ทำไมเงียบจัง?
ตั้งแต่ขึ้นมานั่งบนรถคันหรู ร่างเล็กก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ เธอเอาแต่นั่งกุมมือตัวเองแน่น แถมหน้าตายังบูดบึ้งไม่มีรอยยิ้มปรากฏแม้แต่น้อย จนใยไหมที่แอบมองสีหน้าและท่าทางของ อีกฝ่ายอยู่นาน เผลอยิ้มและหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
โครกคราก
อ๊ากกก ไอ้ท้องบ้า!
เมื่อร่างกายไม่รักดีทรยศตัวเอง หน้าของปุยฝ้ายก็เริ่มขึ้นสีจนปิดเอาไว้ไม่มิด ส่วนคนที่แอบมองอยู่ก่อนหน้าก็อดขำกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ใยไหมพยายามเก็บอาการเอาไว้เพราะกลัวคนตรงหน้าจะรู้สึกอาย แต่ปากกับความคิดก็ชอบสวนทางกันเหลือเกิน
“ร้องดังเชียว ตัวหิวเหรอ”
คนอะไรก็ไม่รู้ ขนาดหิวยังน่ารัก
เมื่อคนข้างกายน่าแกล้งขนาดนี้ แล้วเธอจะอดใจไม่ให้แกล้งไหวได้ยังไง จริงไหม?
“ปะ เปล่าสักหน่อย! ใครหิว! ฉันไม่ได้หิวนะ” ปุยฝ้ายรีบพูดปฏิเสธทันที เพราะรู้ดีว่าตอนนี้อีกคนกำลังหาทางแกล้งเธออยู่
โครกครากกก!
กรี๊ดดด ไอ้ท้องเนรคุณ!!! จบแล้วชีวิตฉัน ฮือออ จะร้องงง
ปุยฝ้ายอยากกระโดดออกไปนอกรถซะเดี๋ยวนี้ เมื่อร่างกายของเธอมันดันร้องประท้วงขึ้นมาอีกครั้ง แถมในครั้งนี้มันยังดังมากกว่าเดิมจนร่างสูงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หลุดขำออกมาอย่างดังเพราะไม่สามารถอดกลั้นได้อีกต่อไป
“อุ๊บ! แล้วตกลงคราวนี้ จะบอกว่าไม่หิวอีกไหม หือเด็กดื้อ”
ใยไหมพยายามขำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับหันไปยิ้มและถามคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกเอ็นดู ก่อนคิดในใจว่าคนคนนี้...น่ารักชะมัด
“ขะ...”
จากตอนแรกที่ปุยฝ้ายตั้งใจจะโกรธอีกฝ่าย แต่พอได้เห็นรอยยิ้มที่ทั้งสวยและอ่อนโยนของคนตรงหน้า ความโกรธทั้งหมดมันก็มลายหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นแข่งกับความเร็วของรถที่กำลังแล่นอยู่บนถนนเพียงเท่านั้น
“ถ้าตัวจะบอกว่าไม่หิว เราว่ามันคงไม่ใช่แล้วละ เพราะท้องของตัวมันร้องดังมากกก มากซะจนรถของเราสั่นไปหมดแล้วเนี่ย”
ยิ่งได้เห็นใบหน้าที่แสนน่ารักแดงขึ้นเรื่อย ๆ ใยไหมก็ยิ่งอยากแกล้งอีกฝ่ายมากขึ้นกว่าเดิม
“วะ เวอร์แล้ว! ไม่ได้ดังขนาดนั้นสักหน่อย”
ปุยฝ้ายรู้สึกอายและรู้สึกเสียดายมาก ที่เจ้าตัวเผลอคิดว่ารอยยิ้มของอีกฝ่ายสวยและอ่อนโยน ทั้ง ๆ ที่ในความจริงแล้วคนข้างกายนิสัยไม่ดี แถมยังชอบหาเรื่องแกล้งเธอตลอดเวลาอีกด้วย
“แล้วตกลงตัวหิวใช่ไหม”
ร่างสูงพูดโดยไม่ได้หันไปมองเพราะเธอต้องใช้สมาธิในการขับรถ ส่วนปุยฝ้ายก็ยังคงก้มหน้าก้มตาต่อไป ก่อนจะพูดตอบรับด้วยเสียงที่เบาเหมือนกระซิบ
“...อือ”
