เมื่อคิดได้แบบนั้นใยไหมก็หยิบถุงที่มีไส้กรอก ขนมจีบ และซาลาเปาขึ้นมา ก่อนจะนำมันไปจ่อไว้ที่ช่องแอร์เพื่อให้กลิ่นหอม ๆ ลอยไปปะทะกับจมูกของปุยฝ้าย จนอีกฝ่ายลอบกลืนน้ำลายด้วยความยากลำบาก
ฮ่าฮ่าฮ่า น้ำลายจะหยดแล้วนะนั่น
“งั้นตัวก็คงไม่อยากกินไส้กรอก ขนมจีบ และก็ซาลาเปาที่เราซื้อมาแน่ ๆ เลย เฮ้อ...น่าเสียดายจัง เราซื้อมาตั้งเยอะแหนะ แล้วอย่างนี้เราจะกินคนเดียวหมดได้ยังไง”
ในระหว่างที่พูดประโยคเชิญชวน ใยไหมก็แอบมองปุยฝ้ายที่เอาแต่จ้องถุงในมือเธอด้วยหน้าตาตลกปนน่าสงสาร จนใยไหมแทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว แต่เพื่อดำเนินตามแผนการของตัวเองต่อไป เธอจึงต้องแกล้งทำหน้าเศร้าก่อนจะเริ่มพูดต่อ
“เฮ้อ...ถ้ากินไม่หมด เราคงต้องทิ้งอย่างเดียวแล้วละ”
เมื่อใยไหมแกล้งพูดประโยคนี้ออกไป ปุยฝ้ายก็ดูร้อนรนและกระวนกระวายใจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เอาไปทิ้งเลยดีไหมนะ ทิ้งเลยละกัน!”
พอพูดจบใยไหมก็แกล้งจับประตูรถเพื่อให้อีกคนเข้าใจว่าเธอจะทำอย่างที่พูดจริง ๆ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เปิดมันออกไป มือเล็ก ๆ ของปุยฝ้ายก็มาจับแขนของเธอเอาไว้
“หือ? ตัวมีอะไรหรือเปล่า”
ปุยฝ้ายเงยหน้าขึ้นไปมองใยไหมด้วยสายตาที่สั่นไหวไปมาเพราะความลังเล ก่อนที่เธอจะกลั้นใจพูดประโยคนี้ออกมา
“...อย่าทิ้ง ฉันอยากกิน”
“ตัวไม่โกรธเราแล้วเหรอ”
“ฉันยังเคืองอยู่ แต่เพราะเสียดายของ เลยจะยอม...ยกโทษให้ สักครั้งก็ได้!”
“งั้นเหรอ...”
มันเขี้ยวชะมัด!
เมื่อได้รับคำตอบจากคนตรงหน้า ใยไหมก็ไม่ปกปิดความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป เธอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้เพราะความน่ารักของปุยฝ้าย แถมยิ่งมองแก้มป่อง ๆ นั่น ใยไหมก็ยิ่งอยากบีบให้หายมันเขี้ยว
“ยิ้มทำไมไม่ทราบ!”
“เปล๊า! ไม่ได้ยิ้มสักหน่อย” พอพูดจบใยไหมก็หันหน้าไปทางอื่นทันที เพราะหากมองอีกฝ่ายอยู่แบบนี้เธอก็คงไม่สามารถกลั้นขำได้แน่
“นี่... นี่แกล้งกันอีกแล้วใช่ไหม!?” ปุยฝ้ายรู้สึกโกรธมาก เมื่อรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแผนการของคนตรงหน้า
“ยอมรับก็ได้ว่าแกล้ง แต่ตัวน่ารัก น่าแกล้งเองนี่นา”
ใยไหมไม่ใช่คนขี้แกล้ง แต่เพราะความน่ารักและความใสซื่อของ ยัยตัวเล็กตรงหน้านี่แหละ ที่ทำให้เธอกลายเป็นคนแบบนี้
“ฉันไม่พูดด้วยแล้ว หิว!”
