ปุยฝ้ายไม่คิดว่าเรื่องทั้งหมดจะกลายเป็นแบบนี้ เธอจึงรู้สึกคิดหนักเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญอยู่ในตอนนี้
“เราชอบนะ ตัวเล็กกับตัวใหญ่ มันน่ารักมากเลย”
“แต่ฉันว่า...เรียกชื่อเล่นแบบปกติดีกว่านะ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะสงสัยเอาว่าทำไมเราถึงเรียกกันแบบนี้” ปุยฝ้ายพยายามพูดให้ใยไหมเปลี่ยนใจ เพราะเธอไม่อยากให้คนอื่นสงสัยกับคำเรียกแปลก ๆ ของตัวเองและอีกฝ่าย
“งั้นเอาอย่างนี้ เราจะเรียกชื่อเล่นกันตอนอยู่กับคนอื่น แต่!”
รอยยิ้มกว้างต้องหุบลงทันทีเมื่อได้ยินคำว่าแต่ต่อท้ายประโยค เธอไม่เข้าใจว่าในตอนนี้ใยไหมกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
“แต่อะไร”
“แต่ถ้าเราอยู่ด้วยกันสองคน ตัวต้องเรียกเหมือนที่เราตกลงกันเมื่อกี้” ใยไหมพูดและยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ เพราะเธอรู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ได้ตั้งใจที่เรียกแบบนั้น แต่การเรียกกันด้วยชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่มันก็น่ารักมาก จนเธออยากให้อีกฝ่ายเรียกแบบนั้นจริง ๆ
“เอาจริงเหรอ!?”
“ใช่! เราจะเรียกตัวว่าตัวเล็ก ส่วนตัวก็เรียกเราว่าตัวใหญ่ โอเคนะตัวเล็ก”
ร่างสูงยิ้มออกมาอย่างพอใจ ต่างจากปุยฝ้ายที่ได้แต่นั่งกุมขมับของตัวเอง เพราะรู้สึกหงุดหงิดความคิดที่ไม่ได้เรื่อง เลยทำให้ผลที่ออกมาเป็นแบบนี้จนเธอไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
“เรียกแบบเดิมเถอะนะ ขอร้องงง”
“ไม่เอา ก็ตัวเล็กเป็นคนเลือกเอง ตัวใหญ่ไม่ได้บังคับซะหน่อย”
“ก็ตอนนั้นฉันแค่อยากแกล้งเธอเล่นนี่นา ไม่คิดว่าเธอจะจริงจังแบบนี้”
“ตัวเล็กเล่น แต่ตัวใหญ่เอาจริง ไม่เปลี่ยนใจด้วย!” เมื่อพูดจบใยไหมก็ยื่นหน้าเข้าไปหาปุยฝ้ายมากขึ้น เพื่อให้อีกฝ่ายดูสายตาที่จริงจังของตัวเอง
และเมื่อปุยฝ้ายได้เห็นสายตาที่จริงจังของคนตรงหน้า เธอก็รู้สึกกังวลมากขึ้นเพราะไม่รู้ว่าควรทำยังไงให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจ
ส่วนร่างสูงที่เห็นคิ้วพันกันยุ่งเหยิง ก็ยื่นมือเข้าไปค่อย ๆ คลายมันออกจนกลับมาเป็นเหมือนเดิม ก่อนจะส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนไปให้คนตรงหน้า
“คิ้วพันกันยุ่งหมดแล้ว”
“เปลี่ยนใจได้ไหม”
“เราเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ไหนลองเรียกเราว่าตัวใหญ่สิ” ครั้งนี้ใยไหมไม่ได้จะแกล้งปุยฝ้าย เพราะเธอเพียงแค่อยากได้ยินเสียงน่ารัก ๆ ของคนตรงหน้าเรียกว่าตัวใหญ่ก็เท่านั้น
“ตะ ตัว...ใหญ่”
ใยไหมขำท่าทางน่ารักของคนตรงหน้าจนเธอไม่สามารถห้ามใจของตัวเองไม่ให้แกล้งอีกฝ่ายได้ เพราะตอนนี้แก้มของปุยฝ้ายแดงเหมือนลูกมะเขือเทศ แถมเสียงที่เปล่งออกมายังสั่นเหมือนกับคนเป็นไข้ ปฏิกิริยาเหล่านั้นเลยทำให้นิสัยขี้แกล้งของใยไหมเผยออกมาอีกครั้ง
“ทำไมพูดเบาจัง ตัวใหญ่ได้ยินไม่ชัดเลย หรือว่า...ต้องให้ตัวใหญ่เข้าไปฟังใกล้ ๆ หือ?”
