เสิ่นเยว่เคยรู้สึกสงสัยท่านแม่ของนางเป็นเพียงฮูหยินของมหาเสนาบดี แต่กลับมีบ่าวในเรื่อนที่มีวรยุทธมากมาย นั่นยังไม่นับรวมเหล่าองครักษ์ที่คอยอารักขาเรือนสกุลเสิ่น
เสิ่นเยว่ได้รับการฝึกจากท่านแม่ของนาง นางย่อมรู้ดีว่าเสิ่นฮูหยินมีวรยุทธที่เก่งกาจ เหล่าพี่ชายทั้งห้าของนางต่างก็ได้ร่ำเรียนวรยุทธจากท่านแม่ของนางมาก่อนทั้งนั้น ก่อนที่พวกเขาจะคารวะอาจารย์เป็นของตนเองและความจริง เสิ่นฮูหยินคืออาจารย์คนแรกของพวกเขา
ผ่านไปครึ่งวันลี่ลี่ก็กลับมา นางย่อตัวทำความเคารพเสิ่นเยว่จากนั้นส่งกระดาษที่เขียนเรียบเรียงข้อมูลเอาไว้แล้ว
หลินซูเมิ่ง ชื่นชมหลี่เซวียนมาตั้งแต่เด็กไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนนางจะตามติดไปทุกที่เพื่อแสดงตัวให้หลี่เซวียนเห็นนาง และนางยังเคยสารภาพรักกับหลี่เซวียนแต่ถูกปฏิเสธกลับมาอย่างอ่อนโยนว่า นางยังเด็กไม่ควรคิดเรื่องเช่นนี้รอให้นางโตกว่านี้เขาจะพิจารณาดู นั่นเป็นเรื่องเมื่อสามปีก่อน
“หน่อยแน่! แม่ดอกบัวแดงหลี่เซวียนแต่งงานไปแล้วนางก็ยังคงไม่ตัดใจสินะ ถึงได้มาแกล้งข้าเมื่อวานนางคิดจะเอาคืนเรื่องที่ข้าได้แต่งงานกับบุรุษที่นางชื่นชอบ”
เสิ่นเยว่ขบเคี่ยวเคี้ยวฟัน นางรู้สึกหงุดหงินขึ้นมาทันทีเมื่ออ่านข้อความที่เขียนว่า ข้าจะพิจารณาเมื่อเจ้าโตขึ้น
เขาคิดจะรับนางเป็นฮูหยินอยู่แล้วแต่เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นก่อนสินะ เมื่อนึกถึงเรื่องที่หลี่เซวียนชอบหลินซูเมิ่ง เสิ่นเยว่ก็หงุดหงิดมากกว่าเดิม นางแทบจะฉีกกระดาษในมือเป็นชิ้นๆ
เสิ่นเยว่อ่านข้อความด้านล่างของกระดาษ เจียงหลีเคยสารภาพรักกับหลี่เซวียนเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาไม่ได้ปฏิเสธนางเพียงแต่บอกว่าการแต่งงานเป็นเรื่องของบิดามารดาที่เป็นผู้ตัดสินใจเขาไม่สามารถตัดสินใจเองได้
“เหอะ ทั้งดอกบัวแดงดอกบัวขาว นี่แปลว่าถ้าท่านพ่อกับท่านแม่อนุญาตเขาก็จะรับพวกนางเข้ามาในจวนสินะ เจ้าคนเหลวไหลนี่พวกเจ้าอ่านดูเขานิสัยเสียเช่นนี้ ไหนเลยจะสู้สหายในจดหมายของข้าได้ ข้าคิดถูกแล้วที่ไม่หวั่นไหวไปกับการกระทำของเขา”
เสิ่นเยว่ยื่นกระดาษให้เหล่าสาวใช้ของนางดู ตอนนี้หลี่เซวียนในสายตาของเสิ่นเยว่คือบุรุษเสเพลมากรักหลายใจไปแล้ว
