“เดี๋ยวนะ...นี่มันโรงพยาบาลหนิ ทำไมถึงไม่พาฉันไปคลินิกล่ะ”
ปุยฝ้ายพยายามปรับอารมณ์ของตัวเองให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่ทำได้ ก่อนจะพูดคุยในเรื่องที่ตัวเองสงสัย
“มาโรงพยาบาลนี่แหละดีแล้ว จะได้ตรวจดูอย่างละเอียดด้วย”
“แต่ฉันไม่มีเงินจ่าย! พาฉันไปคลินิกเถอะนะ ขอร้อง”
เมื่อได้ฟังคำตอบของใยไหม ปุยฝ้ายก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียดขึ้น เพราะเธอไม่ได้มีเงินมากพอที่จะมาใช้จ่ายกับค่ารักษาแพง ๆ แถมเงินที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ยังเป็นเงินที่ได้มาจากความยากลำบากของพ่อกับแม่ด้วย
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ในเมื่อเราทำตัวเจ็บเราก็จะรับผิดชอบเรื่องค่ารักษาเอง”
“ไม่เอาหรอก มันแพง...ถ้าอยากจ่ายให้ฉันจริง ๆ พาฉันไปคลินิกเถอะนะ ขอร้อง” ถึงแม้เธอจะรู้สึกหมั่นไส้อีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่ปุยฝ้ายก็ไม่ได้อยากให้ใยไหมเสียเงินเพราะเรื่องแค่นี้
“ตรวจที่นี่แหละ เราบอกว่าจะจ่ายค่ารักษาให้ไงตัวอย่าดื้อได้ไหม”
เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมทำตามที่เธอพูด ใยไหมจึงต้องใช้เสียงกดต่ำเพื่อทำให้คนตรงหน้ากลัว
“ใครดื้อ! ฉันแค่เกรงใจต่างหาก ที่นี่มันแพงเธอไม่เข้าใจหรือไง”
“แต่เรามีเงินจ่าย ตัวรีบลงมาได้แล้วมัวแต่ลีลาอยู่ได้ มันจะได้เวลากินข้าวอีกรอบอยู่แล้วนะ”
ใยไหมพูดด้วยสายตาดุ ๆ ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ แล้วหันกลับไปมองหน้าปุยฝ้ายด้วยท่าทางไม่พอใจเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมเชื่อฟังเธอเลย “ลงก็ได้!”
“พูดง่าย ๆ แบบนี้สิ ค่อยน่ารักเหมือนหน้าตาหน่อย”
เมื่อพูดจบใยไหมก็ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้คนตรงหน้า เพราะเธอต้องการแหย่ให้ปุยฝ้ายโมโห
“นิสัยฉันก็น่ารักย่ะ!”
“โอเค ๆ ไม่เถียงแล้ว ว่าแต่...ตัวเดินไหวไหม”
“ไหวสิ ฉันแค่ข้อเท้าพลิกนะ”
แม้ร่างกายในตอนนี้จะไม่สมบูรณ์พร้อม แต่ปุยฝ้ายก็พยายามทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองเก่งและเข้มแข็งแค่ไหน ทั้ง ๆ ที่ความจริงตอนนี้เธอรู้สึกปวดไปทั้งข้อเท้าจนอยากร้องไห้ออกมาก็ตาม
“งั้นก็รีบลงจากรถสิ แม่คนเก่ง” ใยไหมส่งยิ้มกวน ๆ เพื่อให้ปุยฝ้ายรู้สึกหงุดหงิด ซึ่งมันก็ได้ผลจริง ๆ เพราะตอนนี้อีกฝ่ายทำหน้าบึ้งใส่เธอ และพยายามลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง
“เห็นไหม ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย แค่นี้สบายมาก”
ใยไหมมองท่าทางอยากเอาชนะของปุยฝ้ายด้วยความรู้สึกเอ็นดู จนบางทีเธอก็อยากให้เวลาหยุดเดินเพื่อจะได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันกับอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นอีก
ทำหน้าบึ้งใส่อีกแหละ
ในระหว่างที่ใยไหมกำลังมองใบหน้าบูดบึ้งของปุยฝ้ายอยู่นั้น เธอก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายทีละนิดเพื่อจะช่วยเหลือ แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงก็เห็นคนตรงหน้าเซและเริ่มทรงตัวไม่อยู่ ทำให้ใยไหมต้องรีบวิ่งเข้าไปก่อนจะรับร่างเล็กเอาไว้ได้ทันเวลาพอดี
หมับ!
