“อย่าลืมกินยาตามคุณหมอสั่ง แล้วก็พักผ่อนเยอะด้วยนะคะ”
เมื่อออกมาจากห้องตรวจ คุณพยาบาลก็พูดย้ำกับปุยฝ้ายอีกรอบเมื่อเข็นรถมาจอดบริเวณรอรับยา
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” ร่างเล็กส่งยิ้มแสดงความขอบคุณให้พยาบาลตรงหน้า ก่อนที่พยาบาลสาวจะขอตัวไปทำงานของตัวเองต่อ
และเมื่อบริเวณนี้ไม่มีใครอยู่ เธอจึงมองหาใยไหม ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับแผ่นหลังของอีกฝ่าย
“ขนาดข้างหลังยังสวยเลยแฮะ”
แม้ปุยฝ้ายจะขยับเข้าไปใกล้ใยไหมมากขึ้นแล้ว แต่เธอก็ยังแอบมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายสักพัก ก่อนจะเรียกเพื่อให้ใยไหมหันมาหา
“เธอ”
ทำไมไม่หันมานะ?
เสียงที่เปล่งออกไปแม้มันจะไม่ดังมาก แต่จากระยะห่างเพียงแค่นี้ เธอเชื่อว่าอีกฝ่ายต้องได้ยินแน่ ถ้าหากไม่ได้ใส่หูฟังอยู่หรือหูตึงอะนะ
“เธอ!”
ปุยฝ้ายเพิ่มระดับเสียงที่ใช้เรียกให้ดังขึ้นกว่าเดิม แต่ใยไหมก็ไม่ยอมหันกลับมามองที่เธอเลย จนตอนนี้ปุยฝ้ายรู้สึกหงุดหงิดและมีใบหน้าที่บูดบึ้งเหมือนเด็กน้อยที่โดนขัดใจ
ตอนนี้ยัยตัวเล็กจะทำหน้าแบบไหนอยู่นะ
ใยไหมนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว เพราะความจริงเธอได้ยินตั้งแต่ครั้งแรกที่ปุยฝ้ายเรียก แต่เพราะอยากแกล้งอีกฝ่ายเธอจึงทำเป็นไม่ได้ยิน และพยายามสะกดอารมณ์ขันของตัวเองเอาไว้ เพื่อไม่ให้คนด้านหลังรู้จนกว่าจะเรียกชื่อของเธอออกมา
“…ใยไหม”
เมื่อได้ยินเสียงใส ๆ เรียกอย่างที่ตัวเองต้องการ ใยไหมก็รีบหันกลับไปมองตามเสียงอย่างไว เลยทำให้ปุยฝ้ายรู้ว่าตัวเองกำลังโดนอีกฝ่ายแกล้งอยู่
“อ้าว ตัวมาแล้วเหรอ หมอว่ายังไงบ้าง”
จงใจแกล้งกันชัด ๆ
ปุยฝ้ายมองหน้าใยไหมด้วยสายตานิ่งเฉยและไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา เพราะในตอนนี้เธอรู้สึกโกรธและรู้สึกหงุดหงิดมากจนไม่อยากร่วมบทสนทนาด้วย
ส่วนร่างสูงเมื่อได้เห็นหน้าตาในแบบที่ตัวเองชอบ เธอก็รู้สึกอยากแกล้งคนตรงหน้าเพิ่มอีก ใยไหมจึงแสร้งทำหน้านิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้คนที่ได้ฟังถึงกับโมโห
“นี่ตัวไปรักษาข้อเท้ามาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมกลับมาหูตึงล่ะ”
“เธอนั่นแหละหูตึง! ฉันเรียกตั้งนานแล้ว แต่เธอก็ไม่ยอมหัน”
ปุยฝ้ายรู้สึกโกรธและหงุดหงิดมาก แต่ก็ต้องพยายามใจเย็นและระงับอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ เพราะไม่สามารถส่งเสียงดังในสถานที่แห่งนี้ได้
“เมื่อกี้ตัวเป็นคนเรียกเหรอ เรานึกว่าเสียงคนอื่นซะอีก” ใยไหมแกล้งทำหน้าตาตกใจเมื่อปุยฝ้ายพูดจบ
“ก็ใช่น่ะสิ!”