หลี่เซวียนนั่งทำงานอยู่ที่ค่ายทหารนอกเมือง เขาจามออกมาติดๆ กันสามที
“โอ้ เจ้าจามออกมาติดๆ กันสามครั้งเช่นนี้ดูเหมือนว่าจะมีสตรีกำลังบ่นถึงเจ้าอยู่นะ จะเป็นฮูหยินน้อยของเจ้าหรือบรรดาเหล่าสตรีที่เจ้าปฏิเสธพวกนั้นกัน แต่ข้าคิดว่าต้องเป็นฮูหยินของเจ้าแน่ๆ เพราะกลยุทธที่ข้าให้เจ้าใช้ในการปฏิเสธสตรีจะต้องไม่ทำให้พวกนางเกลียดเจ้ารับรองว่าได้ผลอย่างแน่นอน”
ไป๋ชิงรุยผู้เป็นทั้งที่ปรึกษาและสหายของหลี่เซวียน ได้แสดงความคิดเห็นขึ้น เมื่อเขาเห็นหลี่เซวียนจามออกมา หลี่เซวียนไม่รู้เลยว่าเพราะ กลยุทธของไป๋ชิงรุ่ยทำให้เสิ่นเยว่มองเขาเป็นพวกเสเพลมากรักหลายใจไปแล้ว
ช่วงพักทานอาหารกลาววัน หลี่เซวียนไม่ได้ไปที่โรงอาหารของค่ายเขานั่งรอที่ห้องทำงานอย่างคาดหวังว่าวันนี้เสิ่นเยว่จะทำอาหารอะไรมาส่งเขา เขารอจนกระทั่งบ่ายแก่แต่ไร้วี่แววของนางหลี่เซวียนหงุดหงิดเล็กน้อย
“คุณชายให้โรงอาหารทำอาหารมาให้ทานสักหน่อยหรือไม่ นี่ก็บ่ายแล้วแต่ฮูหยินน้อยก็ยังไม่มาท่าทางนางจะไม่มาแล้วนะขอรับ”
จงหลางจะให้คนทำอาหารมาให้หลี่เซวียน แต่เขาส่ายหน้า
วันนี้หลี่เซวียนตั้งใจให้ตนเองกลับจวนช้าเพราะเขาไม่อยากเผชิญหน้ากับเสิ่นเยว่ เขากลับมาถึงจวนก็เป็นเวลาดึก เสิ่นเยว่ดับเทียนนอนไปนานแล้ว เรื่องในวันนี้ทำให้นางไม่อยากสนใจเขาอีก
หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยหลี่เซวียนเดินเข้ามาในห้องเสียงเบา เขาหยุดยืนอยู่ที่หน้าเตียงและมองลอดม่านมุ้งผืนบาง เสิ่นเยว่กำลังหลับอย่างสงบ เสียงลมหายใจขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอเป็นหลักฐานแสดงว่านางกำลังหลับสนิท หลี่เซวียนค่อยๆ แหวกม่านมุ้งออก เพื่อมองหน้านางให้ชัดขึ้น เขาพูดเบาๆ กับร่างเล็กที่กำลังนอนหลับ
“ทำไมวันนี้เจ้าไม่ทำอาหารไปส่งข้าที่ค่ายทหาร”
หลี่เซวียนถามนางท่าทางของเขาดูผิดหวัง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองที่กำลังหลบหน้านางกลับอยากให้นางมาอยู่ในสายตา วันนี้เขาตั้งตารอนางทั้งวัน แต่นางกลับไม่มาหาเขา เกิดอะไรขึ้นกับนางทำไมวันนี้นางถึงไม่ไปหาเขาที่ค่ายทหาร เขาอยากปลุกนางขึ้นมาถาม
แต่หลี่ซวียนก็ถอยออกมาเขาห่มผ้าที่เลื่อนตกลงมาข้างตัวให้นางแผ่วเบา จากนั้นก็กลับไปนอนที่ตั่งตัวเดิมของตน