ไม่เพียงแค่พูดเท่านั้น เพราะเมื่อพูดจบใยไหมก็ขยับเข้าไปหาปุยฝ้ายเหมือนอย่างที่พูดเอาไว้จริง ๆ เลยทำให้ปุยฝ้ายเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แถมหัวใจยังเต้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอกลัวว่าเสียงจะเล็ดลอดออกไปข้างนอกให้ร่างสูงได้ยิน
“ไหนลองพูดให้ตัวใหญ่ฟังอีกทีสิ”
“ถะ ถอยออกไปก่อนสิ ไม่อย่างนั้นฉันไม่พูดให้ฟังจริง ๆ ด้วย”
เมื่ออีกฝ่ายยังขยับเข้ามาใกล้ตัวเองอยู่แบบนี้ ปุยฝ้ายที่หมดหนทางหนีจึงจำเป็นต้องพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากพูดออกมา
“ตัวใหญ่กลัวไม่ได้ยิน ตัวเล็กชอบพูดเบา” ใยไหมยังคงแกล้งปุยฝ้ายต่อไป เพราะหน้าตาของคนตรงหน้าในตอนนี้มันน่ารักมาก
“คราวนี้ฉันจะพูดดัง ๆ ฉันสัญญา แต่ช่วย...เอาหน้าออกไปก่อนได้ไหม ขอร้องละ” ปุยฝ้ายพูดโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปมอง และมือเล็ก ๆ ก็พยายามดันไหล่ของใยไหมให้ออกห่างเพื่อให้ตัวเองหายใจได้สะดวกขึ้น
“งั้นก็ได้” เธอถอยออกมาอย่างว่าง่าย เพราะกลัวว่าปุยฝ้ายจะทนไม่ไหวจนหนีตัวเองไปซะก่อน
เมื่อใยไหมปล่อยเธอให้เป็นอิสระ ปุยฝ้ายก็นั่งรวบรวมสมาธิและสูดลมหายใจเข้าปอดช้า ๆ เพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงของตัวเองให้คืนกลับมา ก่อนจะสูดลมเข้าปากของตัวเองจนแก้มป่อง และผ่อนลมออกมาเพื่อเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงที่ดังจนคนฟังถึงกับสะดุ้งเพราะความตกใจ
“ตัวใหญ่!!!”
“ทะ ทำไมตัวเล็กต้องตะโกนด้วยเนี่ย หูตัวใหญ่แทบแตก”
ใยไหมขยี้หูของตัวเองเบา ๆ เพราะรู้สึกแสบแก้วหูเมื่อได้ฟังสิ่งที่คนตรงหน้าพูดออกมา
“ก็ตอนนั้นบอกว่าพูดเบา พอพูดดังก็ว่า ไม่รู้จะเอาใจยังไงแล้วนะ!”
ปุยฝ้ายหันหน้าหนีไปทางอื่น เพราะสิ่งที่เธอทำเมื่อกี้อีกฝ่ายเป็นคนบอกเอง แต่พอทำตามใยไหมกลับพูดเหมือนต่อว่าทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้ตั้งใจแกล้งสักหน่อย
“ตัวเล็กงอนตัวใหญ่เหรอ หน้างอเชียว”
“เปล่างอน ไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิด”
พอได้ฟังคำตอบและมองสีหน้าของปุยฝ้ายผ่านกระจก ใยไหมก็รู้ได้ในทันทีว่าตอนนี้อีกคนกำลังเคืองเธออยู่ แต่ถึงแม้จะรู้ว่าปุยฝ้ายงอนใยไหมก็ไม่รู้ว่าควรง้ออีกฝ่ายยังไงดีในเมื่อเธอไม่เคยง้อใครมาก่อน
เอายังไงดีนะ...รู้แล้ว!
