ภายในรั้วกำแพงสูงกินอาณาบริเวณห้าไร่เป็นที่ตั้งของคฤหาสน์และบ้านหลังเล็กขนาดสี่สิบตารางวา แม้ตัวบ้านอยู่ห่างกันราวสองร้อยเมตรแต่สองบ้านใช้ลานจอดรถร่วมกัน เหนือเมฆเดินผิวปากควงกุญแจท่าทางอารมณ์ดีมาจากบ้านหลังเล็กของตัวเอง
ชายหนุ่มเสียแม่ตั้งแต่อายุสิบห้าปีประจวบเหมาะกับที่ได้รู้ว่ามีแม่เลี้ยงพร้อมกันสองคนในคราวเดียว หนึ่งคนเป็นแม่บ้านใหญ่ส่วนอีกคนคืออดีตพี่เลี้ยงของเขาเอง เด็กหนุ่มวัยคะนองไม่อาจยอมรับความสัมพันธ์ของพ่อกับผู้หญิงคนอื่นได้จึงแยกมาอยู่บ้านหลังนี้ประชดพ่อ เหนือเมฆประชดมนตรีมาได้เกือบสิบห้าปีแล้ว เขาปล่อยให้พ่อใช้ชีวิตร่วมกับผู้หญิงสามคนภายใต้หลังคาบ้านหลังใหญ่
ใช่! ตอนนี้เหนือเมฆมีแม่เลี้ยงเพิ่มมาอีกหนึ่ง รวมแล้วเป็นสามคน
คนเป็นลูกแยกมาอยู่คนเดียวจนชินแต่บางทีก็นึกแปลกใจว่าพ่อทำอย่างไรให้เมียสามคนอยู่ร่วมบ้านกันได้โดยไม่มีปากเสียง เขาไม่เคยได้ยินผู้หญิงของพ่อทะเลาะเบาะแว้งกันเลยสักครั้ง ชายหนุ่มหันมองบ้านหลังใหญ่อย่างนึกสนเท่ห์วูบหนึ่งก็หันมาเสียบกุญแจรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่คู่ใจ
หมับ! กุญแจรถถูกดึงออกจากช่องเสียบต่อหน้าต่อตา
“ทำอะไรของเธอ!” เจ้าของรถมองเมียคนที่สามของพ่ออย่างไม่สบอารมณ์ ดวงแขเป็นหญิงวัยสี่สิบห้าเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านได้ครึ่งปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้คุยกับเธอแบบตัวต่อตัว สงสัยอีกฝ่ายจะร้อนวิชาหรือไม่ก็คงอยากลองดี
“อย่าขี่เลยนะคะ เอารถของดิฉันไปดีกว่า” ดวงแขยื่นกุญแจรถตัวเองให้อย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ยุ่งอะไรด้วย!”
“คุณท่านเป็นห่วง ไม่อยากให้คุณขี่บิ๊กไบค์ มันเร็วแล้วก็แรงมาก เมื่อวานก็มีข่าวว่าคนขี่ตาย หัวหลุดกระเด็นเลยค่ะ”
“จะแช่งฉันหรือไง!” ชายหนุ่มตวัดตาขุ่นใส่คนปากไม่ดี เหนือเมฆเคยมีรถยนต์แต่ขายทิ้งและเปลี่ยนมาใช้บิ๊กไบค์เพราะอยากประชดคน
“เปล่าค่ะ” คนโดนกล่าวหาส่ายหน้าหวือ “ดิฉันแค่จะบอกว่าคุณท่านเป็นห่วง อย่าขี่เลยนะคะ มันอันตราย”
“เอากุญแจมา” เขาบอกด้วยน้ำเสียงกดต่ำอย่างพยายามข่มอารมณ์ รู้เจตนาของอีกฝ่ายทว่านี่ไม่ใช่เรื่องของเธอ
“เอารถคันอื่นไปเถอะนะคะ” แม้จะรู้ว่าไม่ได้ผลแต่พอนึกถึงสุขภาพของสามีวัยดึกขึ้นมาดวงแขก็อยากลองดู
“เป็นแม่ฉันหรือไง! มายุ่งไม่เข้าเรื่อง!”