“ขอโทษนะ เรานึกว่าคนอื่นเรียกจริง ๆ แล้วอีกอย่างเราไม่ได้ชื่อเธอก็เลยไม่ได้หันไป”
คนตัวสูงพูดจบก็ส่งยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ ทำให้คนที่เห็นหน้าตาของเธอ ถึงกับควบคุมอารมณ์ตัวเองเอาไว้ไม่ได้ จนส่งเสียงออกมาอย่างดัง
“นี่เธอ!”
“เบา ๆ หน่อยสิที่นี่โรงพยาบาลนะ เอ๊ะ! เมื่อกี้เราได้ยินพยาบาลเรียกชื่อตัวด้วย งั้นเดี๋ยวเราไปรับยาให้ละกัน” ใยไหมส่งยิ้มแสนทะเล้นให้ปุยฝ้าย ก่อนจะเดินไปรับยาให้อีกฝ่ายด้วยใบหน้าที่มีความสุขเมื่อสามารถแกล้งปุยฝ้ายได้สำเร็จ
“ชอบแกล้งกันนักใช่ไหม ได้! เดี๋ยวรู้กัน”
ปุยฝ้ายพูดและยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ไม่ต่างกัน เมื่อตอนนี้เธอคิดแผนการเอาคืนใยไหมได้แล้ว
ยัยตัวเล็กเป็นอะไรหรือเปล่านะ ทำไมนั่งเงียบจัง
ตอนนี้ทั้งสองคนนั่งอยู่ภายในรถคันหรูที่เปิดเสียงเพลงคลอเบา ๆ แต่บรรยากาศรอบตัวในตอนนี้กลับเงียบจนผิดปกติ จนใยไหมรู้สึกเป็นกังวลมากที่คนข้างกายนั่งเงียบแบบนี้มาตลอดทาง เธอจึงคิดประโยคที่จะใช้พูดคุยกับอีกฝ่ายก่อนจะพูดมันออกไป
“ตัวอยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า” ใยไหมพูดและใช้สายตาเหล่มองไปที่คนข้างกาย แต่ไม่ว่าเธอจะพูดหรือโบกมือเพื่อแหย่อีกฝ่ายยังไง ปุยฝ้ายก็ไม่ตอบกลับเลยแม้แต่นิดเดียว
หึ คุยคนเดียวไม่เลยยย ฉันไม่คุยด้วยหรอก!
ปุยฝ้ายเอาเอาแต่นั่งนิ่งและไม่ได้สนใจสิ่งที่ใยไหมพูด เพราะเธอต้องการเอาคืนที่อีกฝ่ายแกล้งตัวเอง ตอนนี้เธอเลยมองออกไปนอกหน้าต่าง และทำเหมือนคนข้างกายเป็นเพียงอากาศเท่านั้น
“ทำไมตัวถึงไม่ยอมพูดกับเรา ตัวเป็นอะไรหรือเปล่า”
เฮ้อ! อยากออกไปจากรถคันนี้เร็ว ๆ จัง
ร่างเล็กยังคงนั่งเงียบไม่พูดไม่จาเหมือนเดิม จนใยไหมรู้สึกเป็นห่วงกลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นอะไรไป เธอเลยตัดสินใจเลี้ยวรถไปจอดตรงข้างทาง เพราะรู้สึกเป็นห่วงปุยฝ้ายเกินกว่าจะขับต่อไปได้
“ตัวไม่สบายเหรอ! ตัวบอกเราสิ”
ปุยฝ้ายหันไปมองทางใยไหมด้วยความสงสัย เมื่ออยู่ ๆ อีกฝ่ายก็จอดรถแบบกะทันหัน แต่ยังไม่ทันที่ปุยฝ้ายจะถามอะไรออกไป คนตรงหน้าก็เอามือมาแตะที่บริเวณหน้าผากของเธอเสียแล้ว
กะ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย แล้วทำไมหัวใจของฉันถึงเต้นแรงขนาดนี้ล่ะ หรือว่าฉันเป็นโรคหัวใจ!?