“ตัวใหญ่ก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าตอนนี้ตัวเล็กงอนอะไรตัวใหญ่อยู่ แต่ตัวใหญ่จะง้อตัวเล็กด้วยการพาไปกินของอร่อย ๆ เพราะตัวเล็กก็คงจะหิวแล้วใช่ไหม”
“ฉันไม่ได้หิวสักหน่อย”
โครกครากกก
ไม่หิวเลยเนอะ ร้องซะดังเชียว ฮ่าฮ่าฮ่า
พอได้ยินเสียงแปลกปลอมที่ดังออกมาจากท้องของปุยฝ้าย ใยไหมก็ถึงกับหลุดขำออกมา เพราะคำพูดกับร่างกายของอีกฝ่ายชอบสวนทางกันตลอด ส่วนปุยฝ้ายก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตามองไปที่มือของตัวเอง เพราะตอนนี้เธอรู้สึกอายเกินกว่าจะเงยหน้าขึ้นมา
“ท้องกับปากของตัวเล็กเนี่ย ไม่เคยสามัคคีกันเลยเนอะ”
“ไม่ต้องมาพูดเลย! จะพาไปกินก็รีบพาไปสิ” ปุยฝ้ายทำเป็นโกรธเพื่อกลบเกลื่อนความอายของตัวเอง แต่มันก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของใยไหมไปได้
เพราะเธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องเพราะอะไร และถึงแม้นิสัยของปุยฝ้ายจะเหมือนเด็กน้อยที่ชอบงอแงหรือโวยวาย แต่สำหรับเธอมันเป็นอะไรที่น่ารักมาก จนมีความรู้สึกหวงและไม่อยากให้ใครได้เห็นด้านนี้ของปุยฝ้ายนอกจากตัวเธอเอง
ทำไมเราต้องรู้สึกหวงตัวเล็กด้วยนะ?
ใยไหมไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ แต่สิ่งที่เธอรู้และมั่นใจก็คืออาการเหล่านี้มันเกิดขึ้นเพราะปุยฝ้าย
“ฮ่าฮ่าฮ่า โอเค ๆ ถ้าอยากกินอะไรก็บอกนะ เดี๋ยวตัวใหญ่จะพา ตัวเล็กไปกินเอง โอเคไหม”
ยะ ยิ้มแบบนี้อีกแล้ววว
รอยยิ้มของใยไหมทำให้หัวใจของปุยฝ้ายทำงานหนัก แถมเธอยังรู้สึกสับสนมากที่หัวใจชอบเต้นแรงตอนที่ได้อยู่ใกล้ ๆ กับใยไหม และเมื่อไม่สามารถตอบคำถามตัวเองได้ สิ่งที่เธอจะทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ การบังคับหัวใจของตัวเองไม่ให้เต้นแรงจนเกินไป แม้มันจะไม่สามารถทำได้อย่างที่ใจคิดก็ตาม
“อื้อ!”
เมื่อเคลียร์ปัญหาทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ร่างสูงก็หันกลับไปสนใจทางข้างหน้าต่อ เพราะเธอกลัวว่าปุยฝ้ายจะทนหิวไม่ไหว และพอหันไปมองที่ร่างเล็กอีกครั้ง เธอก็อดขำไม่ได้จริง ๆ เมื่อรู้ว่าสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายหน้าบึ้งแบบนี้เกิดจากอะไร
“หิวเหรอ หน้ามุ่ยเชียว”
“นิดหน่อย”
“ทนหน่อยนะเดี๋ยวก็ถึงแล้ว” ใยไหมมองหน้าปุยฝ้ายด้วยความเอ็นดู เพราะอีกฝ่ายก็ยังคงปากไม่ตรงกับใจเหมือนเดิม
“อือ...”