ปุยฝ้ายหยิบถุงจากมือของใยไหมมากิน โดยไม่ได้สนใจและพูดอะไรกับคนตรงหน้าอีก เพราะตอนนี้เธอหิวมากจนสามารถกินช้างได้ทั้งตัว
“ให้เรากินด้วยสิ” เมื่อมองปุยฝ้ายที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย เธอก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา
“ไม่ให้หรอก” ปุยฝ้ายเงยหน้ามองใยไหมนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดและเริ่มลงมือกินต่อ
“เราขอกินด้วยคนสิ นะคะ”
น้ำเสียงออดอ้อนทำให้คนตัวเล็กไปต่อไม่ถูก แถมตอนนี้เธอยัง ตกอยู่ในภวังค์ที่เกิดขึ้นเพราะสายตาของคนตรงหน้า จนเธอแทบถอนสายตาของตัวเองออกมาไม่ได้
“กะ ก็กินไปสิ! เงินเธอหนิ”
“ใจดีจัง”
แถมยังน่ารักด้วย
เมื่อปุยฝ้ายส่งถุงคืนมาให้ ใยไหมก็ยิ้มออกมาทันทีพร้อมกับมองใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนสีของอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู
“ก็...เงินเธอ”
“ก็ใจดีอยู่ดี เพราะว่าตัวไม่โกรธเราแล้ว ใช่ไหม?”
ยิ่งอีกคนส่งยิ้มมาให้มากเท่าไร ร่างเล็กก็ยิ่งหน้าแดงขึ้นเรื่อย ๆ แถมหัวใจยังทำงานผิดปกติและเต้นแรงแทบไม่เป็นจังหวะ จนปุยฝ้ายรู้สึกกังวลกับอาการแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ส่วนใยไหมที่เอาแต่จ้องคนตรงหน้าไม่วางตา ก็เพิ่งนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นได้ เธอจึงรีบถามสิ่งที่ค้างคาใจออกไปด้วยใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มหวาน
“ตัวชื่ออะไรเหรอ นี่พวกเราคุยกันมาตั้งนาน แต่ยังไม่รู้จักชื่อกันเลยนะ”
“ฉัน...ชื่อปุยฝ้าย เธอล่ะ”
ปุยฝ้ายดูดน้ำโกโก้ในมือก่อนที่จะตอบคำถาม เพราะเธอหวังให้เครื่องดื่มเย็น ๆ ช่วยดับความร้อนที่ใบหน้า และช่วยลดอาการหัวใจเต้นผิดปกติของตัวเอง
“เราใยไหม ยินดีที่ได้รู้จักนะปุยฝ้าย”
“อือ! เช่นกันนะใยไหม”
ทั้งสองส่งยิ้มให้กันก่อนจะเริ่มกินอาหารในมือต่อด้วยบรรยากาศที่เงียบลง แต่ที่มันไม่ยอมเงียบหรือสงบลงเลยก็คงเป็นเสียงหัวใจของใครบางคนที่กำลังเต้นดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์
จนร่างเล็กกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงนี้เข้า เลยพยายามหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจกลับมาสม่ำเสมอเหมือนเดิม ก่อนที่คนข้างกายจะรับรู้ได้ถึงเสียงแปลก ๆ ที่ดังออกมาจากเธอ
เบา ๆ หน่อยสิไอ้หัวใจเพี้ยน!
