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านเรานะลูก เฮ้อ แต่กว่าจะมาได้เอาซะความดันย่าจะขึ้น”
“เที่ยวบินมันดีเลย์น่ะครับ” ว่าจบชายหนุ่มก็หย่อนสะโพกนั่งลงเคียงข้างคุณย่าอบเชย
“แล้วนี่ไปเจอพ่อแม่มาหรือยัง”
“ยังเลยครับ”
“อ้าว แล้วทำไมไม่ไปหาพ่อกับแม่เราก่อนล่ะลูก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็จะเดินทางกันแล้วนี่”
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้เจอกับครับ นัดทานข้าวกันก่อน แล้วผมก็ไปส่งที่สนามบิน คุณย่าจะไปด้วยกันไหมครับ” ปวีร์เอ่ยถามพลางประคองมือเหี่ยวย่นของท่านมากุมเอาไว้ ก่อนออกแรงบีบนวดให้ท่านดังเช่นที่เคยทำเมื่อครั้งวันวาน
“จะว่าไปย่าก็อยากไปเหมือนกันนะ แต่ถ้าจะไปก็ต้องเอายัยพู่ไปด้วย”
“พู่?” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมคิ้วขมวดย่น
“ก็หลานยายผันไงลูก จำได้ไหม ที่วีร์เคยช่วยน้องไว้เมื่อหลายปีก่อนตอนน้องจมน้ำน่ะ”
“อ๋อ...” เมื่อคุณย่าอบเชยว่าแบบนั้น
ชายหนุ่มก็นึกได้ขึ้นมา เด็กน้อยคนนั้นยังคงติดอยู่ในความทรงจำที่เริ่มเลือนราง อีกทั้งเขายังลืมชื่อเสียงเรียงนามไปแล้วเสียด้วยซ้ำ
“ดีเหมือนกันครับ ไปกันหลายคนก็ดี”
เมื่อได้ข้อสรุปดังนั้น คุณย่าอบเชยจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา หันมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบหลานชายสุดที่รัก ส่วนคนถูกถามก็เล่าให้คนเป็นย่าฟังอย่างละเอียดยิบ กระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนเกือบห้าโมงเย็น สองคนย่าหลานก็ได้ยินเสียงกระดิ่งจักรยานดังแว่วมาแต่ไกล
“เอ๊ะ! เสียงจักรยานของยัยพู่หรือเปล่านะ”
หญิงชราว่าจบก็ทำท่าจะลุกขึ้นจากโซฟา ทว่าปวีร์กลับเอื้อมมือมารั้งท่านเอาไว้
“เดี๋ยวผมออกไปดูให้ก็ได้ครับ คุณย่านั่งรอใจเย็น ๆ ตรงนี้เถอะครับ”
สิ้นเสียงทุ้มชายหนุ่มก็หยัดกายลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง ก่อนก้าวเท้าเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น ตรงไปยังบันไดหลักด้านหน้าเรือน
ในขณะที่เขาเดินไปถึงหัวบันได ก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ปวีร์เห็นร่างบางซึ่งเป็นเจ้าของเสียงฝีเท้ากำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ชายหนุ่มพยายามเบี่ยงตัวหลบ หากแต่คนตัวเล็กเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งขึ้นบันไดโดยไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมาแม้แต่น้อย ทำให้ทั้งคู่ชนกันเข้าอย่างจัง
“ว้าย!” เสียงหวานร้องออกมาด้วยความตกใจ และเธอก็เสียหลักจนเกือบกลิ้งตกบันได ทว่าโชคดีที่ได้อ้อมแขนแกร่งโอบรั้งเอวบางเอาไว้ได้ทัน จากนั้นเขาก็ออกแรงดึงเธอเข้ามาแนบกาย
ดวงหน้าสวยซบอยู่บนแผงอกกว้าง กลิ่นสะอาดสดชื่นจากน้ำหอมผู้ชายแบรนด์ดังเข้ากระทบจมูกเล็ก กลิ่นนั้นช่างคุ้นเคยจนเธอเอะใจต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย และใบหน้าหล่อเหลาที่ประจักษ์ต่อสายตาทำเอาหัวใจดวงน้อยแทบหยุดเต้น
‘ทำไม...คุณวีร์ถึงยังอยู่ที่นี่’
นั่นคือเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวของแพรชมพู
เธออุตส่าห์ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ด้วยหวังว่าจะได้ไม่เจอเขา อีกทั้งยังเตร็ดเตร่อยู่ที่ออฟฟิศในตลาดเพื่อทอดเวลาออกไปจนกระทั่งดวงอาทิตย์ใกล้จะตกดิน จากนั้นจึงค่อยกลับมา ด้วยคิดว่าปวีร์คงกลับไปแล้ว
แต่...เธอคิดผิดถนัด
“คุณวีร์...” เสียงหวานเอ่ยชื่อชายหนุ่มแผ่วเบา ทำคนที่มัวแต่ตกตะลึงในความงดงามของคนตัวเล็กเริ่มได้สติ
“นี่เรารู้จักกันด้วยเหรอครับ”
เขาเอ่ยถามพร้อมใบหน้าฉงนสนเท่ห์ ทว่ายังไม่ทันที่แพรชมพูจะได้เอ่ยตอบกลับไป คุณย่าอบเชยก็เดินเข้ามาพอดี
“ตายแล้ว! เกิดอะไรขึ้นลูก ทำไมกอดกันกลมแบบนั้นล่ะ”
เสียงของหญิงชรา ทำให้ทั้งคู่ต้องรีบผละออกจากกัน แพรชมพูรีบสืบเท้าออกห่างจากร่างสูง ก่อนจะหยุดยืนนิ่งก้มหน้างุด ๆ ด้วยความเขินอาย
ด้านปวีร์ก็ยังคงไม่ยอมละสายตาจากเธอเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“เข้าไปข้างในกันเถอะลูก ข้างนอกยุงชุม”
ว่าจบคุณย่าอบเชยก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในเรือน แพรชมพูจึงเร่งซอยเท้าเดินตามไปติด ๆ โดยมีดวงตาคู่คมจ้องมอง พร้อมกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนที่เขาจะเดินตามสองสาวต่างวัยเข้าไป