พอปุยฝ้ายเงียบลงอีกครั้ง เธอก็ยื่นมือข้างหนึ่งไปลูบหัวอีกฝ่ายอย่างเบามือ เพื่อปลอบโยนเด็กน้อยที่กำลังอารมณ์ไม่ดีเพราะความหิว
“รอหน่อยนะเด็กน้อย อย่างอแงละ” ใยไหมมองไปที่ปุยฝ้ายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเอามือของตัวเองมาวางไว้ที่พวงมาลัยตามเดิม
ปุยฝ้ายรู้สึกตื่นเต้นและอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่ใยไหมลูบหัวของเธออย่างอ่อนโยน จนบางทีเธอก็ควบคุมการเต้นของหัวใจและจังหวะการหายใจของตัวเองไม่ได้ ซึ่งอาการเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกสับสนมาก แต่หากถามว่ารู้สึกดีไหม...มันคงเป็นความรู้สึกที่ดีมากจนไม่อยากห่างจากคนคนนี้
“อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นเด็กนะ”
“ก็เวลาตัวเล็กหิวเหมือนเด็กจริง ๆ นี่นา”
ใยไหมหันไปมองคนข้างกายที่ทำแก้มป่องด้วยความรู้สึกมันเขี้ยว เธออยากจับแก้มขาวนั่นแรง ๆ สักที แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น เพราะหากทำจริงต้องโดนปุยฝ้ายโกรธแน่
อยากจับแก้มจัง แต่ถ้าจับ...เราคงตายแน่
“ไม่เหมือนสักหน่อย” ปุยฝ้ายตอบออกมา โดยที่เจ้าตัวยังคงนับเลขในใจไปเรื่อย ๆ เพื่อทำให้หัวใจของตัวเองสงบลงบ้าง
“เหมือนสิ แถมเหมือนมากด้วย”
“ไม่เหมือน! แล้วถ้ายังไม่หยุดพูดฉันจะงอนจริง ๆ แล้วนะ”
“โอเค ๆ หยุดพูดก็ได้”
ยัยเด็กน้อยเอ๊ย
ร่างสูงแอบมองใบหน้าของปุยฝ้ายอีกครั้ง พร้อมกับยิ้มออกมาเพราะทนความน่ารักของคนตรงหน้าไม่ไหว เธอพยายามรวบรวมสติเพื่อให้สามารถขับรถต่อได้ แต่ก็มีหลายต่อหลายครั้งที่สายตาเผลอไปมองปุยฝ้ายโดยไม่ได้ตั้งใจ
เฮ้อ! ก็น่ารักซะขนาดนี้ จะไม่ให้มองไหวได้ยังไง หือออ
ใยไหมรู้สึกเหนื่อยใจกับความน่ารักของปุยฝ้าย เพราะไม่ว่าจะรวบรวมสติหรือสมาธิยังไง สายตาของเธอก็จะคอยมองไปที่คนข้างกายตลอด
“น่ารักให้มันน้อยกว่านี้หน่อยได้ไหม” ใยไหมเผลอพูดออกไปอย่างลืมตัว จนปุยฝ้ายที่ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ต้องหันกลับมามอง
“หือ? เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ”
“ปะ ปลาเก๋าใส่มันอร่อยดีว่าไหม”
เมื่อไม่รู้ว่าจะแก้ตัวยังไง เธอจึงพูดในสิ่งที่นึกได้เดี๋ยวนั้นออกมา โดยที่ยังไม่ได้ไตร่ตรองให้มันดีซะก่อน ผลของประโยคที่พูดออกมาจึงแปลก จนทำให้ปุยฝ้ายมองมาด้วยใบหน้าที่มีแต่คำถาม
“อะไรคือปลาเก๋าใส่มัน ฉันไม่รู้จัก”
“ชะ ช่างมันเถอะ”
“ช่างมันไม่ได้ ฉันอยากรู้ว่ามันคืออะไร”
ปุยฝ้ายรู้ดีว่าอีกฝ่ายพูดผิดไป แต่เพราะเธออยากเอาคืนเรื่องที่โดนใยไหมว่า เธอจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อไป
“ตัวจะมาสงสัยอะไรตอนนี้เนี่ย ตัวเล็ก”
“ก็คนมันอยากรู้นี่นา อย่ามาทำให้อยากรู้แล้วก็เงียบแบบนี้สิ”
“ตัวใหญ่ขอเถอะ เราอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลยนะ”
“ไม่เอา ฉันอยากรู้ แล้วก็อยากกินด้วย เธอต้องพาฉันไป”
โอ๊ย! ไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย
ใยไหมอยากจะตบปากของตัวเองสักสิบที แต่ก็ทำได้เพียงยกมือขึ้นมานวดที่ขมับเท่านั้น
“เอาเป็นว่าเดี๋ยวตัวใหญ่ พาไปกินอย่างอื่นแทนปลาเก๋าละกันนะ”
“แต่…”
“ได้โปรดตัวเล็ก อย่าพูดถึงปลาเก๋าเลย”
“ก็ได้!”
ทีหลังจะพูดอะไรออกไป ต้องคิดให้ดีกว่านี้แล้วเรา
ร่างสูงถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะมีสมาธิขับรถมากขึ้น