“เซวียนเซวียน ข้าได้ยินว่าฮูหยินของเจ้ามาที่นี่หรือ โถ่เอ้ยข้ากลับมาไม่ทันเลยไม่ได้พบนาง ข้าพลาดงานแต่งของเจ้าไปแล้วรอบหนึ่ง มาตอนนี้ก้พลาดไปอีกรอบ น่าเสียดายเจริงๆ”
หลี่เซวียนกลอกตาใส่ไป๋ชิงรุ่ยด้วยความรำคาญ
“นางเป็นฮูหยินของข้าเหตุใดเจ้าต้องอยากพบนาง นางมิใช่ฮูหยิน ของเจ้าเสียหน่อย เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปสืบได้ความว่าอย่างไร”
เสียงไป๋ชิงรุ่ยดังโวยวายออกมาจากห้องทำงานของหลี่เซวียนสักพักจากนั้นจึงเงียบลง
รถม้าของเสิ่นเยว่จอดลงที่หน้าร้านขายเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวงร้านเยี่ยนฟาง นางลงจากรถม้าด้วยการประคองของชิงจู๋ เมื่อใบหน้าของเสิ่นเยว่ปรากฏต่อสายตาของประชาชนนางก็กลายเป็นจุดสนใจทันที
เพราะเสิ่นเยว่นั่งรถม้าของจวนสกุลหลี่ อีกทั้งก่อนหน้านี้งานแต่งงานของสองตระกูลใหญ่ยังเป็นที่พูดถึงของใครหลายคน ทุกคนต่างอยากเห็นใบหน้าอันงดงามของสะใภ้ตระกูลหลี่ที่ถูกเล่าลือไปทั่วเมืองหลวง วันนี้ได้มาเห็นตัวจริงของนางพวกเขาคิดว่าสิ่งที่เล่าลือกันมายังน้อยกว่าภาพตรงหน้าที่พวกเขาได้เห็น ความงามของนางงดงามจนยากจะบรรยาย เป็นความงามที่ดูสูงศักดิ์และไม่สามารถจับต้องได้
เสินเยว่ไม่สนใจว่าใครจะพูดถึงนางว่าอย่างไร นางแค่อยากออกมาเปิดหูเปิดตาเพียงเท่านั้น ตลอดมายากนักที่ท่านแม่ของนางจะปล่อยนางออกมาจากจวนนอกจากจะมีงานเลี้ยงในวัง นอกจากนั้นไม่ว่าเสื้อผ้าเครื่องประดับล้วนเป็นที่ร้านส่งไปให้เลือกที่จวน วันนี้นางจะเที่ยวเล่นให้สนุก
แม้เสิ่นเยว่จะรู้สึกตื่นตากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่นางได้เห็นแต่กิริยาที่ติดตัวมาโดยกำเนิดทำให้นางดูเป็นสตรีสูงศักดิ์ยากเข้าใกล้
“ฮูหยินน้อยหลี่ท่านต้องการไปที่ห้องรับรองที่อยู่ด้านบนหรือไม่”
ผู้ดูแลร้านเครื่องประดับเดินเข้ามาต้อนรับนางเมื่อรู้ว่าสตรีที่ถูกกล่าวถึงไปทั่วเมืองหลวงกำลังมาเยือนที่ร้านของเขา
“ไม่เป็นไรข้าอยากยืนเลือกที่นี่ ท่านมีเครื่องประดับที่ต้องการแนะนำให้ข้าหรือไม่”
ผู้ดูและผงะไป เขาไม่คิดว่านางจะเรียบง่ายเหมือนสตรีทั่วไปเช่นนี้ ผู้ดูแลคิดว่าจากท่าทางของนาง นางจะต้องมีลักษณะที่เหมือนสตรีตระกูลใหญ่ที่ถือตัวและเอาแต่ใจไม่เห็นลูกจ้างอย่างพวกเขาอยู่ในสายตา