“ตัวพูดว่าอะไรนะ เราไม่ค่อยได้ยิน” ถึงแม้ใยไหมจะได้ยินสิ่งที่ปุยฝ้ายพูดแล้ว แต่เธอก็อดแกล้งอีกฝ่ายไม่ได้จริง ๆ
“หะ หิว” ปุยฝ้ายใช้ความพยายามอย่างมากในการเปล่งเสียงพูดออกมาอีกครั้ง แต่มันก็ยังคงเบามากอยู่ดี
“อะไรนะ! เรายังไม่ได้ยินเลย”
ใยไหมยังคงสนุกกับการกลั่นแกล้งปุยฝ้าย เพราะพอทำให้อีกฝ่ายมีอาการเขินเธอก็ยิ่งรู้สึกดีและมีความสุข ส่วนทางด้านปุยฝ้ายกลับหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องหันไปมองท่าทางของคนที่กำลังขับรถอยู่ ซึ่งภาพที่เธอได้เห็นก็คืออีกฝ่ายกำลังแอบยิ้มและหัวเราะ
“ฉันรู้ว่าเธอได้ยินแล้ว ไม่ต้องมาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเลย!”
ปุยฝ้ายมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเคือง ๆ และรู้สึกไม่สบอารมณ์กับเรื่องที่ใยไหมจงใจกลั่นแกล้งเธอ
“เราไม่ได้ยินจริง ๆ นะ”
ร่างสูงพูดและส่งสายตาอ้อน ๆ ไปให้ปุยฝ้ายเพื่อหวังให้ อีกฝ่ายหลงเชื่อ แต่เมื่อเห็นใบหน้าบึ้งตึงและแก้มป่อง ๆ มันก็ทำให้เธอไม่สามารถกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ได้อีก
“เธอยิ้ม! ฉันไม่เชื่อหรอกว่าไม่ได้ยิน”
ยิ่งได้เห็นท่าทางของคนตรงหน้าปุยฝ้ายก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด เพราะถึงแม้รอยยิ้มที่อีกฝ่ายส่งมาให้มันจะน่ารักและดูอบอุ่นมากเพียงใด แต่มันก็เป็นรอยยิ้มของคนขี้แกล้งอยู่ดี
“ที่เราถามออกไปแบบนั้น เพราะเราจะได้แวะปั๊มข้างหน้าให้ไง แต่ถ้าตัวไม่หิว...เราก็จะได้ขับไปเลย”
เมื่อพูดจบประโยคใยไหมก็ชี้นิ้วไปข้างหน้า เพื่อให้คนข้างกายเห็นป้ายสัญลักษณ์ของสิ่งที่เธอต้องการจะบอก
พอเพ่งสายตามองตามนิ้วอีกฝ่ายไป ท้องไส้ของปุยฝ้ายก็เริ่มรู้สึกปั่นป่วนและร้องประท้วงหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่เธอก็พยายามทำเป็นนิ่งเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร และไม่ยอมพูดหรือร้องขอจากคนตรงหน้า เพราะเธอไม่อยากกลายเป็นตัวตลกให้ใครมาหัวเราะอีก ถึงแม้จะรู้สึกหิวมากจนสามารถกินช้างได้ทั้งตัวก็ตาม
“ใกล้ถึงแล้วด้วยนะ ตกลงตัวไม่หิวจริง ๆ ใช่ไหม เราจะได้ไปโรงพยาบาลกันเลย” ใยไหมพูดพร้อมกับชำเลืองมองสีหน้าคนข้างกาย และยังไม่ยอมล้มเลิกความคิดที่จะแกล้งอีกฝ่าย
“...ห้า”
เมื่อร่างสูงเริ่มนับเลข ปุยฝ้ายก็เริ่มมีอาการกระวนกระวายใจจนไม่สามารถนั่งนิ่งต่อไปได้ แต่เธอก็พยายามข่มใจตัวเองเอาไว้ เพราะไม่อยากพ่ายแพ้ให้กับคนขี้แกล้ง ถึงแม้ท้องจะร้องประท้วงจนรู้สึกปวดไปหมดก็ตาม
“...สี่”
“...สามมม” เมื่อนับถึงสาม ใยไหมก็จงใจนับให้นานขึ้น เพื่อให้เวลาคนข้างกายได้คิดและตัดสินใจ
เอายังไงดี...