“เอ่อ...” คนโดนย้อนหน้าม้าน
“เอามานี่!” ชายหนุ่มวาดขาลงจากรถเตรียมหาเรื่องคนมีกุญแจในมือ
“เถียงอะไรกัน เสียงดังเข้าไปในบ้าน”
เสียงดังจากทางด้านหลังทำให้เหนือเมฆชะงักและหันไปมองอย่างไม่สบอารมณ์ “เมียพ่อยุ่งไม่เข้าเรื่อง”
“แขก็แค่ไม่อยากให้คุณเมฆขี่บิ๊กไบท์ออกไป มันอันตรายนะคะ แขเป็นห่วงคุณท่าน” ดวงแขมองหน้าสามีอย่างเป็นกังวล
“ยุ่งไม่เข้าเรื่องอะดิ เอาคืนมานี่” ฉวยโอกาสตอนที่อีกฝ่ายเผลอกระชากพวงกุญแจมาไว้กับตัวโดยไม่คิดรักษามารยาท
“เอ่อ...” คนโดนจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวเหวอไปวูบหนึ่ง
มนตรีเหลือบมองลูกชายแล้วไพล่มองเมียคนที่สามอย่างพิจารณา เขาเคยคุมลูกน้องมากมายให้อยู่ในกฎระเบียบได้และเอาใจใส่บรรดาเมียให้อยู่ร่วมชายคากันได้อย่างสันติแต่ไม่มีปัญญาอบรมลูกชายคนเดียวได้
‘มันคงเป็นเวรกรรม’ อดีตนายตำรวจใหญ่คิดอย่างปลดปลงแล้วถอนหายใจก่อนกล่าวเสียงอ่อนทั้งโบกมือ “ช่างเถอะ”
“ฮึ!” เหนือเมฆกระตุกมุมปากแล้ววาดขาคร่อมมอเตอร์ไซค์ เสียบกุญแจได้ก็จงใจบิดคันเร่งให้เกิดเสียงดังกระหึ่งทั่วอาณาบริเวณ
แกรก! บรื๊น! บรื๊น! บรื๊นนนน
ทุกจังหวะที่เกิดเสียงเร่งชวนหัวใจเต้นระทึกตึกตัก คนเป็นโรคหัวใจรู้สึกรวดร้าวตรงอกข้างซ้ายกระทั่ง
“ว๊าย! คุณท่าน” เสียงวี๊ดว๊ายเรียกความสนใจจากคนที่กำลังบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์อย่างเมามันให้หันไปมอง
“เฮ้ย! พ่อ!” ร่างพ่อที่ไหลร่วงนั่งกองบนพื้นซบอกดวงแขทำให้คนเป็นลูกต้องรีบผละจากรถปรี่มาดู
“คุณท่าน! คุณท่าน! ฮือๆ คุณท่านฟื้นสิคะ” ดวงแขเขย่าร่างไร้สติของสามี
“พ่อๆ” คนเป็นลูกสะกิดไหล่ของพ่อพลางกวาดตาสำรวจ มือก็ปัดสมาร์ตโฟนกดโทรเรียกรถฉุกเฉิน
“คุณท่านเป็นอะไร อยู่ๆ ก็ล้มลงมาเลย คุณท่านอย่าตายนะ” ดวงแขสติแตก บ่อน้ำตาก็แตกไปด้วย
“พูดอะไรของเธอ! เงียบไปเลย!” เหนือเมฆตวัดตาดุใส่คนปากไม่ดี
“ก็คุณท่าน...” คนสติแตกอึกอักพูดได้เท่านั้นเพราะอีกฝ่ายไม่ว่างฟัง
“...” เหนือเมฆกำลังคุยโทรศัพท์ครู่หนึ่งเขาก็หันมาพูดเสียงแข็งกับเมียพ่อ “พ่อไม่เป็นอะไรหรอกน่า เธอหยุดปากเสียแล้วเตรียมไปเปิดประตูให้รถฉุกเฉินได้แล้วไป”
“แต่ว่า...” คนโดนไล่มองร่างสามีในอ้อมแขนอย่างเป็นกังวล
“ไปสิ! ยังอีก...หรือจะวัด!” เห็นคนละล้าละลังแล้วรำคาญลูกตาจึงสั่งเสียงเข้มถลึงตาแข็งกระด้าง ไม่ใช่ดวงแขคนเดียวที่อยากอยู่กับมนตรี
“ค่ะๆ ไปเดี๋ยวนี้” คนโดนดุสะดุ้งก่อนจะรีบวิ่งไปทางหน้าบ้าน
