แพรชมพูเดินประคองคุณย่าอบเชยไปนั่งบนโซฟาไม้สักบุหวายตัวยาว ก่อนที่เธอจะเดินเลี่ยงไปนั่งบนโซฟาเดี่ยวที่อยู่ถัดไป เพื่อให้ปวีร์ได้นั่งข้างท่าน
“ทำไมกลับมาเอาป่านนี้ล่ะลูก หืม” หญิงชราเอ่ยถามเด็กสาวในอุปการะด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คือ...พู่คิดบัญชีผิดหลายรอบเลยค่ะ”
“อะไรกันลูก พู่เนี่ยนะจะคิดผิด...” คุณย่าอบเชยกล่าวออกมาด้วยความแปลกใจ เนื่องจากผิดวิสัยยิ่งที่คนละเอียดรอบคอบเช่นแพรชมพูจะคิดบัญชีผิดพลาด “หรือว่างานหนักไป หนูจะพักแล้วให้คนอื่นทำแทนก็ได้นะลูก”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณย่า น่าจะเป็นเพราะเมื่อคืนพู่นอนไม่ค่อยหลับค่ะ ก็เลยล้า ๆ ไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่”
แพรชมพูพยายามหาเหตุผลให้คุณย่าอบเชยเบาใจ ทว่าพอมองเลยไปข้างกายท่าน ดวงตาคู่คมก็กำลังจ้องมองเธอไม่เลิกราเสียที ทำเอาคนถูกมองไม่รู้จะปั้นหน้าอย่างไรจึงรีบหลุบตามองต่ำ
ด้านหญิงชราที่เห็นอาการของแพรชมพูจึงหันไปทางหลานชาย
“อ้าว ยัยพู่ จำพี่วีร์ไม่ได้เหรอลูก ทำอย่างกับคนไม่เคยรู้จักกัน”
“พู่จำได้ค่ะคุณย่า สวัสดีค่ะคุณวีร์” เธอหันไปยกมือไหว้ชายหนุ่มด้วยอาการประหม่า ปวีร์ก็ยกมือขึ้นรับไหว้พร้อมส่งยิ้มให้เธอ
“แต่ผมจำไม่ได้เลยครับคุณย่า” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นโดยไม่ยอมละสายตาจากเธอ
“วีร์จะจำไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอก ตอนที่วีร์ไปเรียนต่อ ตอนนั้นยัยพู่ยังเรียนมัธยมอยู่เลย สิวงี้ขึ้นเต็มหน้าไปหมด ย่าต้องส่งไปหาหมอรักษาอยู่ตั้งนาน พอเข้ามหาลัยก็สวยพอดี หนุ่ม ๆ งี้ตามจีบเป็นพรวน”
“คุณย่าคะ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ”
แพรชมพูขัดขึ้นด้วยความเขินอาย แม้จะมีชายหนุ่มมากหน้าหลายตาเข้ามาแจกขนมจีบเธออยู่เนือง ๆ ไม่เคยขาด แต่ก็ไม่ได้แห่กันมาเป็นพรวนขนาดนั้น อีกอย่างหนึ่งเธอก็ไม่ได้ตกลงปลงใจคบใคร เพราะในหัวใจของเธอนั้นมีใครคนหนึ่งอยู่แล้ว
เมื่อคิดได้แบบนั้น เธอจึงเหลือบมองคนตัวโต และก็พบว่าเขากำลังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“ถ้ามีคนมาจีบเยอะอย่างที่คุณย่าว่า แสดงว่าพู่ก็มีแฟนแล้ว…” จู่ ๆ ปวีร์ก็โพล่งออกมา
“จะไปมีได้ยังไงกันล่ะ ใครจีบก็หนีเขาหมด มิหนำซ้ำพอเรียนจบมายังตัวติดย่าเป็นตังเม วัน ๆ ก็อยู่บ้านกับทำงานที่ตลาด ไม่เปิดโอกาสให้หนุ่มที่ไหนเลย”
ได้ยินแบบนั้นริมฝีปากหยักก็กระตุกยิ้มพึงพอใจ ก่อนรีบปรับสีหน้าให้เรียบเฉย
“เฮ้อ...ย่าล่ะกลัวเหลือเกินว่าหลาน ๆ ของย่าจะขึ้นคานกันหมด” คำกล่าวของคนเป็นย่า ทำเอา
ปวีร์ถึงกับชะงัก
“แล้วไหงถึงวกมาที่ผมได้ล่ะครับ”
ชายหนุ่มเอ่ยถามหน้าตาเหลอหลา แพรชมพูเห็นท่าทีของเขาก็หลุดยิ้มออกมา รอยยิ้มพิมพ์ใจอันสดใสงดงาม ทำคนตัวโตเผลอมองอย่างลืมตัว พร้อมความรู้สึกคันยุบยิบที่ก้อนเนื้อในอกข้างซ้าย
ยิ่งมองก็ยิ่งไม่อยากเชื่อเลยว่าเด็กน้อยไร้เดียงสาท่าทางกะโปโล อีกทั้งยังชอบเล่นจนเนื้อตัวมอมแมมในวันวาน จะเติบโตขึ้นมาสวยสะพรั่งได้ขนาดนี้
“เอ่อ คุณย่าคะ พู่ว่าพู่ลงไปดูในครัวดีกว่าค่ะ นี่ก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว เดี๋ยวคุณย่าต้องทานยาด้วย”
เมื่อถูกมองหนักเข้า แพรชมพูจึงหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์ตรงหน้า แต่ทว่า...
“ไม่ต้องลูก เดี๋ยวย่าลงไปเอง หนูไปดูห้องนอนให้พี่วีร์เขาดีกว่าว่าเรียบร้อยดีไหม”
“คะ? คุณวีร์จะค้างที่นี่เหรอคะ”
“จ้ะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เราต้องไปส่งพ่อแม่ตาวีร์ที่สนามบิน และก็น่าจะต้องค้างที่นั่นสักคืน หนูเตรียมเสื้อผ้าไปด้วยนะลูก”
ว่าจบคุณย่าอบเชยก็ลุกขึ้นเดินออกไป โดยที่แพรชมพูไม่มีโอกาสที่จะปฏิเสธ
เมื่อได้อยู่กันตามลำพังสองต่อสอง แพรชมพูจึงรีบผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมาเอ่ยกับปวีร์ด้วยความประหม่า
“เดี๋ยวพู่ขอตัวไปดูห้องให้คุณวีร์ก่อนนะคะ”
สิ้นเสียงหวาน ร่างบางก็เดินลิ่วออกไปอย่างว่องไว เธอเดินลึกเข้าไปจนถึงห้องนอนของชายหนุ่มที่อยู่ฝั่งขวาของเรือนเช่นเดียวกับเธอ ซึ่งถูกปิดเอาไว้ไม่ได้ให้ใครเข้ามาใช้ เนื่องจากประมุขของบ้านต้องการเก็บเอาไว้ให้หลานชายเพียงคนเดียวสามารถมาพักได้ทุกเมื่อ
คนตัวเล็กเปิดประตูเข้าไปด้านใน พลางไล่สายตามองไปรอบห้อง เครื่องเรือนทุกชิ้นสะอาดสะอ้านเนื่องจากได้รับการดูแลทำความสะอาดเป็นประจำ
“อ้าว ไม่มีผ้าห่มนี่นา” เธอบ่นออกมาเมื่อมองไปเห็นเตียงนอนไม้สักสี่เสาขนาดคิงไซต์ ที่มีเพียงหมอนสองใบวางอยู่ ก่อนที่เธอจะเดินไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้า หมายจะหยิบผ้านวมผืนหนาลงมาวางบน
ที่นอน
แต่ทว่าชั้นวางด้านบนสุดของตู้นั้นสูงเกินกว่าที่คนตัวเล็กจะเอื้อมถึง หญิงสาวพยายามเขย่งยืนบนปลายเท้าก็ยังไม่สามารถที่จะคว้าลงมาได้
“ฮึบ...อีกนิดเดียว”
สิ้นเสียงหวาน แผ่นหลังบอบบางก็ถูกทาบซ้อนด้วยกายแกร่ง พร้อมกลิ่นน้ำหอมสะอาดสดชื่นที่ลอยมากระทบจมูกเล็กทำเอาเธอใจสั่นระรัว ขาแข้งอันแสนบอบบางก็พลันอ่อนแรงขึ้นมาฉับพลัน และในเสี้ยววินาทีต่อจากนั้น แพรชมพูก็ล้มลงชนเข้ากับแผงอกกว้าง
“อุ๊ย พู่ขอโทษค่ะคุณวีร์”
เธอรีบผละจากชายหนุ่มออกมายืนห่างกันเป็นวา ปวีร์หันไปหยิบผ้านวมผืนหนาบนชั้นวางด้านบนได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะนำมาโยนลงบนเตียงนอน จากนั้นก็หันมาเผชิญหน้ากับคนตัวเล็ก
“นี่พู่กำลังกลัวผมเหรอ”
“เปล่านะคะ” เธอรีบเงยหน้าขึ้นมาปฏิเสธ
“แล้วเป็นอะไร ทำไมทำท่าอย่างกับจะหวาดผวาตลอดเวลาแบบนั้น”
“คือ...พู่...คงเป็นเพราะว่าเราไม่ได้เจอกันนานมั้งคะ”
“อืม ก็จริง เราไม่ได้เจอกันนานมาก ตอนเห็นพู่ตอนแรกผมยังตกใจจนเกือบทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน ใครจะไปคิดว่ายัยเด็กที่ชอบร้องไห้ขี้มูกโป่ง ชอบตามติด ร้องเรียกคุณวีร์อย่างนั้น คุณวีร์อย่างนี้ จะโตขึ้นมากขนาดนี้” แถมยังสวยมากอีกด้วย ซึ่งนั่นเขาก็ได้แต่บอกกับตัวเองในใจ
ด้านคนที่เคยเป็นยัยเด็กขี้มูกโป่งถึงกับทำปากคว่ำ เมื่อถูกแซวแบบนั้น
“คุณวีร์น่ะ พู่โตแล้วนะคะ”
เมื่อเห็นท่าทางที่ดูผ่อนคลายขึ้นของเธอ
ชายหนุ่มก็ยกยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับทำหญิงสาวใจเต้นแรงอีกครั้ง เธอจึงรีบเสมองไปอีกทาง กระทั่งไปสะดุดตาเข้ากับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่วางอยู่ปลายเตียง
“พู่ว่าพู่ขอตัวก่อนดีกว่าค่ะ คุณวีร์จะได้ทำธุระส่วนตัว ถ้ามื้อเย็นพร้อมแล้วพู่จะให้คนขึ้นมาตามนะคะ” ว่าจบ แพรชมพูก็รีบสาวเท้าก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับช่วยปิดประตูห้องให้เรียบร้อย ท่าทางลุกลี้ลุกลนของเธอทำเอาปวีร์อดขำไม่ได้