บทนำ
ผมยอมคุณ
ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในชีวิตทำให้ภัคภณเจ็บปวดแสนสาหัส เรียกได้ว่าทุกอย่างในชีวิตที่ผ่านมาย่อยยับลงไปไม่เหลือชิ้นดี ทั้งความมั่นใจ สิ่งที่หวัง สิ่งที่พยายามแก่งแย่งให้ได้มา เขาสูญเสียไปหมดทุกสิ่งอย่าง กลายเป็นผู้แพ้ที่น่าสมเพช
กระนั้นสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิต มันทำให้เขาใจว่างและใจกว้างพอที่จะเปิดรับสิ่งใหม่...สิ่งใหม่ที่เคยเป็นมาเสมอ นั่นคือความรักความหวังดีของคนในครอบครัว ครอบครัวที่นอกเหนือจากบิดากับมารดา
อัศวินให้โอกาสเขาได้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท แต่เขาไม่ยอมรับเพราะความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่สมควรได้รับสิ่งนั้นตอบแทนใจจริงเขาอยากออกจากการบริหารเอดับบลิวเสียด้วยซ้ำ แต่ปู่ไม่ยอมหนำซ้ำยังบังคับให้เขาดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัทต่อไป เพราะโอฬารไม่ยอมย้ายจากกลุ่มธุรกิจเดิม และเมื่อฝ่ายนั้นเป็นคนชนะอย่างภาคภูมิ ก็ย่อมมีสิทธิ์เลือกให้เป็นแบบไหนก็ได้
ถ้าเป็นเมื่อก่อนภัคภณคงคิดว่าโอฬารโง่แสนโง่ที่ทำอย่างนั้น
แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าโอฬารทั้งฉลาดและใจกว้าง...การได้อยู่กับเด่นดวงคือความสุขที่ไม่มีวันหาจากที่ไหนได้อีก
คิดแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นึกถึงนีราขึ้นมาอย่างอดรู้สึกผิดไม่ได้ เขาไม่เคยรู้สึกผิดกับผู้หญิงคนไหนขนาดนี้มาก่อน วันที่เธอไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลเพื่อขอลาออก ภัคภณรู้สึกใจหายและอาลัยอาวรณ์ทั้งที่ ‘ไม่ได้รัก’ เธอเลยสักนิด แต่เพราะรู้ว่าเธอรักเขานั่นแหละ หัวใจถึงได้วูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก
‘คราวนี้ไม่ใช่แค่คุณที่พ่ายแพ้ เราทั้งคู่ต่างก็แพ้ด้วยกัน นีรา ยอมรับว่าเสียใจมาก เพราะนีรารักคุณ...รักจริง ๆ แม้คุณจะให้นีราทำในสิ่งที่แย่ ๆ ก็ตาม’
‘ผมขอโทษ’ เป็นคำพูดเดียวที่ภัคภณจะพูดได้ ทำให้นีราทั้งอึ้งทั้งเศร้าแต่ก็ยิ้มออก
‘ถึงจะแพ้ก็คงคุ้มแล้วละค่ะ คนอย่างคุณโตไม่ได้ยอมขอโทษใครง่าย ๆ นีราโชคดีจังที่ได้ยิน’ น้ำเสียงเธอขมขื่นแต่ก็รู้สึกอย่างที่พูดจริง ๆ
‘คุณจะไม่ลาออกก็ได้นะ เพราะผมจะเป็นคนไปจากเอดับบลิวเอง’
‘นี่คุณรักผู้หญิงคนนั้นถึงขนาดทนอยู่ไม่ได้ คิดจะไปจากเอดับบลิวเลยเชียวเหรอคะ ?’ นีราถามทึ่ง ๆ เธอไม่คิดเลยว่าคนไร้หัวใจอย่างภัคภณจะรักเด่นดวงได้ถึงเพียงนั้น...ขนาดเธอใกล้ชิดเขามาตั้งนานกลับแทบไม่เคยได้ความรู้สึกใดตอบแทนเลย