ในขณะที่ร่างเล็กยังคงสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง ก็มีสายตา คู่หนึ่งคอยมองมาที่เธอตลอดเวลา
อยากบีบแก้มจัง
ใยไหมรู้สึกถูกชะตากับปุยฝ้ายมาก แม้การพบกันในครั้งนี้จะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญหรืออาจจะเป็นพรหมลิขิต แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรหรือใครมาดลใจ เธอก็อยากจะขอบคุณสิ่งนั้นมาก ที่ทำให้เธอได้พบกับคนที่เป็นต้นเหตุของรอยยิ้มกว้าง ๆ นี้ และยังรู้สึกมีความสุขมากขึ้นเมื่อได้อยู่ใกล้ ๆ กับเจ้าร่างเล็ก
…มันมากไปแล้ว ไอ้ความน่ารักเนี่ย มันมากเกินไปแล้วนะ
เมื่อเห็นแก้มป่อง ๆ ของคนข้างกายกำลังขยับไปมาในระหว่างที่กิน ร่างสูงก็เอาแต่ยิ้มออกมาไม่หยุด ให้กับท่าทางการกินที่ดูน่ารัก น่าเอ็นดูนี้
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรใยไหมถึงรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้มองใบหน้าและรอยยิ้มของคนข้างกาย แถมเธอยังไม่เคยนึกเบื่อปุยฝ้ายเลยแม้แต่น้อย เพราะยิ่งได้มองใบหน้าและท่าทางที่แปลกใหม่ของอีกฝ่าย เธอก็ยิ่งรู้สึกชอบและยิ่งอยากรู้จักกับคนคนนี้มากขึ้น
“กินไม่หยุดเลยนะ ตั้งแต่นั่งรถออกมาจากปั๊มเนี่ย” ใยไหมพูดและมองไปที่ปุยฝ้ายด้วยท่าทางขบขัน
“ก็คนมันหิว แต่...เอาจริง ๆ ฉันเสียดายของมากกว่า ซื้อมาตั้งเยอะแถมเสียเงินไปก็มาก จะมากินทิ้งกินขว้างได้ยังไงละ” เมื่อปุยฝ้ายพูดจบ เธอก็กินของที่อยู่ในมือต่อด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย
“งั้นเหรอ ถ้างั้น...ตัวก็คงเป็นคนที่กินได้คุ้มค่าที่สุด เท่าที่เราเคยรู้จักมาเลยแหละ”
ร่างสูงแกล้งพูดใส่อีกฝ่ายพร้อมกับหันไปส่งรอยยิ้มทะเล้นให้กับคนตรงหน้า เพราะต้องการดูปฏิกิริยาที่มีต่อคำพูดและการกระทำของตัวเอง
ทำไมถึงได้น่าแกล้งแบบนี้นะ
ความจริงแล้วใยไหมเป็นคนนิ่ง ๆ ไม่ได้มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับ คนอื่นมากนัก แต่พอได้มาเจอกับปุยฝ้ายทุกอย่าง ๆ มันก็เปลี่ยนไป จากคนที่ไม่ค่อยสนใจใคร ชอบอยู่เงียบ ๆ คนเดียวเธอกลับกลายเป็นคนขี้แกล้ง และอยากได้ยินเสียงต่อว่าของคนคนนี้ตลอดเวลา
อื้อหือ! อันนี้อร่อย ว่าแต่...เมื่อกี้ใยไหมพูดล้อเลียนกันนี่นา!’
พอรู้ว่าอีกฝ่ายพูดเหน็บแนม ปุยฝ้ายก็ออกอาการหงุดหงิดและมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันที เธอรู้สึกไม่พอใจที่ใยไหมพูดแบบนี้ เพราะถึงแม้เธอจะเป็นคนกินจุอย่างที่อีกฝ่ายพูดจริง ๆ แต่คนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานพูดแบบนี้ได้ด้วยเหรอสวย
คิดว่าสวยแล้วจะแกล้งใครก็ได้เหรอ หา!
ปุยฝ้ายมองหน้าใยไหมนิ่ง ๆ โดยที่ยังคงกินของในมือไม่หยุด ตอนนี้เธอรู้สึกหงุดหงิดใบหน้าสวย ๆ นั้นมาก เพราะถึงแม้คนคนนี้จะมีหน้าตาที่สมบูรณ์แบบและดูดีไปหมดทุกระเบียบนิ้ว แต่อีกฝ่ายกลับชอบแกล้งจนเธออยากกระโดดเข้าไปงับหูหลายต่อหลายครั้ง
เดี๋ยวก็กัดซะเลยหนิ! คิดว่าสูงกว่าแล้วฉันจะกลัวเหรอ
เมื่อคิดได้แบบนั้น ปุยฝ้ายก็ลองจินตนาการใบหน้าของใยไหมที่กำลังเจ็บปวดเพราะโดนเธอกัดหูอย่างมีความสุข พร้อมกับนั่งกินและคิดหาทางแก้แค้นคนข้างกายไปด้วย
ง่ำ ๆ เจ็บมากใช่ไหมล่ะ สมน้ำหน้า! ฮ่าฮ่าฮ่า
ในขณะที่ปุยฝ้ายกำลังจินตนาการว่ากัดใยไหมอยู่นั่น มันก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างสูงหันมามองพอดี
...คิดอะไรของเขาอยู่นะ
ใยไหมแอบชำเลืองมองไปที่ร่างเล็ก ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาเพราะอีกฝ่ายกำลังกินอย่างไม่ห่วงสวยและทำหน้าตาแปลก ๆ อยู่
เด็กบ๊องเอ๊ย!
