เช้าวันต่อมา รถตู้สีดำคันหรูพร้อมพลขับเข้ามารับปวีร์ที่บ้านสวนวราสินธุ์ โดยมีคุณย่าอบเชยและแพรชมพูร่วมเดินทางไปด้วยกัน
ซึ่งในวันนี้หญิงสาวคลายความประหม่าไปมาก เนื่องจากเมื่อวานได้พูดคุยกับปวีร์มากขึ้นจนเธอเริ่มคุ้นชิน ทว่าก็จะมีแต่หัวใจไม่รักดีที่มักจะกระโดดโลดเต้นไปเสียทุกครั้งที่ชายหนุ่มเข้ามาใกล้หรือส่งยิ้มอบอุ่นมาให้
ทั้งสามคนใช้เวลาเพียงไม่นานก็เดินทางมาถึงคฤหาสน์วราสินธุ์ที่อยู่ใจกลางเมืองหลวง
เมื่อครอบครัววราสินธุ์ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทุกคนก็ต่างแย่งกันพูดคุยเสียงดังลั่นบ้าน ทำเอาแพรชมพูอดยิ้มตามไม่ได้
“นี่ถ้าเจ้าวีร์ไม่ชวนมา คุณแม่ก็คงไม่มา” คุณวัชระแสร้งงอนมารดา เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาและภรรยาเอ่ยปากชวนคุณย่าอบเชยมาที่บ้านหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งท่านก็มักจะบ่ายเบี่ยงด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ทว่าพอเป็นหลานชายสุดที่รักเอ่ยปากเพียงแค่คำเดียวก็ยอมมาทันที
“ไม่เกี่ยวเลยย่ะ ฉันน่ะตั้งใจจะมาอยู่แล้ว”
“จริง ๆ นะคะคุณลุงคุณป้า คุณย่าน่ะตั้งแต่รู้ว่าคุณลุงคุณป้าจะไปเที่ยวรอบโลกก็บ่นเกือบทุกวันเลยค่ะ...ท่านคิดถึง” ประโยคสุดท้ายแพรชมพูลดเสียงลงพร้อมยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องปากเพื่อไม่ให้คุณย่าอบเชยเห็น ทำเอาปวีร์ยิ้มกว้างออกมาด้วยความเอ็นดูในท่าทางน่ารักของเธอ ส่วนคุณวัชระและคุณลัดดาผู้เป็นภรรยาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
“ยัยพู่ เดี๋ยวนี้หัดเอาย่ามาขายแล้วเหรอเรา หืม”
“พู่เปล่านะคะคุณย่า” ว่าจบหญิงสาวก็ลุกขึ้นจากโซฟาลงนั่งบนพื้นพรมหนานุ่ม ก่อนลงมือบีบนวดขาของคุณย่าอบเชยเป็นการเอาอกเอาใจ คุณลัดดาเห็นแบบนั้นก็ยิ้มออกมา
“หนูพู่ ช่วงที่ลุงกับป้าไม่อยู่ ฝากดูแลคุณย่ากับพี่วีร์ด้วยนะลูก”
“ได้ค่ะคุณป้า เป็นหน้าที่พู่อยู่แล้วค่ะ”
แพรชมพูหันกลับมาทางคุณย่าอบเชย ก็เห็นว่าท่านกำลังยกมือขึ้นปิดปากหาว หญิงสาวยกมือขึ้นมาดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาเกือบสิบเอ็ดโมง ซึ่งเลยเวลาพักผ่อนของท่านมาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว
“คุณย่าไปเอนหลังสักหน่อยดีไหมคะ”
“อืม ดีเหมือนกันลูก”
“ไปค่ะ...เดี๋ยวพู่พาไป”
“แม่ไปงีบสักชั่วโมงนะลูก ไม่งั้นเดี๋ยวไม่มีแรงไปสนามบินแน่ ๆ”
“ครับคุณแม่/ค่ะคุณแม่”
หลังจากลูกชายและลูกสะใภ้ขานรับพร้อมกัน คุณย่าอบเชยก็ยื่นมือออกไปให้แพรชมพูช่วยพยุงพาเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น โดยมีสายตาดำขลับจ้องมองตาม จนกระทั่งสองสาวต่างวัยเดินหายลับไป
ทว่าพอปวีร์หันกลับมาอีกครั้ง ก็พบว่าบิดามารดากำลังจ้องมองอย่างรู้ทัน ก่อนที่คุณลัดดาจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น
“มองน้องแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกันลูก”
“อย่าคิดว่าพ่อไม่รู้นะ”คุณวัชระกล่าวสำทับ
“ก็...ใครจะไปคิดว่าโตมาจะสวยขนาดนี้ครับ แถมยังน่ารักสดใสนิสัยดีอีก” เมื่อโดนรู้ทัน ชายหนุ่มก็กล่าวออกไปตามตรงอย่างไม่คิดจะปิดบัง
“นี่...แม่ขอนะ ถ้าไม่ได้จริงจังก็เลิกคิดไปได้เลย ถ้าลูกทำให้น้องเสียใจ คนที่จะเสียใจยิ่งกว่าคือคุณย่านะลูก” คุณลัดดากล่าวดักคอ เนื่องจากท่านเองก็เอ็นดูแพรชมพูอยู่ไม่น้อย
“โธ่...แม่ครับ เห็นผมเป็นคนยังไงครับเนี่ย”
“ก็เห็นตั้งแต่โสดมาไม่เคยคบใครจริงจัง แม่ก็ต้องปรามไว้ก่อนสิ”