“พ่อ...พ่อ” เหนือเมฆรับร่างระทวยของพ่อต่อจากดวงแข เขาหลุบมองใบหน้าซีดเซียวของคนในอ้อมแขนอย่างเป็นกังวล หัวสมองอันปราดเปรื่องคิดหาวิธีปฐมพยาบาลคนหมดสติ “สงสัยต้องผายปอด”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแข็งแรงจนฟื้นตัวได้เองหรือเพราะได้ยินสิ่งที่เหนือเมฆพึมพำฉับพลันคนเป็นก็ลมสะอึกหายใจเป็นห้วงลึก
“เฮือกๆ”
“เฮ้ย! ฟื้นแล้ว” คนเตรียมผายปอดเลิกคิ้ว
“ฉันกลัวโดนแกจูบ” มนตรีได้ยินที่ลูกพูดทุกคำ
“โวะ! พูดอะไรเลอะเทอะ” เหนือเมฆนิ่วหน้าทั้งหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างมีเลศนัย “แต่...จะว่าไป...ลองผายปอดกันหน่อยป่ะล่ะ”
“ไอ้บ้านี่ เดี๋ยวฟ้าได้ผ่าตายห่า กูพ่อมึงนะไอ้เมฆ” มนตรีมองลูกชายด้วยสายตาพิกล จากนั้นก็ค่อยๆ ยันกายโดยมีลูกชายช่วยพยุง “ฉันไม่เป็นไรแล้วแกโทรไปยกเลิกรถโรง’ บาลเถอะ”
“ได้ไงเล่า ไหนๆ ก็เรียกมาแล้ว ไปให้หมอดูอาการเสียหน่อย หน้าซีดอย่างกับไก่ต้มยังจะมาทำปากเก่ง” คนเป็นลูกกวาดตามองพ่ออย่างพิจารณา
“ฉันไม่อยากไปโรง’ บาลนี่หว่า” มนตรีส่ายหัว
ปี้ป่อปี้ป่อปี้ป่อ...เสียงหวอแว่วใกล้เข้ามาหยุดการสนทนาระหว่างพ่อลูก
มนตรีได้รับการตรวจประเมินจากหน่วยกู้ชีพของรถฉุกเฉิน อาการของชายสูงวัยไม่ค่อยน่าไว้วางใจต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดเดี๋ยวนั้น คนเป็นพ่อจึงได้ไปโรงพยาบาลตามความต้องการของลูกชาย
กังสดาลเพิ่งเลิกงาน หลังจากลงเวรบ่ายควบดึกแสนวุ่นวายตลอดคืน เธอต้องขับรถกลับหอจึงแวะซื้อกาแฟออริกาโน่กินเพื่อปลุกร่างกายและชูกำลัง ร่างแบบบางสวมชุดพยาบาลในมือถือแก้วกาแฟขนาดสิบสองออนซ์ยกขึ้นจิบเรื่อยๆ กำลังเดินสะโหลสะเหลอยู่บนทางมุ่งหน้าไปยังลานจอดรถ พลันหูก็แว่วเสียงสนทนา
“ว่าไงล่ะแม่ยาย ผอ.” เพื่อนพยาบาลรุ่นเดียวกันส่งเสียงทักเอมอร
“แม่ยาย ผอ. อะไรของแกยะ” คนโดนกล่าวหาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจ เอมอรเป็นหัวหน้าพยาบาลแผนกอายุรกรรมชาย เธอคือหัวหน้าของกังสดาล
“ได้ข่าวว่า ผอ. จีบเด็กในวอร์ดแกอยู่ไม่ใช่เหรอชื่ออะไรนะกุ๊ง...กุ๊งกิ๊งใช่ๆ”
“แกนี่ก็พูดไปทั่วเดี๋ยวน้องมันก็เสียหาย ผอ. เป็นคนยังไงก็รู้ๆ กันอยู่ แกก็อย่าไปพูดให้เด็กมันได้ยินล่ะเดี๋ยวจะเสียใจ”
“โถ่เอ๊ย! เขาก็พูดกันทั่วนั่นแหละ มีแต่ฉันเสียที่ไหนกัน ว่าแต่...เด็กแกเล่นด้วยหรือเปล่า”
“กิ๊งมันก็รู้จัก ผอ. ดีพอๆ กับเรานั่นแหละ”