เธอมองไปที่ใยไหมอย่างไม่เข้าใจ และรู้สึกตกใจกับการกระทำของอีกฝ่ายมากที่เดี๋ยวก็แกล้ง เดี๋ยวก็เป็นห่วง มันเลยทำให้ความรู้สึกของเธอเคลื่อนตัวเหมือนเกลียวคลื่นกลางทะเล ที่ไม่สามารถควบคุมและคาดเดาทิศทางของมันได้ แถมหัวใจยังเต้นแรงโดยไม่ทราบสาเหตุราวกับเครื่องจักรที่ทำงานหนัก และยิ่งใยไหมขยับเข้ามาใกล้มากเท่าไร หัวใจของปุยฝ้ายก็ยิ่งทำงานหนักขึ้นจนเหมือนมันจะระเบิดออกมา
“…ฉันสบายดี”
“แต่หน้าตัวแดงมากเลยนะ ตัวแน่ใจเหรอว่าไม่ได้เป็นอะไร”
ใยไหมมองหน้าปุยฝ้ายด้วยความเป็นห่วง เพราะเธอรู้สึกผิดที่เอาแต่แกล้งคนตรงหน้า จนไม่ได้นึกถึงสภาพจิตใจและร่างกายของอีกฝ่ายเลย
“อือ! ฉันแน่ใจ”
ถึงแม้ปุยฝ้ายจะพูดออกมาแบบนี้ แต่ใยไหมก็ยังรู้สึกเป็นห่วงอยู่ดี เธอจึงตรวจดูอาการของคนตรงหน้าอีกครั้ง ด้วยการแตะไปที่หน้าผากและลำคอ เพื่อให้แน่ใจว่าคนคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรเหมือนอย่างที่พูดจริง ๆ
อืม ตัวไม่ได้ร้อน
เมื่อแน่ใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ ใยไหมจึงถามสิ่งที่กวนใจอยู่ในตอนนี้กับปุยฝ้ายทันที
“แล้วตัวเป็นอะไร ทำไมตอนแรกถึงไม่พูดยอมกับเรา”
“กะ ก็ฉัน...ไม่ได้ชื่อตัวหนิ!”
พอพูดจบประโยคร่างเล็กก็หันหน้าหนีไปทางอื่น ส่วนใยไหมเมื่อได้ยินคำตอบที่แสนน่ารักของคนตรงหน้า เธอก็ถึงกับยิ้มออกมาและไม่สามารถกลั้นเสียงหัวเราะของตัวเองเอาไว้ได้
“อุ๊บ! ฮ่าฮ่าฮ่า เราก็นึกว่าตัวเป็นอะไร ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง”
ใยไหมรู้สึกเอ็นดูและมันเขี้ยวปุยฝ้ายมาก แต่ก็พยายามระงับหัวใจของตัวเองเอาไว้ไม่ให้แกล้งคนตรงหน้าในตอนนี้ เพราะไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายต้องโกรธเธอมากกว่าเดิมแน่
“ทีเธอยังไม่ยอมหันมาตอนฉันเรียกเลย”
ปุยฝ้ายหันมามองหน้าของใยไหมเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับไปทางหน้าต่างฝั่งอีกครั้ง
“แกล้งนิดเดียวเอง งอนเหรอ”
ร่างสูงอมยิ้มให้กับท่าทางน่ารัก ๆ ของปุยฝ้าย ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะอยากเห็นใบหน้าตอนงอนของคนคนนี้ในระยะห่างที่น้อยลง
“ไม่ได้งอน แค่จะเอาคืน” ปุยฝ้ายยังไม่ยอมหันกลับมา เพราะเธอรับรู้ได้ถึงคนที่ขยับเข้ามาใกล้
“เป็นคนแค้นฝังหุ่นหรือไง หือ?”