แม้จะไม่อยากละสายตาไปไหน แต่เมื่อใกล้ถึงจุดหมายเธอก็หันกลับไปสนใจทางข้างหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเลี้ยวรถเข้าไปในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อเสียงเรื่องการรักษาและการบริการเป็นอย่างดี
ร่างสูงขับรถเข้ามาจอดในลานกว้างอย่างง่ายดายโดยที่เธอไม่ต้องวนเพื่อหาที่จอด และในระหว่างที่ดับเครื่องยนต์ไปแล้ว ใยไหมก็รู้สึกว่าภายในรถมันเงียบจนผิดสังเกต เธอก็เลยต้องหันกลับไปมองคนที่อยู่ข้างกายเพราะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่
“ตัว”
ใยไหมโบกไม้โบกมือไปมาตรงหน้าปุยฝ้าย เพราะต้องการเรียกสติอีกฝ่ายให้กลับคืนมา แต่ไม่เธอว่าจะโบกมือหรือเรียกสักเท่าไรปุยฝ้ายก็ไม่ตอบสนองกลับเลยแม้แต่น้อย
ยังคิดอะไรอยู่แน่ ๆ เลย
เมื่อไม่มีการตอบสนองใด ๆ จากปุยฝ้าย ใยไหมจึงตัดสินใจขยับตัวเข้าไปใกล้ ๆ ก่อนจะตะโกนเรียกชื่อของคนตรงหน้าด้วยเสียงที่ดังจนคนฟังถึงกับสะดุ้ง
“ตัว ปุยฝ้าย!”
“หะ หา! มีอะไรตกใจหมดเลย”
ปุยฝ้ายรู้สึกตกใจมาก แถมยังรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่โดนก่อกวนตอนที่เธอกำลังคิดเรื่องสนุก ๆ อยู่ ส่วนคนที่เป็นต้นเหตุของอาการนี้อย่าง ใยไหมก็รู้สึกตลกเป็นอย่างมาก เมื่อหน้าตาหงุดหงิดของอีกฝ่ายมันดูน่ารักซะจนเธอไม่สามารถละสายตาออกจากใบหน้านี้ได้เลย
“ก็เราเรียกตัวตั้งนานแล้ว ตัวนั่นแหละที่มัวแต่เหม่อ เราเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ได้ยิน”
“ขอโทษที...ฉันมัวแต่คิดอะไรเพลิน ๆ น่ะ” เมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย ปุยฝ้ายก็ส่งยิ้มแห้ง ๆ ไปให้
“คงจะเพลินจริง ๆ นั่นแหละ เพราะขนาดเราจอดรถตั้งนานแล้ว ตัวยังไม่รู้เลย”
พอใยไหมพูดจบ ปุยฝ้ายก็มองออกไปข้างนอกรถ ก่อนจะรู้สึกสงสัยและตกใจไม่น้อยที่คนข้างกายพาเธอมาโรงพยาบาลแทนที่จะพาไปคลินิก แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรออกไป ใยไหมก็ยื่นมือเข้ามาตรงหน้าจนปุยฝ้ายรู้สึกตกใจมาก
“จะ...ทำอะไรน่ะ!?”
ไอ้ต้าวน่ารักเอ๊ย!
