เมื่อได้พูดคุยกับกิตแล้ว ความกังวลของนานาก็ลดลง แต่ถึงอย่างไรเดือนนี้เธอก็ตั้งใจจะใช้เงินประหยัดขึ้น จากเดิมที่ประหยัดอยู่แล้ว นานาใส่เสื้อผ้าของสามีลงในเครื่องซักผ้า ขณะที่หนูน้อยนีราเล่นที่ห้องนั่งเล่นรอแม่
นานาต้องย่นจมูกเมื่อได้กลิ่นเหล้าฉุนออกมาจากเสื้อผ้าสามี ไม่รู้ว่าเขากินหรืออาบกันแน่กลิ่นถึงแรงติดเสื้อผ้ามาแบบนี้ ถึงกิตจะทำงานหนัก กลับบ้านดึก แต่ข้อดีของเขาคือเขาไม่เคยเหลวไหล ไม่ดื่มหนัก ไม่เจ้าชู้ ไม่มีปัญหาเรื่องผู้หญิง แต่ตั้งแต่ที่บริษัทเขาเปลี่ยนหัวหน้าฝ่ายคนใหม่ สามีเธอกลับดื่มเหล้ากลับมาทุกวัน แม้จะไม่เข้าขั้นเมามายแต่ก็ผิดวิสัยเขาไปมาก ในขณะที่นานาพร่ำบอกตัวเองว่าอย่าทำตัวเป็นภรรยาขี้บ่นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
นานาจึงผละจากเครื่องซักผ้า ขาเรียวยาวก้าวไปยังห้องนั่งเล่นที่ลูกสาวนั่งอยู่ เมื่อเข้าไปถึงก็พบนีราตัวน้อยกำลังจะปีนป่ายโต๊ะข้างโซฟาเพื่อหยิบเจ้าโทรศัพท์เครื่องเล็กที่ส่งเสียงไม่หยุด แต่คุณแม่คนสวยก็ก้าวไปถึงและหยิบขึ้นมาก่อน
“โทรศัพท์ของแม่เล่นไม่ได้จ้ะหนูน้อย” หนูนีราหน้าหงอยลงทันใด แต่ก็เรียนรู้แล้วว่าถ้าพ่อไม่อยู่ด้วยจะดื้อกับแม่ไม่ได้เด็ดขาด
นานาดูเบอร์ที่โชว์หน้าจอโทรศัพท์ก็พบว่าคนที่โทรมาคือกิตดังคาด เธอเป็นคนมีเพื่อนน้อย มีแค่ไม่กี่คนที่จะโทรหาเธอ
“กิตว่าไงคะ”
“ที่รัก เห็นกระเป๋าเอกสารของกิตบนโซฟาหรือเปล่าครับ เมื่อเช้ากิตรีบมากจนลืมหยิบออกมา”
นานาลุกขึ้นยืน ก้าวเดินไปยังโซฟาตัวยาวอีกตัวในห้องนั่งเล่นก็พบว่ามีกระเป๋าเอกสารของเขาจริง
“เห็นค่ะ”
“อ่อ แล้วที่รักเห็นถุงใต้กระเป๋าเอกสารไหมครับ”
พอเขาถามแบบนั้น นานาจึงเดินไปหยิบกระเป๋าเอกสารของเขาขึ้น ก็พบถุงกระดาษจากห้างสรรพสินค้าที่เธอไปมาเมื่อวาน
“ถุงกระดาษใบเล็กใช่ไหมคะ”
“ครับ ถ้าเห็นก็โอเค กิตแค่กลัวจะไปลืมไว้ที่อื่น งั้นแค่นี้ก่อนนะที่รัก เจอกันตอนเย็นครับ”
นานาได้ยินเสียงเขาทำเสียง จุ๊บ จุ๊บ มาตามสายตามประสาหนุ่มขี้เล่น แต่เธอก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ถุงกระดาษใบนั้นข้างถุงพิมพ์ชื่อห้างเดียวกับที่เธอพานีราไปซื้อของเมื่อวาน
บนโต๊ะอาหารเธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างตอนไปห้าง แต่ไม่เห็นเขาจะบอกเธอว่าเขาเองก็ไปห้างนี้มาเหมือนกัน ด้วยสัญชาตญาณและความอยากรู้อยากเห็นของผู้หญิง ทำให้เธอเดินไปหยิบถุงกระดาษใบนั้นขึ้นมาดู แม้จะมีโบสีชมพูผูกติดที่หูกระดาษไว้ แต่เมื่อส่องดูก็เห็นว่าข้างในนั้นเป็นขวดน้ำหอมขนาดเล็ก
นานาชาไปทั้งร่างจนไม่มีแรงจะยืนต้องทรุดไปนั่งที่โซฟา น้ำหอมในถุงกระดาษนี้ไม่ใช่ของเธอแน่นอน กิตรู้ว่าเธอแพ้กลิ่นน้ำหอม แค่ได้กลิ่นน้ำหอมก็จะจามไม่หยุดนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอไม่ชอบออกไปไหน
“หม่าม้า” หนูน้อยนีราเดินเตาะแตะมาหา มือกลมป้อมวางที่ตักแม่เมื่อเห็นแม่นั่งอยู่ ตาแป๋วแหววมองแม่อย่างรอคอยให้แม่มาเล่นกับตน