“...” กังสดาลนิ่วหน้าขณะหยุดยืนฟัง เธอเป็นพยาบาลประจำอยู่ที่นี่ได้สองปีกว่าแต่เพิ่งเป็นที่เตะตาของผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ บางทีคนเรียนวิทยาศาสตร์อย่างเธอก็เผลอคิดว่านี่เป็นอาถรรพ์ของวัยเบญจเพสแต่พอคิดอีกทีมีเพื่อนพยาบาลรุ่นราวคราวเดียวกันทำงานอยู่ที่นี่ตั้งหลายคนราเมศไม่ไปข้องแวะ คนอื่นโชคดีแต่เธอโชคร้ายสุดๆ
“ว่าได้เหรอแก ขนาดพยาบาลคนก่อนยังเอาเลยแต่โชคร้ายเมียเขาจับได้โดนตบล้างน้ำ อายจนอยู่ไม่ได้เลยนะแก”
“กิ๊ง...มันคงไม่เอาหรอกมั้ง ฉันคิดว่าอะนะ ของอย่างนี้มันต้องดูกันต่อไป ฉันก็ไม่ค่อยอยากจะพูดมาก สาระแนเรื่องของคนอื่นสักเท่าไหร่” เอมอรยิ้มอ่อน ขณะบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
“แกกำลังด่าใครอยู่หรือเปล่า” คนชวนคุยสะดุดหู มองเพื่อนด้วยสายพิกล
“ฉันก็พูดไปตามเรื่องน่ะ แกมีอะไรอีกหรือเปล่าฉันจะเข้าวอร์ดแล้ว”
“เออๆ ไว้ค่อยคุยกันใหม่แล้วกัน”
“...” กังสดาลแอบมองแอบฟังกระทั่งคนทั้งสองแยกย้ายก็ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
ผอ. ที่ถูกพูดถึงคือนายแพทย์ราเมศ เธอได้คุยกับนายแพทย์วัยห้าสิบกว่าครั้งแรกเมื่อครั้งติดตามเอมอรไปประชุมเมื่อหลายเดือนก่อน หลังจากนั้นนายแพทย์หนุ่มใหญ่พ่วงตำแหน่งผู้อำนวยการทำงานบริหารที่ร้อยวันพันปีมักข้องแวะเพียงหอผู้ป่วยพิเศษก็แวะเวียนมาที่หอผู้ป่วยสามัญบ่อยๆ โดยเฉพาะแผนกอายุกรรมชาย เขาจะมาบ่อยเป็นพิเศษ บางทีกังสดาลก็เจอราเมศในที่ที่ไม่คิดว่าจะเจอและเขามักเข้ามาชวนคุย บางทีก็มาจับมือเธอแบบไม่มีเหตุอันควร
หญิงสาวรู้สึกระแคะระคายถึงเจตนาของอีกฝ่ายเพราะราเมศมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักเรื่องผู้หญิง เหตุการณ์ที่เพื่อนพยาบาลถูกภรรยาหลวงของราเมศคุกคามเป็นที่เลื่องลือนานหลายเดือน เธอไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับตัวเองจึงพยายามหลบเลี่ยงที่จะอยู่ตามลำพังกับอีกฝ่ายในที่รโหฐานแต่บางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ พอมาได้ยินเสียงนินทา ได้รู้ว่าคนนอกมองเธออย่างไรก็สะอึก จุกอยู่ในใจ