มือเล็ก ๆ เริ่มบีบเข้าหากันแน่นขึ้น เพราะรู้สึกกังวลและหงุดหงิดกับความคิดที่ตีกันไปมา ปุยฝ้ายเป็นคนไม่ชอบความพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่มีความอดทนมากพอเช่นกันเมื่อความหิวเข้ามาก่อกวนแบบนี้ ร่างเล็กจึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาดโดยการบอกความต้องการของตัวเองออกไปให้อีกคนได้รับรู้ทันที
“สะ...”
“ฉันหิววว!”
เมื่อได้ยินประโยคที่พึงพอใจ ร่างสูงก็ยิ้มออกมาทันทีด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ ก่อนจะหมุนพวงมาลัยให้เลี้ยวเข้าไปในปั๊มน้ำมัน จนคนที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถึงกับเซตามแรงเหวี่ยงของรถ และตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้ามากซะจนหัวใจเต้นรัวราวกับกลองที่ถูกกระหน่ำตี
เอี๊ยดดดดด!
“กรี๊ดดดดด!”
เสียงเบรกรถกับเสียงกรีดร้องของปุยฝ้ายดังประสานกัน ก่อนที่การเคลื่อนไหวของรถจะหยุดลง พร้อมกับเสียงถอนลมหายใจอย่างมีความสุขของใยไหม ต่างจากปุยฝ้ายที่นั่งหายใจเหนื่อยหอบเพราะยังรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
“เฉียดฉิวเลยนะเนี้ย” ใยไหมพูดและหันไปยิ้มให้คนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่น่าหมั่นไส้
“ธะ เธอจะบ้าหรือไง! ทำไมขับรถแบบนี้มันอันตรายมากรู้ไหม”
ร่างเล็กพูดต่อว่าคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก เพราะยังรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ส่วนใยไหมก็เอาแต่มองใบหน้าตื่นตระหนกของปุยฝ้ายด้วยรอยยิ้มที่สนุกและมีความสุขแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ก็ตัวบอกช้า แทนที่จะบอกตั้งแต่เราถาม มัวแต่ปากแข็งอยู่ได้ รู้ไหมว่าเราเกือบเลี้ยวไม่ทัน และถ้ามีรถตามมาข้างหลังเราต้องโดนด่าแน่ ๆ ที่เลี้ยวรถกะทันหันแบบนี้”
What!!! นี่ตกลงความผิดฉันเหรอ
“ในเมื่อเธอรู้ว่าฉันหิวทำไมไม่เข้าไปเลยล่ะ จะมาถามฉันเพื่ออะไร”
“ตัวไม่พูดแล้วเราจะรู้ได้ไง แต่ถึงเราจะรู้...เราก็ไม่ขับเข้ามาหรอก เพราะเราไม่อยากบังคับตัว”
โอ๊ยยย หงุดหงิด ๆ
ยิ่งได้ฟังประโยคที่คนตัวสูงพูด มันก็ยิ่งทำให้ปุยฝ้ายรู้สึกหงุดหงิดและเหนื่อยที่จะเถียงด้วย เธอจึงถอนหายใจออกมาอย่างแรงก่อนจะปล่อยวางและยอมแพ้อีกฝ่าย
“พอเถอะ ฉันไม่อยากเถียงกับเธอแล้ว งั้นเดี๋ยวฉันไปหาซื้อของกินก่อนละกัน”
เมื่อพูดจบประโยคปุยฝ้ายก็เปิดประตูรถออกทันที แต่ยังไม่ทันที่เจ้าตัวจะได้ก้าวลงไปจากรถ มือของใยไหมก็คว้ามาที่ข้อมือของเธอเสียก่อน
“เดี๋ยวเราไปซื้อให้”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันไปซื้อเองดีกว่า เธอช่วยฉันมาเยอะแล้ว”