ร่างสูงมองใบหน้าและริมฝีปากของปุยฝ้ายที่มีเศษขนมปังติดอยู่ด้วยความเอ็นดู เธอรู้สึกตลกมากจนอยากจะเข้าไปหยิกแก้มใส ๆ นั้นให้หายมันเขี้ยว แต่ก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่ใจคิดเพราะกลัวว่าปุยฝ้ายจะโกรธ เธอเลยต้องเก็บอาการเอาไว้และทำตัวให้เป็นปกติที่สุด แต่ก็ยังไม่ล้มเลิกเรื่องที่จะแกล้งคนตรงหน้าอยู่ดี
“กินเหมือนเด็กเลยนะเรา”
“วะ ว่าใครเป็นเด็กไม่ทราบ!”
ปุยฝ้ายพูดและจ้องหน้าของใยไหมอย่างหาเรื่อง เพราะรู้สึกหมั่นไส้คนตรงหน้ามาก
“ก็ตัวไงเด็ก ไม่รู้กินขนมยังไงให้มันเลอะปากแบบนี้”
ใยไหมส่งยิ้มแสนอ่อนโยนให้ปุยฝ้าย เธอมองริมฝีปากที่อวบอิ่มของอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ยากเกินคาดเดา ก่อนจะยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้เจ้าของดวงตากลมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเหลือระยะห่างระหว่างกันเพียงนิดเท่านั้น
...อยากเป็นเศษขนมจัง เฮ้ย! คิดอะไรเนี่ยใยไหม!?
เมื่อได้สติกลับคืนมา ใยไหมก็ยิ่งรู้สึกสับสนและไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ เธอไม่เคยเป็นหรือรู้สึกแบบนี้มาก่อน แถมหัวใจก็ยังแปรเปลี่ยนเป็นจังหวะที่เร่งรีบและเร็วขึ้น จนใยไหมไม่สามารถจับการเต้นของมันได้เลย
เกิดอะไรขึ้น...กับหัวใจของเราเนี่ย
ร่างสูงพยายามสลัดความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยออกไป ก่อนจะใช้นิ้วปัดเศษขนมปังออกจากใบหน้าและริมฝีปากของปุยฝ้ายอย่างอ่อนโยน โดยที่ไม่รู้เลยว่าการกระทำของเธอส่งผลกระทบต่อหัวใจมากแค่ไหน
เต้นแรงเกินไปแล้วนะ
ทั้งสองคนมีความคิดที่เหมือนกัน เพราะทั้งคู่กำลังพยายามบอกให้หัวใจของตัวเองเต้นช้าลง และกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยินเสียงผิดปกตินี้เข้า
ความใกล้ชิดในระยะห่างเพียงเท่านี้ ทำให้ความรู้สึกของพวกเธอปั่นป่วนจนหัวใจไม่อาจทำงานเป็นปกติได้อีก ทั้งสองคนเริ่มหายใจติดขัดและไม่รู้ว่าควรอยู่แบบนี้ต่อไปหรือถอยออกมาดี แต่ปุยฝ้ายที่ทนกับความรู้สึกแปลก ๆ นี้ไม่ไหว จึงตัดสินใจดันใยไหมออกเพื่อให้ตัวเองหายใจสะดวกขึ้น
“...บอกเอาก็ได้ ไม่เห็นต้องเข้ามาใกล้ขนาดนี้เลย”
ปุยฝ้ายรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งใบหน้า แต่เธอก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันแดงแค่ไหนนอกจากใยไหมเพียงคนเดียวเท่านั้น
แดงเหมือนลูกมะเขือเทศเลย
ใยไหมมองหน้าของปุยฝ้ายด้วยความรู้สึกเอ็นดู และคิดว่าคนคนนี้น่ารักมากกว่าเดิม เมื่อแก้มใสถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงที่เกิดจากอาการเขิน
“ไม่บอกหรอก เพราะเราอยากทำให้” เธอพูดและยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่แสนทะเล้น จนคนมองรู้สึกหมั่นไส้และทำตัวไม่ถูกจนต้องรีบหันหน้าหนีไปทางอื่น
คนบ้า!!!