บางทีถ้าสถานการณ์เกินรับไหวคงต้องทำเรื่องย้ายที่ทำงานหรืออาจลาออกไปทำงานโรงพยาบาลเอกชนแต่จะทำอย่างนั้นได้ต้องวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดี ครอบครัวของกังสดาลมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเสมอ กระทั่งตอนนี้เธอทำงานแล้วก็ยังมีเงินใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน นั่นทำให้คนที่ทำงานหนักมาตลอดเกือบสามปีไม่มีเงินเก็บในบัญชีสักบาท เธอคงต้องพักความคิดเรื่องย้ายโรงพยาบาลไปก่อน อีกอย่างนอกจากราเมศที่เป็นมลพิษแล้วเธอมีหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานที่ค่อนข้างดีจึงอยากอดทนทำงานตรงนี้ไปอีกสักพัก
“เฮ้อ...” คนมีเรื่องให้คิดพ่นลมหายใจด้วยความรู้สึกหน่วงอก ในรั้วโรงพยาบาลยังไม่ปลอดภัยจากราเมศ ทางที่ดีควรรีบกลับห้อง
ปึก! อารามไม่ทันระวังทำให้หญิงสาวหันมาชนกับคนที่เดินสวนเข้ามา แก้วกาแฟขนาดสิบสองออนซ์ซึ่งพร่องไปไม่มากกระทบอกแข็งกระด้างน้ำสีเข้มหกรดเสื้อแจ๊คเกตยีนเป็นวงกว้าง
“โอ๊ะ!” / “เฮ้ย!” เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกัน
“อื้อหือ...กาแฟ” ชายหนุ่มชักสีหน้าให้กับกลิ่นหวานปนขมของน้ำสีดำ ถ้าดื่มเองก็คงหอมแต่นี่มาอยู่บนเสื้อตัวโปรด โคตรไม่เข้าท่า
“..!..” คนกำลังง่วงเบิกตากว้างเมื่อเห็นหน้าคนที่ตนเทกาแฟใส่ เหนือเมฆเป็นลูกชายของอดีตนายตำรวจใหญ่ เขาเคยโดนตำรวจจับและเป็นเจ้าของผับ เป็นบุคคลที่เธอไม่ควรมีเรื่องด้วยหรือแม้แต่เฉียดใกล้ก็ไม่ควร
หญิงสาวอึกอักลนลานครู่หนึ่งกว่าจะตั้งสติได้ เธอลอบกลืนน้ำลายลงคอปรับอาการตกประหม่าและปั้นหน้าให้สุขุมตามแบบฉบับ “เอ่อ...ขอโทษค่ะ”
“เดี๋ยวก่อน” เหนือเมฆก้าวมาขวางคนกำลังจะเดินหนีเอาไว้ เขาจำพยาบาลคนนี้ได้
ช่วงค่ำของเมื่อวานคนไข้เยอะมากแทบล้นออกมานอกห้องฉุกเฉิน มนตรีจึงถูกย้ายจากห้องฉุกเฉินไปที่ตึกผู้ป่วยสามัญเพื่อรอห้องพิเศษ ตอนนั้นมีญาติผู้ป่วยเตียงหนึ่งโวยวายลั่นชั้นต่อว่าเกี่ยวกับการบริการ ใส่อารมณ์กับพยาบาลคนนี้สารพัด
แม้จะโดนผรุสวาทด้วยวาจารุนแรงมากมายนานเกือบครึ่งชั่วโมงทว่าเธอคนนี้กลับมีท่าทีสุขุมและอธิบายอย่างใจเย็น เรื่องจบลงที่ญาติอ่อนลง เขาไม่แน่ใจว่าพวกนั้นหมดแรงด่าหรือเพราะเข้าใจที่พยาบาลคนนี้พยายามอธิบายกันแน่
ตอนนี้หน้าตาของเธอดูอิดโรยกว่าเมื่อวานมากแต่ยังคงไว้ซึ่งอาการสุขุมเย็นตาจนบางทีเขาก็อยากลองดี
“คะ!?” คนโดนขวางแหงนมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ
“ขอโทษอย่างเดียว เสื้อมันไม่หายเลอะหรอกนะ”
“...” กังสดาลเลิกคิ้ว ขณะเดียวกันก็หันซ้ายมองขวาอย่างระวัง เธอไม่อยากให้คนเห็นว่าตัวเองกำลังคุยอยู่กับบุคคลอันตรายแต่พอหันมาก็ต้องผงะตาเหลือกเมื่ออีกฝ่ายถอดเสื้อ “ทำอะไรน่ะ!”