“เป็นไงล่ะแม่คนเก่ง เกือบได้จูบพื้นอีกรอบแล้วไหม”
ร่างสูงมองไปที่ปุยฝ้ายด้วยสายตาคาดโทษ ก่อนจะกระชับกอดให้แน่นขึ้นเพื่อป้องกันอีกฝ่ายล้มลงไปอีกรอบ
“อยู่นิ่ง ๆ ก่อนได้ไหม”
“...ฉันไม่ได้เป็นไรแล้ว ปะ ปล่อยได้หรือยัง”
ปุยฝ้ายพูดออกมาด้วยเสียงที่เบาเหมือนกระซิบ พร้อมกับพยายามหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อให้ภายในใจสงบนิ่ง แต่ไม่ว่าจะวิธีไหนหัวใจของเธอก็ไม่ยอมทำตามคำสั่ง แถมยังเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมเหมือนอยากป่าวประกาศให้คนภายนอกได้รับรู้
“แล้วถ้าตัวล้มอีกล่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางน่ารักและใบหน้าที่ขึ้นสีแดงของอีกฝ่าย มันก็ยิ่งทำให้ใยไหมอยากแกล้งมากขึ้นกว่าเดิม เธอจึงดึงปุยฝ้ายเข้ามาหาตัวอีกครั้ง พร้อมกับโน้มใบหน้าเข้าไปหาจนร่างเล็กเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก
ยิ่งร่างสูงกระชับกอดแน่นขึ้นและโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้มากเท่าไร หัวใจของปุยฝ้ายก็ยิ่งเต้นแรงจนแทบไม่เป็นจังหวะ เธอรู้สึกหายใจติดขัดจนเหมือนจะเป็นลม แต่ก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุดพร้อมกับนับเลขในใจเพื่อให้ข้างในเย็นลง ก่อนจะพบว่ามันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยถ้าอีกฝ่ายยังคงกอดเธอไม่ยอมปล่อยแบบนี้
“มะ ไม่ล้มแล้วน่า คราวนี้ฉันจะระวัง ปล่อยได้แล้ว”
ใยไหมมองใบหน้าที่ขึ้นสีแดงจัดของอีกฝ่ายอย่างพอใจ พร้อมกับอมยิ้มให้กับท่าทางน่ารักของปุยฝ้ายที่เอาแต่หันหน้าหนีเธอ ด้วยความรู้สึกที่อยากจะกอดคนคนนี้เอาไว้นาน ๆ
...ไม่อยากปล่อยเลย
“ก็ได้ แต่ต้องให้เราประคองนะ เพราะถ้าไม่ตกลง…” ใยไหมมองหน้าปุยฝ้ายยิ้ม ๆ ก่อนจะกระชับกอดให้แน่นขึ้นอีก จนอีกฝ่ายตกใจและเบิกตากว้างมากกว่าเดิม
“เราจะไม่ปล่อยและจะกอดให้แน่นกว่าเดิมเลย”
“ตกลง ๆ ฉันจะทำตามที่เธอบอก ปล่อยได้แล้ววว”
ปุยฝ้ายพยายามหลบสายตาที่เอาแต่จ้องมองมาทางเธอไม่เลิก ต่างจากใยไหมที่รู้สึกเสียดายมากเมื่อต้องคลายกอดออกจากร่างนุ่มนิ่มนี้
“ยืนดี ๆ นะ”
“อือ รู้แล้วน่า”
เมื่อได้ยินคำตอบของคนข้างกาย มันก็ทำให้เธอสงสัยว่าทำไม ปุยฝ้ายถึงยอมเชื่อฟังกันง่าย ๆ แบบนี้ แต่เมื่อมองไปยังใบหน้าที่ขึ้นสีแดงจัด เธอก็รู้ถึงสาเหตุทันทีว่าคนตรงหน้าเชื่อฟังตัวเองเพราะอะไร
แกล้งอีกสักหน่อยดีกว่า
ใยไหมมีความสุขมากที่ได้เห็นใบหน้าและท่าทางแปลกใหม่ของปุยฝ้าย จนตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกโลภเพราะอยากเห็นใบหน้านั้นตลอดเวลา
“ทำไมคราวนี้พูดง่ายจัง” เธอจ้องไปที่หน้าของปุยฝ้ายอย่างตั้งใจ เพื่อแกล้งให้อีกฝ่ายเสียอาการมากขึ้น
“มัวแต่ถามอยู่ได้! แล้ววันนี้ฉันจะได้ไปหาหมอไหม” ปุยฝ้ายตะคอกกลับไปเพราะต้องการกลบอาการเขินของตัวเอง จนลืมนึกถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายไปเสียสนิท
“อือ เราไม่ถามแล้วก็ได้ ขอโทษนะ”
เมื่อโดนอีกฝ่ายแสดงอาการหงุดหงิดใส่ ใยไหมก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เพราะที่เธอพูดและทำไปทั้งหมดนี้มันคือความจริงใจ แต่ปุยฝ้ายกลับไม่รับรู้ถึงความห่วงใยที่เธอมีให้เลย
“เอ่อ...ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะอารมณ์เสียใส่เธอนะ พอดีว่าฉันกลัวจะหิวตายอีก ก็เลยเผลอหงุดหงิดใส่เธอแบบนั้น ฉันขอโทษจริง ๆ”
“อือ เราไม่ได้โกรธหรอก งั้นรีบไปหาหมอกันดีกว่า พอเสร็จจะได้ไปกินข้าวกัน”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มออกมาปุยฝ้ายก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะ แต่เธอก็รู้สึกสงสัยคำพูดของคนข้างกายจนต้องถามมันออกไป “เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ”
“รีบไปหาหมอไง พอเสร็จพวกเราจะได้ไปกินข้าวกัน”
“คงจะหมายถึง...เธอก็ไปกินข้าวของเธอ ฉันก็ไปกินข้าวของฉันใช่ไหม” ปุยฝ้ายถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เพราะเธอยังรู้สึกแปลก ๆ กับคำตอบของใยไหม
“เปล่า เราหมายถึงไปกินข้าวด้วยกันต่างหาก”
พอได้ฟังคำตอบที่ชัดเจนจากใยไหม ปุยฝ้ายก็รู้สึกตกใจมากเพราะเธอคิดว่ามันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรที่เราทั้งสองคนต้องไปกินข้าวด้วยกันอีก
“แต่ว่า...”
“สวัสดีค่ะ คนไข้เป็นอะไรมาคะ”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรต่อ พยาบาลสาวสวยก็เดินเข้ามาหาพวกเธอซะก่อน
“คุณพยาบาลขอเวลาสักครู่นะคะ นี่เธอ! เรายังคุยกันไม่จบนะ” เมื่อความอยากรู้มันมีมากกว่า ปุยฝ้ายจึงหันไปถามคนข้างกายอีกครั้ง แต่แทนที่จะได้รับคำตอบเธอกลับโดนอีกฝ่ายใช้ปลายนิ้วห้าม
“ไม่ใช่ตอนนี้”
แม้จะอยากคุยต่อให้รู้เรื่อง แต่ในเวลานี้เธอกลับไม่สามารถทำได้อย่างที่ใจนึก เพราะเมื่อบุรุษพยาบาลเอารถเข็นมาให้นั่ง เธอก็ต้องเตรียมเข้าไปรับการรักษาจากหมอ โดยมีใยไหมคอยจัดการบอกอาการเบื้องต้นและกรอกประวัติให้
“ข้อเท้าพลิกค่ะ ยังไงฝากดูแลด้วยนะคะคุณพยาบาล”
“ค่ะ เดี๋ยวทางเราจะดูแลคนไข้ให้เป็นอย่างดีเลยค่ะ”
เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่แน่ชัด คิ้วของปุยฝ้ายก็เริ่มผูกกันเป็นปมพร้อมกับมองดูการกระทำของใยไหมที่จัดการเรื่องต่าง ๆ ให้เธอภายในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาการเบื้องต้นที่เหมือนเป็นคนเจ็บซะเอง หรือแม้แต่ประวัติของเธอที่อีกคนถือวิสาสะหยิบบัตรประชาชนไปกรอกข้อมูลให้อย่างคล่องแคล่ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วมากจนเธอรู้สึกสับสนและรู้สึกดีในเวลาเดียวกัน
“เดี๋ยวเรานั่งรออยู่ข้างนอกนะ แล้วก็...อย่าดื้อกับคุณหมอเขาล่ะรู้ไหมยัยตัวเล็ก” ใยไหมเอามือวางไว้บนหัวของปุยฝ้ายพร้อมกับขยี้มันเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“มะ ไม่...”
“เดี๋ยวค่อยออกมาคุยกัน ไปหาหมอได้แล้ว”
ใยไหมลูบหัวอีกคนอย่างเบามือ ก่อนจะพยักหน้าให้บุรุษพยาบาลเพื่อเป็นสัญญาณบอกถึงความพร้อม ส่วนปุยฝ้ายที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับไออุ่นจากฝ่ามือใหญ่อยู่นั้น กลับเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อกี้อีกฝ่ายไม่ได้เรียกชื่อเธอ แต่กับเป็นคำว่า ‘ตัวเล็ก’ ที่ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดสุด ๆ
นี่หลอกด่ากันว่าเตี้ยใช่ไหมเนี้ย!!!