นานาก้มลงมองเจ้าตัวเล็กที่หน้าตาถอดแบบพ่อมาไม่มีผิดเพี้ยน เธอบอกตัวเองให้ใจเย็นและคุยกับเขาดีๆ อย่าเพิ่งคิดเพ้อเจ้อไปเอง กิตเป็นสามีที่ดีเสมอมา และเขารักลูกมาก เธอไม่ควรจะระแวงเขา
มือสั่นเทาลูบผมดำที่มัดเป็นแกะของลูกสาวตัวน้อย
“หม่าม้า เล่น ๆ” มือกลมป้อมจับมือแม่มาเขย่าเรียกร้องความสนใจ แต่ยังไม่ทันที่นานาจะได้พูดอะไร เสียงกริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้น
“แม่ไปดูเดี๋ยวนะจ๊ะว่าใครมา แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาเล่นกับนีรา”
เมื่อกี้กิตเพิ่งวางสายจากเธอ เขาไม่ได้บอกว่าจะกลับมาเอาของที่ลืมไว้เธอจึงไม่คิดว่าจะเป็นสามีตัวเอง นานาส่องช่องตาแมวของประตูก็พบผู้หญิงสวมแว่นดำ กดกริ่งหน้าห้องย้ำ ๆ เหมือนมีเรื่องร้อนใจนักหนา นานารีบเปิดประตูทันทีเพราะกลัวห้องอื่นจะโผล่หน้าออกมาด่า
“กิ๊บ!”
กิ๊บ หรือกีรติเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของกิต อายุห่างจากเธอสองปี คงเพราะยามหน้าคอนโดสนิทสนมคุ้นเคยกับเธอดีถึงได้ปล่อยให้ขึ้นมาได้
“พี่ ฮือ” ยังไม่ทันจะได้ทักทายอะไรกันเลย อีกฝ่ายก็โผเข้ากอดนานาทันทีที่เธอเปิดประตูให้ นานาดึงน้องสามีออกมาจากประตูแล้วปิดประตูลงแผ่วเบาเพราะกลัวห้องอื่นจะตกใจ
“น้า…กิ๊บ” หนูน้อยนีรากำเสื้ออีกฝ่ายเขย่าเรียกร้องความสนใจเมื่อเห็นน้ากิ๊บกอดแม่ร้องไห้ไม่หยุด
กีรติผละออกจากอกพี่สะใภ้ พอเห็นหน้าแป๋วแหววของหลานสาวจ้องมองเธอด้วยสายตาน่ารัก ก็ยิ่งปล่อยโฮออกมาหนักกว่าเดิม ผละจากพี่สะใภ้แล้วก้มลงคว้าร่างของหลานน้อยเข้ามากอดแทน
“นีรา ฮือ”
“โอ๋ โอ๋ น้ากิ๊บ” นีราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมน้าถึงร้องไห้ แต่ก็ปลอบอีกฝ่ายไปตามเรื่องตามราว เหมือนที่พ่อกับแม่ปลอบตนเวลาร้องไห้
นานามองภาพน้าสาวกับหลานกอดกันด้วยความทุลักทุเลตรงหน้าก็ย่อตัวลงประคองอีกฝ่ายไว้เพราะกลัวกีรติจะทิ้งน้ำหนักมากไปจนนีราล้มลง
“กิ๊บเกิดอะไรขึ้น อย่าเพิ่งร้องไห้เลยมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนเถอะ”
“แฟนหนูมันมีชู้” กีรติเล่าให้พี่สะใภ้ฟังทั้งน้ำตา
“เนมอะนะ” นานาทวนคำอย่างเหลือเชื่อ สามีของกีรติชื่อเนม เป็นชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา ท่าทางเรียบร้อย เวลานัดเลี้ยงครอบครัวกันทีไรเธอก็เห็นเขาเชื่อฟังกีรติดีตลอด
“ใช่ หนูเพิ่งจับได้” ตอนแรกกีรติกำลังจะเล่าต่อด้วยแรงอารมณ์ อยากจะพูดคำหยาบกว่านี้ให้สมกับความเสียใจที่เธอถูกอีกฝ่ายทรยศหักหลัง แต่ติดที่มีหนูน้อยนีราเกาะขาแม่จ้องมองมาที่เธอตาแป๋ว
“กิ๊บรอพี่เดี๋ยวพี่ไปกล่อมลูกนอนกลางวันก่อน”
กีรติพยักหน้า ระหว่างที่รอพี่สะใภ้ไปกล่อมลูกเข้านอนกว่าครึ่งชั่วโมงเธอก็สงบสติอารมณ์ลงได้บ้าง อาการฟูมฟายร้องไห้สะอึกสะอื้นก็เริ่มลดลง
ดังนั้นเมื่อนานาออกมาอีกครั้งอีกฝ่ายจึงไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายแล้ว