“อะไรของคุณ คิดไปถึงไหน” เหนือเมฆกระตุกมุมปากให้กับหน้าตาตื่นเต้นของพยาบาลสาว
“คุณถอดเสื้อทำไม!” หญิงสาวมองคนกำลังถอดเสื้ออย่างไม่ไว้วางใจ
“มันเลอะ” เขาบอกหน้าตาเฉยแล้วถอดเสื้อจนเสร็จ จากนั้นก็ยื่นให้เธอ “อะ...เอาไปซักให้ด้วย”
“...” กังสดาลเผลอมองลายสักฉวัดเฉวียนเต็มสองแขนกำยำด้วยสายตาตำหนิ ลายสักช่วยเสริมให้ชายหนุ่มดูดุดิบสมคำล่ำลือ เธอมองรอยสักสลับกับแจ๊คเกตยีนอย่างชั่งใจเพราะไม่ค่อยอยากพาตัวเองเฉียดใกล้กับเขามากนัก เหนือเมฆคือบุคคลอันตรายในสายตาเธอ เป็นผู้ชายมีประวัติที่หน้าตาดีแต่มีพิรุธ
“จะไม่แสดงความรับผิดชอบหน่อยเหรอ คุณพยาบาล” อีกฝ่ายไม่ยื่นมือมารับของเสียทีจึงเร้า เขาขยับมือที่ถือเสื้อไปมาทั้งกล่าวเสียงเย็นแต่ท่าทางกวนประสาทเต็มขั้น เหนือเมฆเห็นแววเหยียดหยันระคนหวาดหวั่นในดวงตาคู่สวย
“ก็...” คนโดนกล่าวหาอยากปฏิเสธแต่ยังไม่ทันพูดจบอีกฝ่ายก็สวนขึ้นมาอีก
“ที่นี่เขารับร้องเรียนตรงไหนนะ”
ได้ยินแบบนั้นคนเตรียมจะปฏิเสธก็ทำหน้าลำบาก
“ก็ได้ค่ะ ก็ได้” อารามไม่อยากมีเรื่องจึงอ่อนลง ดูเหมือนเช้านี้จะมีแต่เรื่องให้คิดหนัก เธออ่อนใจและล้ากำลังอยากพักอยากไปให้ไกลจากผู้ชายคนนี้จึงยอมเอื้อมไปรับแจ๊คเกตยีนมายัดใส่กระเป๋าเป้ใบกะทัดรัดอย่างเสียมิได้ คิดว่าความวุ่นวายจบแล้วจึงขยับจะเดินเลี่ยงไปอีกทางทว่าคนหาเรื่องยังตามมาขวางกันอีก
“เดี๋ยวดิ”
“อะไรอีก! ...คะ” คนโดนก่อกวนชักสีหน้าแต่พอตั้งสติได้ก็รีบปรับท่าทีให้สุภาพตามแบบฉบับ
“ผมจะได้เสื้อคืนเมื่อไหร่”
“เมื่อมันแห้งและสะอาดค่ะ ฉันจะซักให้อย่างดี คุณไม่ต้องห่วงว่าเสื้อจะพังหรือว่าหาย” เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกเขากล่าวหาอย่างไรพิกล คนง่วงจนหงุดหงิดเผลอตอบเสียงสะบัดทั้งตวัดตาขุ่นใส่คนก่อกวน
“...” เหนือเมฆเลิกคิ้วให้กับท่าทีคล้ายแง่งอนของพยาบาลสาว ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าเผลอไปทำอะไรให้เธอขุ่นใจแต่ก็เย่อหยิ่งเกินกว่าจะถามไถ่ เขาแค่ต้องการตกลงเพื่อความเข้าใจตรงกัน “ผมหมายถึงเราต้องนัดรับเสื้อกัน คุณจะคืนเสื้อให้ผมวันไหนที่ไหนต่างหาก”
“..!..” คนเผลอตาแข็งพลันสะอึก ดูเหมือนเธอจะมองเขาในแง่ร้ายเกินไป