“ทำไมหรือ หรือว่าข้าจะต้องไปเลือกเครื่องประดับที่ห้องรับรองเท่านั้น”
เสิ่นเยว่ไม่เคยมาร้านเครื่องประดับนางจึงไม่รู้กฏกลัวว่าตนเองจะทำอะไรขายหน้าออกไป
“ไม่ใช่ขอรับฮูหยินน้อยท่านสามารถเลือกเครื่องประดับได้ตามที่ท่านต้องการได้เลย”
ผู้ดูแลรีบกุลีกุจออธิบายให้นางฟัง เสิ่นเยว่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เสียงของเสิ่นเยว่กับผู้ดูแลไม่ดังและไม่เบานักแต่คนที่กำลังเดินลงมาจากชั้นบนของร้านเครื่องประดับก็ได้ยินทุกประโยค นางเดินเฉียดเข้ามาใกล้เสิ่นเยว่ แล้วแกล้งชนนางเบาๆ หวังว่าเครื่องประดับที่นางถืออยู่จะร่วงลงมาและทำให้เสียหาย แต่เสิ่นเยว่กลับสามารถหลบนางได้และเป็นนางเองที่เสียหลักล้มลง หญิงสาวในร้านเครื่องประดับมีอยู่สิบกว่าคนที่กำลังเลือกซื้อของ ทุกคนต่างมองมาที่นางเป็นตาเดียว
“โอ้! เป็นอย่างไรบ้างคุณหนูท่านนี้ ทีหลังจะเดินจะเหินเจ้าต้องระวังหน่อยนะ เครื่องประดับที่นี่ไม่ใช่ราคาถูกๆ หากเจ้าชนจนข้าวของเสียหายข้าเกรงว่าเจ้าจะชดใช้ไม่ไหว”
คนที่เดินชนเสิ่นเยว่คือ หลินซูเมิ่งหญิงสาวที่ไม่ชอบเสิ่นเยว่มาตั้งแต่เด็กนางพยายามเอาชนะเสิ่นเยว่มาตลอดแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ หลินซูเมิ่งจึงฝังใจและเจ็บแค้นเมื่อมีโอกาสนางจะหาทางกลั่นแกล้งเสิ่นเยว่ทุกครั้ง แต่ทุกครั้งนางกลับแพ้ภัยตัวเองวันนี้ก็เช่นกัน
เจียงหลีรีบเข้ามาช่วยพยุงหลินซูเมิ่งขึ้น
เสิ่นเยว่มองนางอย่างสนใจ แม่ดอกบัวขาวนางนี้ร้ายกาจกว่าหลินซูเมิ่งที่ไร้สมองเอาแต่โวยวายนัก เสิ่นเยว่รู้ว่านางเป็นคนเช่นไร เจียงหลีคือคนที่อยู่เบื้องหลังของการกลั่นแกล้งเสิ่นเยว่ นางคอยยุแยงให้คนอื่นไม่ชอบเสิ่นเยว่แล้วตัวเองก็ทำเป็นคนดีเข้ามาปลอบเพื่อให้คนอื่นชื่นชมนาง น่ารังเกียจยิ่งนัก
แต่เสิ่นเยว่ไม่รู้ว่า ทั้งเจียงหลีและหลินซูเมิ่งต่างก็พึงใจในตัวของหลี่เซวียน เพราะนางถูกเสิ่นฮูหยินฝึกปรืออยู่แต่ในเรือนไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอก นอกเสียจากว่าจะมีงานเลี้ยงในวังนางจึงจะได้ก้าวเท้าออกนอกจวนเสิ่นเยว่จึงไม่เคยรู้เรื่องข่าวซุบซิบของคนอื่น นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่นางไม่เป็นที่รู้จักในเมืองหลวงทั้งที่นางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของมหาเสนาบดีเสิ่นขุนนางคู่ใจขององค์ฮ่องเต้
หลี่เซวียนรู้สึกหงุดหงิดตั้งแต่ที่นางยิ้มให้ไป๋ชิงรุ่ยแล้ว นี่นางยังจะมาล้อชื่อเล่นของเขาอีกหรือ
“เงียบไปเถอะน่า”
หลี่เซวียนกระซิบกลับไป แต่ในสายตาของหลินซูเมิ่งกับเจียงหลีทั้งสองคนกำลังแสดงความรักต่อกัน
“พอได้แล้วน่าข้ารู้ว่าเจ้าสองคนพึ่งจะแต่งงานกันแต่กรุณาเกรงใจคนโสดเช่นข้าบ้างได้หรือไม่”
เป็นไป๋ชิงรุ่ยที่พูดแทนความคิดของคนทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์ หลี่เซวียนถลึงตาใส่ไป๋ชิงรุ่ย
ตาข้างไหนของเจ้าที่เห็นว่าข้ากับนางกำลังแสดงความรักต่อกัน
ไป๋ชิงรุ่ยถลึงตาใส่เขากลับ
ตาทั้งสองข้างของข้า
เสิ่นเยว่ไม่สนใจเรื่องของสองบุรุษที่กำลังถกถียงกันทางสายตา ที่นางสนใจคือปฏิกิริยาของหลินซูเมิ่งกับเจียงหลีต่างหาก มันช่างน่าสนใจยิ่งนัก พอสองคนนี้เดินเข้ามาในร้านเหตุใดพวกนางจึงมีท่าทางตื่นตระหนกคล้ายกับว่ากำลังทำความผิดแล้วโดนจับได้จากคนที่ตัวเองชอบ
“เจ้ายังไม่ตอบข้าเลยนะคุณหนูหลิน เจ้าไม่ต้องการไปแจ้งความเอาผิดคนที่ผลักเจ้าล้มจริงหรือ”
ไป๋ชิงรุ่ยเลิกสนใจหลี่เซวียนทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่เสิ่นเยว่พูด
“เกิดอันใดขึ้นหรือ เซวียนเซวียนอยู่ที่นี่เขาเป็นถึงแม่ทัพน้อยคุณหนูหากว่าเจ้าได้รับความอยุติธรรมเจ้าสามารถบอกเขาได้นะ หรือไม่ก็บอกข้าเดี๋ยวข้าจะไปแจ้งองครักษ์เสื้อแพรให้”
ยิ่งไป๋ชิงรุ่ยพูดถึงองครักษ์เสื้อแพรใบหน้าของสตรีทั้งสองยิ่งซีดขาวมากกว่าเดิม
“ปะ....เปล่ามิใช่เช่นนั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด เป็นข้าเองที่สะดุดล้มมิได้มีใครผลักข้าทั้งนั้น”
ล้อเล่นหรือไรหากท่านพ่อของนางรู้เรื่องที่นางก่อเรื่องในวันนี้นางจะต้องโดนโบยแล้วก็ถูกขังอยู่ในจวนจนกว่าจะได้ออกเรือนแน่
“อ้อ เช่นนั้นหรือถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีเรื่องแล้วสินะ ผู้ดูแลเครื่องประดับที่ข้าดูส่งไปที่จวนสกุลหลี่นะ”
เสิ่นเยว่กำลังจะจ่ายเงินมัดจำ แต่หลี่เซวียนไวกว่า
“ส่งหนังสือเรียกเก็บเงินไปที่จวนสกุลหลี่”
จากนั้นเขาก็จูงมือเสิ่นเยว่ออกจากร้านเครื่องประดับทันที
“เฮ้ เจ้าสองคนรอข้าก่อน”
หลี่เซวียนกระโดดขึ้นม้าแล้วใช้แขนข้างเดียวรวบเอวของเสิ่นเยว่พาขึ้นม้าควบออกจากถนนหน้าร้านเครื่องประดับไปแล้วทิ้งทุกคนเอาไว้ข้างหลัง