ปุยฝ้ายหันไปมองหน้าใยไหม ก่อนจะพูดประโยคที่แสดงถึงความเกรงใจออกไปให้อีกฝ่ายได้รู้
“แต่ตัวปวดข้อเท้าอยู่นะ เดี๋ยวเราเป็นคนไปซื้อให้เอง อยากกินอะไรล่ะ”
ใยไหมรู้ดีว่าคนตรงหน้ากำลังรู้สึกเกรงใจและลำบากใจมากแค่ไหน ที่ต้องให้คนอื่นมาคอยช่วยเหลือตลอดเวลาแบบนี้ แต่ถึงปุยฝ้ายจะคิดอย่างนั้นใยไหมก็ไม่มีทางยอมให้อีกฝ่ายฝืนร่างกายออกไปซื้อของเองเป็นอันขาด
“...เอาอะไรก็ได้” ถึงแม้ปุยฝ้ายจะรู้สึกเกรงใจเพียงใด แต่เมื่อเห็นสายตาที่แสดงถึงความเป็นห่วง
เธอจึงยอมรับน้ำใจของคนตรงหน้าเอาไว้ เพราะรู้ดีว่าถึงแม้จะดื้อและพยายามเอาชนะยังไง ใยไหมก็ไม่มีทางยอมให้เธอได้ทำอะไรตามใจชอบแน่
“งั้นเราซื้อขนมปังกับน้ำมาให้นะ ตัวจะกินน้ำอะไร”
“เอา...โกโก้ปั่นก็ได้”
“ได้เลย งั้นตัวรอก่อนนะเดี๋ยวเรารีบไปซื้อมาให้”
ร่างสูงพูดและส่งยิ้มน่ารัก ๆ ให้จนคนที่มองอย่างเธอถึงกับตกอยู่ในภวังค์และเผลอยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว
“อะ อือ!”
เมื่อหลุดออกมาจากภวังค์ปุยฝ้ายก็รีบตอบกลับคนตรงหน้าทันที ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินลงจากรถไป แต่เมื่อมีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา ใยไหมก็เดินกลับมาที่รถอีกครั้ง
“เราลืมบอกอะไรตัวไปอย่างหนึ่ง ตัวอดทนรอเราหน่อย อย่าให้ท้องมันร้องดังจนเกินไป เพราะเดี๋ยว...รถของเรามันจะพังซะก่อน”
ปุยฝ้ายรู้สึกหน้าชาเมื่อได้ยินประโยคนี้ ส่วนใยไหมพอพูดจบรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นมาให้เห็น
“ยะ ยัยบ้า!!!”
ประตูรถถูกปิดลงเบา ๆ ก่อนที่ใยไหมจะเดินยิ้มกว้างออกไปเมื่อเธอสามารถแกล้งปุยฝ้ายได้สำเร็จ
“แก้มน่าบีบชะมัด”
ใยไหมไม่เคยมีความสุขและยิ้มได้กว้างขนาดนี้มาก่อน มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากเมื่อได้รู้จักกับปุยฝ้ายคนที่ทั้งน่ารักและน่าแกล้งในเวลาเดียวกัน และเพราะแบบนี้มันเลยทำให้เธออยากเป็นเพื่อนกับเจ้าของแก้มใส เพื่อจะได้มองดูเวลาอีกฝ่ายเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ มากกว่านี้
“เอาโกโก้ปั่นกับกาแฟเย็นค่ะ”
เมื่อสั่งน้ำและจ่ายเงินที่ร้านกาแฟเสร็จเรียบร้อย ใยไหมก็เดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อหาของกินเพิ่มให้กับปุยฝ้าย ขนมถุงแล้วถุงเล่าถูกหยิบใส่ในตะกร้าจนเกือบล้นออกมา
และขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการเลือกขนมอยู่นั้น เธอก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าออกมาได้สักพักใหญ่แล้ว ใยไหมจึงรีบเอาขนมในตะกร้าทั้งหมดไปคิดเงินพร้อมกับของอุ่นร้อนที่สั่งเอาไว้ก่อนหน้าด้วยความรวดเร็ว