“ไม่ขนาดนั้นสักหน่อย แค่อยากเอาคืนนิด ๆ หน่อย ๆ เอง”
“...เราขอโทษนะที่แกล้งตัว งั้นเอาอย่างนี้ดีไหม เรามาตกลงกันดีกว่าว่าเราจะเรียกกันยังไง คราวหน้าพวกเราจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันอย่างนี้อีก บอกตรง ๆ ว่าการทะเลาะกับตัวมันไม่สนุกเลย เพราะเราชอบเห็นตัวยิ้มมากกว่าทำหน้าบึ้งแบบนี้นะ เราขอโทษจริง ๆ ตัวให้อภัยเราได้ไหม”
ปุยฝ้ายหันมามองในระหว่างที่ใยไหมกำลังพูดประโยคขอโทษ ก่อนจะโดนสายตาอ้อนวอนของอีกฝ่ายกักขังเอาไว้ จนตอนนี้เธอไม่สามารถหันหน้าหนีไปทางอื่นได้
แถมอาการหายใจติดขัดก็เริ่มกลับมาอีกครั้งเมื่อคนตรงหน้าส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ หัวใจของเธอก็เต้นเร็วและแรงขึ้นจนแทบรับมันไม่ไหว ปุยฝ้ายไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ทั้งอาการเจ็บหน้าอก ทั้งอาการหายใจติดขัด และเมื่อลองนึกถึงอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เธอก็เริ่มเป็นกังวลมากขึ้นเพราะไม่รู้ว่าอาการเหล่านี้คืออาการของโรคหัวใจหรือเปล่า?
“อื้อ! ฉันไม่ได้โกรธแล้ว”
“จริงนะ!”
“ระ หรือจะให้โกรธต่อล่ะ”
ยิ่งคนตรงหน้าทำแบบนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกเหมือนอาการกำเริบหนักขึ้น จนแถบปิดเสียงหัวใจที่เต้นแรงของตัวเองไม่ได้ ส่วนใยไหมก็รู้สึกโล่งใจมาก เมื่ออีกฝ่ายยอมยกโทษและไม่ทำหน้าบึ้งใส่ตัวเองเหมือนในตอนแรกแล้ว
“ไม่เอานะ อย่าโกรธเราเลย”
“อือ ก็บอกว่าไม่ได้โกรธแล้วไง”
“งั้นตัวอยากเรียกเราว่าอะไร”
เมื่อได้ฟังคำถามปุยฝ้ายก็เงียบลงเพราะต้องการใช้ความคิด แต่ไม่ว่าเธอจะคิดทบทวนสักกี่ครั้ง เธอก็คิดคำเรียกอีกฝ่ายไม่ออกสักที
“เอ่อ…”
“ว่าไง” ใยไหมมองไปที่คนตรงหน้าอย่างคาดหวังคำตอบ
“เธอบอกมาก่อนสิ” เมื่อคิดไม่ออกว่าควรเรียกอีกฝ่ายว่าอย่างไร ปุยฝ้ายจึงขอฟังความคิดของคนตรงหน้าที่มีต่อตัวเองเสียก่อน
“ถ้าเราอยากเรียกตัวว่า...ตัวเล็กจะได้ไหม”
ใยไหมรู้สึกกังวลกับคำเรียกของตัวเองมาก เธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจ แต่นอกจากคำนี้ก็ไม่มีคำไหนที่เหมาะมากไปกว่านี้ เพราะตรงหน้าน่ารักและน่าทะนุถนอมเหมือนกับเด็กตัวเล็ก ๆ จนเธอนึกคำเรียกอื่นไม่ออก
“ได้สิ! งั้นฉันก็จะเรียกเธอแบบที่ฉันอยากเรียกเหมือนกัน”
ปุยฝ้ายพูดและยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มที่แสนเจ้าเล่ห์ แต่มันก็เป็นเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เพราะเธอไม่อยากให้คนตรงหน้าเห็นรอยยิ้มของตัวเอง
“ตกลง แล้วจะเรียกเราว่าอะไรล่ะ”
“ตัวใหญ่”
อึ้งไปเลยล่ะสิ๊!
เมื่อเห็นคนตรงหน้านิ่งไป ปุยฝ้ายก็ยิ้มออกมาอย่างสะใจที่เธอสามารถแกล้งอีกฝ่ายได้สำเร็จ เพราะความจริงแล้วเธอไม่ได้อยากเรียกอย่างที่พูดออกไป แต่ที่ทำเพราะอยากแกล้งและเอาคืนเท่านั้น
“เอาสิ น่ารักดีเราชอบ” ใยไหมยิ้มออกมาอย่างพอใจ เพราะเธอรู้สึกชอบชื่อที่อีกฝ่ายตั้งให้มาก
“เอาจริงดิ!”
ซวยแล้วไหมล่ะ ไอ้ปุยฝ้าย