“อันที่จริง...ช่วงนี้ผมก็ว่าง มาที่นี่บ่อยๆ ได้ คุณทำอยู่ตรงไหนของที่นี่ล่ะ” คนว่างหรี่ตาอย่างมีเลศนัยเพราะจำได้ว่าเธอทำอยู่แผนกผู้ป่วยสามัญ เข้าใจว่าคนเป็นพยาบาลงานยุ่ง เขาก็ยุ่งแต่น่าจะยุ่งน้อยกว่าเธอ
“...” กังสดาลนิ่งไปวูบหนึ่ง ไม่ค่อยอยากให้คนที่นี่เห็นเธอคุยกับเขาและไม่แน่ใจว่าจะว่างคืนเสื้อให้เขาวันไหน เธอมีตารางเวรบ่ายควบดึกลากยาวไปอีกนับสัปดาห์ คงเป็นการดีถ้าเธอจะเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ “เดี๋ยวฉันโทรนัดคุณเองดีกว่าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเอาเบอร์ของคุณมาดิ” เหนือเมฆถือสมาร์ตโฟนรอท่าตั้งแต่เธอบอกว่าจะเป็นคนโทรหา
“..!..” หญิงสาวแปลกใจกับความรวดเร็วของชายหนุ่มแต่ก็บอกเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองออกไป
ครืดดด...ไม่กี่วินาทีต่อมาสมาร์ตโฟนในกระเป๋าเสื้อพยาบาลก็สั่นเตือนว่ามีสายเข้า หญิงสาวควักมาเปิดดูเห็นหมายเลขแปลกตา
เหนือเมฆลองกดโทรออก กันอีกฝ่ายเล่นแง่ เขายังไม่ลืมแววตาหยามเหยียดของเธอเมื่อครู่ พอแน่ใจว่าเธอพูดจริงก็เตรียมกดบันทึก “คุณชื่ออะไร”
“กิ๊งค่ะ” เธอบอกอย่างเสียไม่ได้
“กิ๊ง...กรุ๊งกริ๊ง...แบบเสียงกระดิ่งน่ะเหรอ” ชายหนุ่มลองเดาขณะกดบันทึกเบอร์ของเธอในชื่อ ‘กรุ๊งกริ๊ง’
“ค่ะ แต่ว่าเรียกกิ๊งสั้นๆ ก็พอไม่ต้องมีรอเรือควบกล้ำ” กังสดาลมุ่นคิ้วเล็กน้อยไม่ค่อยชอบให้คนเรียกชื่อกรุ๊งกริ๊งเท่าไร มันทำให้เธอรู้สึกจั๊กจี้
“ผมเมฆ อย่าลืมเมมชื่อด้วย” เหนือเมฆไม่แน่ใจว่าเธอรู้จักเขาหรือยัง
“ค่ะ” เธอขานรับไปอย่างนั้นทั้งที่รู้จักเขาผ่านเสียงลือเสียงเล่าอ้างของคนรอบข้างมามากมาย เมฆหรือเหนือเมฆ อเนกวิธ เป็นเจ้าของผับเลื่องชื่อและเป็นลูกชายของมนตรี อเนกวิธ ซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจใหญ่และเป็นคนไข้พิเศษของโรงพยาบาล
กังสดาลเก็บโทรศัพท์เครื่องเก่าใส่กระเป๋า เธอเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอคุยกับบุคคลอันตรายนานเกินไปแล้วจึงหาทางหลีกเลี่ยงแบบสุภาพ “ขอตัวนะคะ”
“คุณจะไปไหนเหรอ” คราวนี้เหนือเมฆไม่ขวางทางแต่เดินเคียงมากับเธอ
“กลับบ้านค่ะ ฉันออกเวรแล้ว”