เวลาไม่สามารถบอกหรือกำหนดสิ่งใดได้เลยจริง ๆ
ภัคภณไม่ตอบ แต่เอียงหน้าไปทางอื่นแทน
‘นีราตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไปช่วยงานคุณพ่อ เพราะนีราเองก็คงทนอยู่ที่เดิมไม่ได้เหมือนกัน...คุณอาจจะคิดว่านีรารักคุณเพราะภาพลักษณ์ เพราะสิ่งที่คุณมี แต่เปล่าเลย...นีรารักคุณเพราะสัมผัสได้ว่าจริง ๆ แล้วคุณเป็นคนดีคนหนึ่งที่ต้องการความรัก เคยคิดว่าความรักของนีราจะเยียวยาจิตใจคุณได้ แต่มันไม่ใช่ นีราทำไม่สำเร็จ’
ชายหนุ่มหันมาสบตาที่เอ่อท้นด้วยหยดน้ำของเธอ บังเกิดความเจ็บปวดขึ้นในใจตนเองด้วยเช่นกัน
‘ผมขอโทษ’
คำขอโทษซ้ำสองทำเอาน้ำตานีราร่วงลงบนแก้ม เพราะนั่นแปลว่าเขายืนยันแล้วว่าไม่สามารถรักหรือแม้แต่ให้โอกาสเธอได้ลองเป็นคนที่ถูกรักได้
‘ไม่เป็นไรค่ะ นีราเข้าใจดี’ เธอเช็ดน้ำตาออกแล้วยิ้มให้ ‘ขอให้เราทั้งคู่ต่างโชคดีนะคะ’
นีรากลับไปทำงานกับครอบครัวแล้ว และไม่ติดต่อมาเลยนับจากวันนั้น เขารู้ข่าวคราวเธอบ้างจากคนรู้จักในวงกว้าง ส่วนบิดากับมารดาเขาก็เฉยเมยและยังคงกักขังเขาไว้ในกรงของความ ‘ผิดหวัง’ แสดงอาการเย็นชาราวกับไม่ใช่คนในครอบครัวเดียวกัน
ผิดกับอันนพและอรุณประไพที่ดีกับเขาเสมือนไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทั้งเอาใจใส่ มาเยี่ยม มาดูแลจนกระทั่งเขาออกจากโรงพยาบาล ทั้งสองคนตัดสินใจให้โอชาดูแลรีสอร์ตที่เมืองกาญจน์เพียงลำพัง เพื่อจะอยู่กับโอฬารและลูกสะใภ้ที่กำลังตั้งท้องที่นี่ เนื่องจากโอฬารยอมย้ายกลับมาอยู่บ้านใหญ่ให้อัศวินได้สบายใจ แต่อีกไม่นานพวกเขาก็จะย้ายไปอยู่เรือนหอที่สร้างใกล้เสร็จเต็มทีแล้วซึ่งอยู่ห่างจากบ้านใหญ่เพียงรั้วกั้นเท่านั้น
มันใกล้มากจนภัคภณไม่รู้ว่าตัวเองจะทานทนต่อความรู้สึกที่ยังวนเวียนในอกได้แค่ไหน
“บอสคะ”
ภัคภณสะดุ้งเล็กน้อย หลุดจากภวังค์ความคิดมามองเลขา ‘สุดเนิร์ด’ แล้วคิ้วยุ่งอย่างไม่สบอารมณ์
“เข้ามาในห้องผมทำไมไม่เคาะประตูก่อน” เขาดุอย่างไม่อ้อมค้อม มองหญิงสาวร่างบางสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีครีมกับกระโปรงทรงสอบสีดำพอดีตัวยาวเลยเข่าลงไป กับรองเท้าคัตชูสีดำที่ทรงสวยทันสมัยแต่ดูยังไงมันก็ยังเรียบร้อยไปมาก ผมของเธอยาวตรงสีดำรวบไว้ด้านหลังจนตึง ใบหน้ารูปไข่ถูกแว่นทรงกลมครอบบริเวณดวงตาไว้ แต่งหน้าอ่อน ๆ จนเหมือนไม่ได้แต่ง เห็นแล้วรู้สึก...ไร้อารมณ์ดี
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาเลือกเธอมาเป็นเลขา...เพราะเห็นแล้วเฉย ๆ นี่แหละ