“ต้องโวยวายใส่แน่เลย”
ใยไหมไม่สามารถหยุดยิ้มได้เลย เพราะเมื่อลองนึกภาพใบหน้าของใครบางคนที่กำลังรอการกลับมาของเธออย่างใจจดใจจ่อ มันก็ทำให้เธออยากกลับไปที่รถให้เร็วที่สุด เพื่อมองแก้มป่อง ๆ ของเด็กขี้วีน
“เฮ้อ! หิวจะตายอยู่แล้วนะ” ทางด้านปุยฝ้ายก็ได้แต่นั่งลูบท้องของตัวเองไปมา เมื่อไอ้ท้องไม่รักดีร้องดังสนั่นมากกว่าเดิม
แม้เธอจะพยายามข่มอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ และโฟกัสไปที่โทรศัพท์แทนเพื่อไม่ให้นึกถึงของกิน แต่ไม่ว่าจะเปิดหรือเลื่อนนิ้วไปที่เว็บไหนก็เจอแต่รูปภาพอาหารและวิดีโอเกี่ยวกับอาหารจนเธอรู้สึกหงุดหงิดไปหมด
“หน้าบึ้งเชียว”
โมโหหิวแน่เลยแบบนี้
พอกลับมาถึงรถคันสวยของตัวเอง ใยไหมก็แอบยิ้มและขำอยู่ข้างนอกสักพัก ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปเพราะกลัวปุยฝ้ายจะทนหิวไม่ไหวจนต้องลงไปซื้อเอง
“นี่โกโก้ของตัว” ใยไหมส่งแก้วโกโก้ให้คนตรงหน้า พร้อมกับวางถุงต่าง ๆ ไว้ที่เบาะหลังก่อนจะเข้ามานั่งในรถตามเดิม
“ขอบคุณนะ” ปุยฝ้ายรับแก้วโกโก้มาจากมือของใยไหม ก่อนจะก้มมองมันด้วยรอยยิ้มที่กว้างและน่ารักจนคนที่มองอยู่เผลอยิ้มตามไปด้วย
“ตัวยังสบายดีอยู่ใช่ไหม”
คนอะไรยิ้มให้แก้วก็ยังน่ารัก
ใยไหมมองไปที่ปุยฝ้ายด้วยท่าทางเอ็นดูคนตรงหน้าสุด ๆ
“ก็สบายดีนะ ถ้าไม่ได้ปวดข้อเท้า ทำไมเหรอ” ยิ่งได้ฟังคำตอบจากคนตรงหน้า ใยไหมก็ยิ่งรู้สึกชอบในความใสซื่อของอีกฝ่าย ส่วนทางด้านปุยฝ้ายก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกแกล้งอยู่ เพราะเธอกำลังเพลิดเพลินกับการลิ้มรสชาติเครื่องดื่มในมืออย่างมีความสุข
“ก็ตัวยิ้มให้แก้วโกโก้ เราก็นึกว่าต้องพาตัวไปสองโรง’บาลน่ะ”
ปุยฝ้ายมองหน้าใยไหมด้วยความรู้สึกสงสัยเพราะเธอไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกคนพูด แต่พอได้เห็นรอยยิ้มของคนตรงหน้าที่ปรากฏความเจ้าเล่ห์ออกมา คนแก้มป่องก็รู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร
“นี่เธอว่าฉันบ้าเหรอ!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า เราแค่ล้อเล่น ตัวอย่าโกรธเราเลยนะ ให้อภัยเราได้ไหม” ใยไหมมองและยิ้มให้กับท่าทางของปุยฝ้ายด้วยความรู้สึกเอ็นดู เพราะเวลาที่คนตรงหน้างอนหรือโกรธมันดูน่ารักมากกว่าน่ากลัวน่ะสิ
“ฉันไม่มีทางให้อภัยเธอง่าย ๆ หรอก”
ปุยฝ้ายหันหน้าหนีไปทางอื่นพร้อมกับนั่งดื่มโกโก้เงียบ ๆ โดยไม่สนใจคนข้างกายอีกต่อไป ส่วนใยไหมก็เอาแต่มองและอมยิ้มให้กับท่าทางน่ารักของปุยฝ้าย ก่อนจะนึกแผนการสนุก ๆ ออกเพื่อทำให้อีกคนหันกลับมาสนใจเธออีกครั้ง
ตัวทนไม่ไหวแน่ ยัยตัวเล็ก