Diffuser Love หอมกลิ่นรัก 20

1226 Words
Diffuser Love หอมกลิ่นรัก 20 น้องชายนั่งกอดอกจ้องมองอย่างไม่ชอบใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ระหว่างที่เจ้าของห้องเดินนำเข้าไปยังโซนห้องครัว และเปิดตู้เย็นให้ดูว่ามีอะไรที่พอจะทำมื้อเย็นให้เราทั้งสามคนบ้าง จากนั้นเจ้าของห้องก็นั่งบนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์บาร์โดยที่ข้าง ๆ เป็นคาร์โลว์ที่นั่งแล้วจ้องฉันอยู่ เมื่อเห็นทั้งสองคนกำลังมองมาก็ตัดสินใจหมุนตัวกลับมาดูในตู้เย็นหลังใหญ่ตรงหน้าอีกครั้ง กวาดสายตามองรอบ ๆ ก็พบว่ามีผักหลายชนิดและเนื้อสัตว์หลายอย่าง แต่อุปกรณ์ทำอาหารแทบจะไม่มีเลยนี่สิ “มีหม้อชาบูไหมคะ?” หมุนตัวกลับไปมองสองหนุ่มที่ยังนั่งอยู่เคียงข้างกัน “อะไรกันเนี่ย” ฉันถึงกับต้องอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นภาพของสองหนุ่มที่นั่งอยู่ด้วยกัน คนที่ตั้งแง่ใส่กันก่อนหน้านี้ได้หมดสิ้นไปแล้ว เหลือเพียงแค่ชายหนุ่มทั้งสองกับไวน์หนึ่งขวดและแก้วไวน์สองใบ “เรียกน้ำย่อย” คุณคริสตินเป็นคนตอบฉันทั้งยังหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นว่าฉันทำหน้าตกใจขนาดไหนกับเหตุการณ์ตรงหน้า “งงไปหมด แล้วยังไงคะมีหม้อชาบูไหม?” “ไม่มั่นใจเลย แต่อลิซเคยซื้อของเข้ามาให้นะ...” เจ้าของห้องเดินเข้ามาภายในโซนห้องครัวเปิดตู้เก็บของไปเรื่อย ๆ กระทั่งฉันมองเห็นหม้อชาบูแบบสองช่องและเตาไฟฟ้า ถึงได้รีบหยิบออกมา ที่ตัดสินใจจะทำเมนูนี้เพราะของสดในตู้เย็นเหมาะกับการทำชาบูมากกว่าสิ่งอื่นใด เนื้อสไลซ์เอย หมูเอย สามชั้นเอย ไหนจะมีน้ำซุปกับน้ำจิ้มในตู้เย็นนั่นอีก ถึงแม้จะเป็นของใหม่ที่ไม่เคยแกะแต่มั่นใจว่ายังไม่หมดอายุแน่ ๆ “ดื่มหน่อยไหม?” คุณคริสตินถามเสียงเบาเมื่อเห็นฉันหยิบผักต่าง ๆ ออกมาหั่นเตรียมล้าง “ไม่ค่ะ อย่าดื่มกันเยอะนะยังต้องกินข้าวนะคะ” รีบเตือนทั้งสองคน ที่จู่ ๆ ก็เหมือนจะเข้าขากันได้ดี ยามมีเครื่องดื่มที่ชื่นชอบ “ครับ ให้ช่วยอะไรไหม?” “ตั้งหม้อกับเตารอเลยค่ะ เดี๋ยวยกของออกไปวางให้เอง” ครั้งนี้ฉันบอกคุณคริสตินโดยที่ตัวเองหลงลืมไปชั่วขณะว่าเขาเป็นใคร จวบจนกระทั่งเตรียมผักทุกอย่างเสร็จก็ยกทั้งผักและเนื้อสัตว์ออกไปวางไว้ที่โต๊ะ โดยมีคุณคริสตินและคาร์โลว์เตรียมจาน ช้อน และน้ำดื่มไปวางไว้ ไม่นานมื้อเย็นของเราก็เริ่มต้นขึ้น แต่เหมือนจะมีแค่ฉันที่กินชาบู เพราะสองหนุ่มดื่มไวน์และพูดคุยกันเรื่องฟุตบอลอย่างมีความสุข ฉันได้แต่มองตามตาปริบ ๆ พอได้ดื่มแล้วคุยกันแบบนี้ทำไมพวกเขาถึงดูเข้ากันได้อย่างดีเลยล่ะเนี่ย ฉันเสียอีกที่เหมือนคนนอกน่ะ “ผมชอบทีมนั้นมากเลยนะ” “พี่ไม่ค่อยได้ตามเท่าไหร่แต่ก็ดูได้ เขาจะมีแข่งนี่ไปไหม?” “ผมอยากไปจัง แต่ต้องดูก่อนว่าสอบเสร็จหรือยัง” น้องชายฉันตอบ และเหมือนจะลืมสิ้นความไม่พอใจที่มีต่อเจ้าของห้อง และตอนนี้นอกจากจะไม่ไว้ท่าแล้วทั้งคู่กำลังชวนกันไปดูบอลที่สนามแข่งจริง ๆ ด้วยค่ะ “เอาสิ ถ้าทันก็บอกเดี๋ยวจัดการให้ สอบให้ผ่านก็พอ” คนตัวสูงหลอกล่อน้องชายฉันด้วยรอยยิ้ม มือข้างหนึ่งยื่นมาตักของกินในหม้อแล้วเทลงบนจานของฉันเบา