“ดิฉันเคาะแล้วค่ะ ไลน์เข้ามาถามแล้วด้วย แต่บอสไม่ตอบเลยสักทาง ดิฉันเป็นห่วง เลยถือวิสาสะเข้ามาดู ขอโทษด้วยค่ะถ้าทำให้ไม่พอใจ” ขณะเอ่ยอธิบายสีหน้าของอณิมาราบเรียบเหมือนลุคของเธอไม่มีผิด
แต่คำว่า ‘เป็นห่วง’ ฟังจริงใจจนภัคภณแววตาอ่อนแสงลง
“ช่างเถอะ แล้วคุณมีอะไร”
“อีกสิบห้านาทีจะเริ่มถ่ายทำโฆษณาห้าจีแล้วค่ะ บอสบอกว่าจะไปดูด้วย ดิฉันเลยมาเตือนค่ะ” อีกสิ่งหนึ่งที่ภัคภณชอบการทำงานของอณิมาตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาคือเธอเป็นคนเข้าใจง่าย คุยง่ายจบคือจบ ความรู้สึกค่อนข้างแข็งแรง ไม่อ่อนไหวง่าย แม้จะดูเหมือนทำงานกับหุ่นยนต์ไปสักหน่อย แต่เขาก็ว่าดี
“โอเค งั้นคุณไปก่อน เดี๋ยวผมตามไป”
“ค่ะ” อณิมารับคำแล้วโค้งให้เล็กน้อยก่อนเดินออกไป
เพราะอยากลืมความรู้สึกที่อึน ๆ อยู่ในหัวใจ ภัคภณเลยทำงานอย่างบ้าคลั่ง กลุ่มธุรกิจหลักถูกเปลี่ยนมือไปอยู่ในความดูแลของประธานบริษัทอย่างวรัท ตัวเขาเลยต้องดูแลกลุ่มโทรคมนาคมแทน ชายหนุ่มทำงานทุกเวลานาที แม้แต่เรื่องที่จ้างดารามาถ่ายทำโฆษณาห้าจีก็ยังขอไปดูด้วยตัวเอง ทั้งที่มันไม่จำเป็น ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ต้องถึงระดับรองประธานบริษัทอย่างเขา คนอื่นก็จัดการได้ แต่เขาอยากทำ...อยากทำให้ดีที่สุด อยากทำงานให้ลืมความรู้สึกที่ก่อกวนหัวใจ
ชายหนุ่มมาถึงจุดที่ถ่ายทำโฆษณาซึ่งเป็นส่วนของสตูดิโอหลังตึกสำนักงานใหญ่ แล้วชะงักเท้าอยู่หน้าประตู
“เธอเป็นเลขา ต้องทำการบ้านให้ดีสิว่าฉันชอบหรือไม่ชอบอะไรไม่ใช่คิดจะเอาอะไรมาต้อนรับฉันก็ได้แบบนี้” เปรี้ยว สิรินทร์ ดาราสาวชื่อดังที่กำลังรุ่งในขณะนี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงและท่าทางกราดเกรี้ยวใส่อณิมาที่ยังคงยืนเฉยสีหน้าราบเรียบ
“ค่ะ ดิฉันทำการบ้านมาแล้ว และผู้จัดการของคุณบอกว่าคุณชอบดื่มน้ำส้ม” อณิมาเอ่ยบอกอย่างใจเย็น
“แล้วฉันชอบน้ำส้มอย่างเดียวรึไง บางอารมณ์ก็อาจจะอยากดื่มน้ำอย่างอื่นมั่งปะ คิดสิคิด ทำการบ้านไม่ละเอียดแบบนี้เป็นเลขารองประธานบริษัทได้ยังไงกัน”
“บอสไม่เรื่องมากกับแค่เรื่องน้ำดื่มหรอกค่ะ เสียเวลาทำงานเปล่า ๆ”
ขณะพูดสีหน้าอณิมายังคงราบเรียบ ภัคภณเผลอกระตุกยิ้มพอใจกับคำตอบของเลขาตัวเอง แต่ทำเอาสิรินทร์ถึงกับหน้าชา หันรีหันขวางก่อนจะคว้าแปรงหวีผมที่ช่างวางไว้มากำแน่นแล้วขว้างใส่อณิมาที่ยืนนิ่งไม่ยอมหลบจึงโดนหน้าผากเข้าเต็ม ๆ ทุกคนครางฮือพร้อมกันแต่อณิมาเพียงหลับตาลง แล้วลืมขึ้นใหม่
“น้องเปรี้ยวคะ ไม่เอานะคะ ไม่ทำแบบนี้ ขืนใครถ่ายคลิปไปลงโซเชียล ชื่อเสียงจะเสียหายได้นะคะ” เมธีผู้จัดการสาวประเภทสองรีบเข้ามากระซิบ