“อืม” เขาพยักหน้างึกงักแล้วเดินต่อ
“คุณล่ะคะจะไปไหน” กังสดาลเพิ่งรู้สึกตัวว่าอีกฝ่ายเดินตามมาก็เมื่อถึงจุดจอดรถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง ลานจอดรถขนาดเล็กของบุคลากรอยู่ติดกับลานจอดรถผู้มาใช้บริการ ชายหนุ่มคงมาจากทางนี้
“ผมมานี่แหละ มาเยี่ยมพ่อ”
“โซนห้องพักอยู่ด้านในค่ะ ตรงนี้ลานจอดรถ” นายตำรวจใหญ่อย่างมนตรีเป็นที่รู้จักของคนทั้งโรงพยาบาล กังสดาลรู้ว่ามนตรีพักอยู่ห้องพิเศษแต่ไม่แน่ใจเรื่องหมายเลขห้อง กระนั้นก็แน่ใจว่าห้องพักผู้ป่วยพิเศษไม่ได้ตั้งอยู่แถวลานจอดรถ
“อ้าว! นี่ผมมาผิดทางเหรอ”
“ค่ะ เชิญทางโน้นค่ะ” เธอผายมือให้เขาเดินย้อนกลับเข้าไปด้านใน
“อืม” คนเหวอพยักหน้ารับรู้แต่ยังไม่ไปไหน เห็นเธอแขวนถุงหิ้วแก้วกาแฟเหลือติดก้นแก้วกับแฮนด์มอเตอร์ไซค์บุโรทั่งแล้วก็อดถามไม่ได้ “นี่รถคุณเหรอ”
“ค่ะ” เจ้าของรถคันเก่าพยักหน้าลึกๆ ขณะถอยรถออกจากช่องจอด
“มันขี่ได้แน่เหรอเนี่ย อื้อหือ...สนิมเขรอะ”
“ยังใช้งานได้ค่ะ” กังสดาลบอกอย่างภาคภูมิใจ มอเตอร์ไซค์คันนี้เป็นของแม่ที่ใช้เมื่อสมัยยังเป็นสาวรุ่น
“คุณฉีดวัคซีนกันบาดทะยักหรือยัง ระวังด้วยนะ” เขามองหญิงสาวรูปลักษณ์เย็นตาวาดขาคร่อมมอเตอร์ไซค์ทรุดโทรมอึ้งๆ คนเป็นพยาบาลไม่ได้ติดหมวกพยาบาลเผยให้เห็นผมซอยสั้นไล่ระดับ ตาคมสะดุดตรงติ่งหูที่โผล่พ้นปลายผม เพิ่งรู้ว่าพยาบาลสาวแสนสุขุมไว้ผมซอยสั้นไล่ระดับดูคล่องแคล่วทันสมัยทว่าก็เรียบร้อยอยู่ในที
“จิ!” เจ้าของรถบุโรทั่งเผลอตวัดตาค้อนแล้วกระทืบสตาร์ทเท้าแรงๆ
ครึกครึก...กระทืบเท้าสองหนแต่เครื่องยังไม่ติดเสียทีทำเอาเจ้าของรถใจเสีย นึกภาวนาว่าอย่าเพิ่งให้รถคันเก่าเกเรต่อหน้าผู้ชายคนนี้ เธอยังไม่มีเวลาพารถไปตรวจเช็คสภาพ
ครึกครึกบรื้น...แป๊ดๆๆ กระทืบเท้าต่ออีกสองทีรถคันเก่าก็หยุดเกเร กังสดาลตั้งใจว่าวันหยุดหน้าจะพารถคู่ใจไปเช็คสภาพที่อู่ใหญ่
บรื้นนนน...หญิงสาวบิดคันเร่งใส่คนปากพร่อยอย่างนึกฉุน มองกลุ่มควันปิ้งไก่พวยพุ่งใส่หน้าหล่อร้ายจากกระจกมองหลังอย่างสาแก่ใจแล้วก็หันไปตั้งสมาธิกับหนทางเบื้องหน้า
“หึๆ” คนโดนควันอัดหน้ามองตามหลังคนตัวเล็กกับมอเตอร์ไซค์บุโรทั่งโคตรไม่เข้าด้วยสายตาเจ้าเล่ห์