คุณลัดดาเอ่ยออกมาพร้อมความรู้สึกสะท้อนในอก เพราะแฟนเก่าของลูกชายนั้นไม่ใช่คนอื่นไกล หากแต่เป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทท่านนั่นเอง
คุณลัดดาเป็นสะพานในการเชื่อมความสัมพันธ์ของเด็กทั้งคู่ จนเกิดการหมั้นหมาย และมีแผนว่าจะจัดงานแต่งงานหลังจากลูกชายเรียนจบปริญญาโทกลับมา แต่ทว่าแค่เพียงปีแรกที่ปวีร์ไปเรียนต่อ คู่หมั้นของลูกชายก็ไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเพื่อนสนิทของปวีร์
โดยทั้งคู่โดนปวีร์จับได้คาหนังคาเขาในวันที่ชายหนุ่มแอบเดินทางกลับมาเพื่อจะเซอร์ไพรส์
วันเกิดคู่หมั้น หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นปวีร์ก็ไม่เคยคบหาใครจริงจังอีกเลย
ในสายตาของคุณลัดดานั้น คิดว่าลูกชายคงเข็ดขยาดกับความรัก จนไม่อยากเริ่มต้นใหม่กับใครอีกแล้ว
“วีร์...” คุณลัดดาเอ่ยเรียกลูกชายด้วยน้ำเสียงเจือสั่นเครือ “เรื่องอะไรที่มันไม่ดีในอดีต ลูกลืม ๆ มันไปเถอะนะ”
ปวีร์เห็นสีหน้าอันเศร้าสร้อยของมารดา ก็รีบลุกขึ้นมาคุกเข่าลงบนผืนพรม ก่อนเข้าสวมกอดท่าน
“ผมลืมมันไปนานแล้วครับแม่ แต่ที่ผมไม่ได้คบใครเพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจจริง ๆ ผมไม่มีทางให้คนเลวสองคนมามีอิทธิพลในชีวิตผมได้หรอกครับ”
“จริงนะ ไม่ได้หลอกให้แม่ดีใจใช่ไหม” คุณ
ลัดดาก้มลงไปถามลูกชายเพื่อต้องการคำยืนยันให้มั่นใจ
“จริงครับ” ปวีร์เอ่ยออกไปเสียงดังฟังชัด ทำให้คนเป็นแม่ยิ้มออกมาได้
“ถ้างั้นแม่ก็จะได้สบายใจ” คุณลัดดาว่าพลางวางมือลงบนศีรษะของลูกชาย ก่อนลูบเบา ๆ ด้วยความรัก “เอาล่ะ เดี๋ยวแม่จะไปดูในครัวก่อนว่าถึงไหนกันแล้ว ลูกนั่งคุยกับคุณพ่อไปก่อนนะลูก”
“ครับ”
ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง เพื่อหลีกทางให้มารดาได้เดินออกไป ก่อนที่เขาจะหย่อนสะโพกนั่งลงบนโซฟาเคียงข้างบิดา และรอจนกระทั่งท่านเดินออกไปจนพ้นห้องนั่งเล่นจึงค่อยเอ่ยขึ้น
“คุณแม่ยังไม่เลิกโทษตัวเองซะทีนะครับ”
“ก็รู้อยู่ว่าแม่เขาเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย เรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่มีทางเลิกคิดง่าย ๆ คงต้องรอลูกแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝานั่นแหละถึงจะหาย”
“โธ่ คุณพ่อ วกกลับมาเรื่องนี้ได้ไงครับ พูดเหมือนคุณย่าเลย”
“ก็มันเป็นเรื่องที่ทุกคนเขาห่วงกัน ลูกไม่มีทางหนีพ้นหรอก จนกว่าจะมีเมีย”
“ผมว่าเรามาคุยเรื่องงานดีกว่าครับ”
ปวีร์รีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว ทำเอาคนเป็นพ่อหัวเราะในลำคอออกมา จากนั้นท่านก็เอื้อมไปคว้าแก้วน้ำบนโต๊ะตัวเตี้ยขึ้นมาจิบเพื่อดับกระหาย ก่อนที่ท่านจะกล่าวต่อ
“ก็น่าจะไม่มีอะไรมาก ก่อนลูกไปเรียนก็ทำงานช่วยพ่อจนคล่องแล้ว คงต้องใช้เวลารื้อฟื้นสักหน่อย ติดขัดตรงไหนก็ปรึกษารองประธานได้”
“ครับ”
“อ้อ...แล้วก็...เลขาฯของพ่อเพิ่งลาออกไป ลูกจะเลือกเลขาฯจากทีมเลขาฯ หรือจะเปิดรับสมัครใหม่ก็ตามใจนะ”
ได้ยินแบบนั้นดวงตาคู่คมพลันเกิดประกายแวววับ ก่อนกระตุกยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก
“ผมว่าผมหาคนใหม่ดีกว่าครับ ผมอยากได้คนที่คุ้นเคยกัน และไว้ใจได้”
“อืม แล้วแต่ลูกเลย”
คุณวัชระกล่าวออกไปโดยไม่ได้หันไปมอง
ลูกชาย ด้วยกำลังสนใจหน้าจอสมาร์ตโฟนที่สว่างวาบขึ้นมาเนื่องจากมีข้อความใหม่เข้ามา นั่นจึง
ทำให้ท่านไม่ทันเห็นแววตาเจ้าเล่ห์ของปวีร์ราวกับกำลังมีแผนการบางอย่างในใจ