ๆ แม้จะไม่ได้คุยอะไรมากมายแต่เขากลับดูแลและเทกแคร์ฉันอย่างดี เป็นเรื่องแปลกอีกหนึ่งเรื่องก็ว่าได้ เพราะเราเพิ่งจะเจอกันวันที่สองหรือสามเท่านั้น แต่คุณคริสตินกลับเทกแคร์ฉันดีมาก ดีจนฉันเองก็ไม่อยากเชื่อว่าคนแบบเขาจะลดตัวมาดูแลคนอื่นแบบนี้ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาสามทุ่มฉันพาน้องชายที่มีใบหน้าแดงเล็กน้อยกลับบ้าน คนที่ดื่มไวน์หนัก ๆ กับคุณคริสตินหลับทันทีที่ขึ้นมาบนรถ แล้วพอถึงบ้านก็ต้องบอกให้ไปอาบน้ำนอนพัก ส่วนฉันปิดบ้านล็อกบ้านเสร็จถึงได้กลับขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองเพื่ออาบน้ำเตรียมเข้านอน พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์พนักงานไปทำงานแต่ฉันหยุดพัก และตั้งใจจะพาน้องชายไปกินข้าวด้วยกันแล้วค่อยพาเข้าไปส่งที่คอนโดฯ แต่ยังไม่ทันจะได้หลับ โทรศัพท์ของฉันก็สั่นเบา ๆ เมื่อมีข้อความถูกส่งเข้ามา หน้าจอสว่างขึ้นเผยให้เห็นชื่อของเพื่อนทั้งสองคน ชื่นใจและฟ้าใสที่ตอนนี้ไปทำงานอยู่ต่างประเทศ เราจึงทำได้เพียงส่งข้อความคุยกันแทน ส่วนฉันกับชื่นใจยังคงไปมาหาสู่กันเหมือนเดิม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน ความสนิทสนมของพวกเราก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ใครจะแต่งงานคนแรก (3) Fah-Sai คิดถึงงง เดือนหน้าจะกลับแล้วนะ ชื่นใจ จริงปะเนี่ย! รอเลย คิดถึงมาก Gal K. จะร้องไห้ มาเลยคิดถึงมาก และแล้วการนอนตอนสามทุ่มของฉันก็เป็นอันพังไม่เป็นท่า เพราะมัวแต่คุยกับเพื่อนยาวเกือบชั่วโมงครึ่ง กว่าจะได้หลับจริง ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก ใครกันล่ะคราวนี้? วันนี้มันวันอะไรกันนะ ทำไมทุกคนถึงพากันติดต่อฉันไม่หยุดสักที ฉันง่วงแล้วนะ! “…ค่ะ” (ถึงบ้านหรือยัง?) เสียงทุ้มเป็นเอกลักษณ์เอ่ยถามมาตามสาย คุณคริสตินไม่ได้ดุหรือไม่พอใจ แต่ใช้น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยถามกัน “ถึงนานแล้วค่ะ จริง ๆ ก็กำลังจะนอนด้วย” ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใช้น้ำเสียงตอบกลับแบบไหน รู้แค่ว่าตาฉันแทบจะปิดอยู่แล้ว หนักอึ้งจนลืมไม่ขึ้น ถ้าเผลอหลับไปก่อนจะคุยกันรู้เรื่อง เขาจะโกรธไหมนะ? (ทำไมไม่ทักมาบอกล่ะ นี่ก็รอ...) “หือ? อือ ขอโทษค่ะ แต่วันนี้เหนื่อยมากเลย มาถึงก็รีบอาบน้ำแล้วจะนอนพักเลยค่ะ ขอโทษนะคะ” (ไม่เป็นไรครับ พรุ่งนี้ไม่ต้องมารับนะ) “ค่ะ รู้แล้วค่ะ” ให้ตายเถอะฉันจะไม่ไหวแล้วนะ ง่วงจนตาปรือหมดแล้ว (แต่ตอนเที่ยงมากินข้าวด้วยกันได้ไหม) “นัดกับน้องไว้แล้วค่ะ ไม่ว่างเลย” (งั้นเหรอ? แล้วตอนเย็นล่ะ?) “เย็นว่าง แต่คงจะเหนื่อยไม่อยากไปไหนอะค่ะ ตอนนี้ก็เหนื่อยไม่อยากพูดแล้วด้วย ง่วงนอน...” และเริ่มงอแงอย่างไม่รู้ตัว (หึ งั้นก็นอนพัก ตอนเย็นจะไปหา ตกลงไหม?) “อือ” (ตื่นแล้วจะจำได้ไหม ฮึ? แต่ฝันดีนะครับ ไว้เจอกันพรุ่งนี้) “...” มีเพียงความเงียบเป็นคำตอบให้เขา เพราะไม่มีแรงพอตอบโต้ เมื่อร่างกายเริ่มก้าวเข้าสู่ห้วงนิทรา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD