วันนี้กิตกลับบ้านเร็วกว่าปกติเพราะเป็นห่วงเรื่องครอบครัวน้องสาว แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ไม่พบทั้งน้องสาวทั้งหลานแล้ว
“เมื่อกลางวันเนมมาง้อ คืนดีกันแล้วค่ะ” นานาสรุปให้สามีฟังสั้น ๆ ขณะเขานั่งเล่นกับลูก วัยเด็กเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้ เธอจึงไม่อยากจะพูดอะไรมากนักตอนที่ลูกยังอยู่ด้วย
กิตก็พยักหน้าเข้าใจไม่ได้ถามอะไรไปมากกว่านั้น เขาหันไปเล่นกับลูกต่อ
“นีราคิดถึงพ่อหรือเปล่าคะ”
“คิด...” หนูน้อยพยักหน้าแล้วก็ยิ้มให้พ่อจนรอยบุ๋มที่แก้มกดลง รอยยิ้มถอดแบบจากคนเป็นพ่อมาไม่มีผิดเพี้ยน
นานามองสองพ่อลูกที่เหมือนกันราวกับกิตย่อส่วนด้วยความเอ็นดู เวลาเธอพาลูกไปฉีดวัคซีนคุณหมอชมว่าลูกของเธอมีพัฒนาการที่ดีมาก หนูน้อยเริ่มเลียนแบบคำพูดผู้ใหญ่ สามารถชี้บอกสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ คนเป็นแม่เมื่อได้ยินคนชมลูกก็รู้สึกว่าความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดหายเป็นปลิดทิ้ง
“กิตเล่นกับลูกก่อนนะคะ เดี๋ยวนานาไปทำอาหารเย็นให้”
“ครับ”
“อาหารเย็น” หนูน้อยพูดตามแม่แบมือป้อม ๆ ของตัวเองยื่นมาข้างหน้าขออาหาร คนเป็นพ่อเห็นท่าทางแบบนั้นของลูกสาวก็หัวเราะดังลั่น
“ยัยหมูของพ่อหิวแล้วเหรอ แค่นี้ก็ตัวกลมจนพ่อจะอุ้มไม่ไหวแล้วนะ”
กิตดึงลูกลงมานั่งบนตัก แล้วจิ้มไปที่พุงกลม ๆ หนูน้อยนีราร้องกรี๊ด หัวเราะเสียงลั่นเมื่อถูกคนเป็นพ่อแกล้ง ได้แกล้งลูกรอยยิ้มที่มุมปากของกิตก็ยิ่งฉีกกว้างกว่าเดิม นานาจึงปล่อยให้สองพ่อลูกเล่นด้วยกันแล้วเดินกลับไปที่ครัว
แต่เมื่อทำอาหารเสร็จจึงนึกขึ้นได้ว่านมของลูกหมด เพราะโค้กกับเค้กมาอยู่ด้วยเธอจึงแบ่งส่วนของนานาให้หลานทั้งสองคน ทำให้อาหารของเจ้าหมูน้อยหมดเร็วขึ้น
“กิตคะ นมลูกหมดเดี๋ยวนานาออกไปซื้อหน้าปากซอยนะ”
“มันเริ่มมืดแล้วนะนานาเดี๋ยวกิตไปซื้อให้เอง”
เขาพูดพร้อมกับอุ้มลูกสาวตัวกลมลุกขึ้นจากตักแล้วยืนขึ้น
“พ่อไปซื้อนมให้หนูเดี๋ยวมานะครับ” เพียงแค่คุณพ่อกำลังจะก้าวขา มืออวบอ้วนก็รีบคว้ากอดขาของคนเป็นพ่อไว้ทันที
“ไม่เอา ไม่ให้ไป” หนูน้อยนีรากอดขาพ่อสะบัดหัวจนผมกระจาย เธอเรียนรู้แล้วว่าถ้าพ่อออกจากบ้านเธอก็จะไม่ได้เล่นกับพ่ออีกหลายวัน เจ้าตัวเล็กไม่เพียงแต่ใช้มือเกาะขาพ่อเท่านั้นยังทิ้งตัวลงไปนั่งแล้วใช้ทั้งขาและแขนกอดขาพ่อไว้อย่างดื้อดึง
“ตายแล้วนีรา ทำแบบนั้นไม่ได้นะคะ”
คุณแม่มองท่าทางของลูกน้อยด้วยความตกใจ ไม่รู้ไปจำมาจากไหน แต่พ่อกิตกลับไม่ถือสาเขาหัวเราะดังลั่นกับท่าทางนั้น ก้มตัวลงมาอุ้มลูกตัวอวบอ้วนมาไว้ในวงแขน ทั้งที่คุณแม่อย่างนานาทั้งเรียบร้อยและอ่อนหวานแต่ลูกสาวเขากลับแสบนัก
“งั้นก็ไปด้วยกันหมดทุกคนนี่แหละ”
เพียงได้ยินคำว่าไปหนูน้อยก็เข้าใจทันที
“เย้! ไป ไป” หนูน้อยนีราชูกำปั้นขึ้นเหนือศีรษะ ร้องเย้ เย้ บ่งบอกว่าเจ้าตัวดีใจนักหนาที่คุณพ่อจะพาไปด้วย
“นานาไปหยิบกระเป๋าเงินเถอะ เดี๋ยวกิตขับรถให้ ไปด้วยกันหมดทุกคนเนี่ยแหละ”
นานาส่ายหน้า อ่อนอกอ่อนใจกับการตามใจลูกของสามี ต่อไปเธอคงต้องเตือนเขาบ้างว่าหากตามใจกันมากเกินไปจะทำให้นีราเสียนิสัย แต่เมื่อหันไปมองใบหน้ากลมยิ้มแป้นของลูก เธอก็ตัดสินใจหันหลังเข้าห้องนอนไปหยิบกระเป๋าสตางค์ เพราะไม่อยากทำลายความสุขของเจ้าตัวเล็ก เดี๋ยวค่อยสั่งสอนกันทีหลังแล้วกัน
กิตอุ้มลูกนั่งเบาะเด็กด้านหลังคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย หนูน้อยส่งเสียงร้องเพลงที่แปลไม่ออกไปตลอดทาง นานาก็พลอยยิ้มแย้มไปกับลูกด้วย วางเรื่องปวดหัวของครอบครัวกีรติไปชั่วขณะ
“กิตดูลูกดี ๆ อย่าให้นีราทำของเสียหายนะคะ” คุณแม่ยังสาวมือก็เลือกสินค้า ปากก็พร่ำบอกสามีไปด้วย เพราะประสบการณ์จากการพาลูกมาเดินห้างแล้วต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นหมื่น ยังตราตรึงในความทรงจำ
“คุณแม่ขี้บ่นจังเลยเนอะนีรา” เขาแกล้งพูดกับลูกในอ้อมแขนให้เธอได้ยิน ลูกน้อยของเขาก็พยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยเต็มที่ นานาเพียงปรายตามองสองพ่อลูกที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยโดยไม่พูดอะไร ตอนแรกจะมาซื้อแค่นมของลูกเพิ่ม แต่เมื่อได้เดินเลือกซื้อของแล้วคุณแม่ก็เดินเพลินตามประสาแม่บ้านนักช็อปใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงเลยทีเดียว
“หนูหิว” หนูน้อยที่ใช้พลังงานไปเยอะ เดินสลับกับถูกอุ้มในอ้อมแขนพ่อเริ่มงอแง
“ตายจริง” เธอซื้อของเพลินจนลืมไปเลยว่าเลยเวลากินข้าวของลูกมานาน ดวงตาหวานซึ้งภายใต้แพรขนตางอนของนานาไหววูบเพราะรู้สึกผิด
ด้วยความที่เป็นแม่บ้านเต็มเวลา เธอคิดอยู่เสมอว่าหน้าที่หลักของเธอคือการดูแลลูกและดูแลบ้าน เรื่องพวกนี้เธอไม่เคยละเลยมาก่อน
“งั้นวันนี้พวกเราก็กินข้าวเย็นที่ห้างกันเลยแล้วกันนะที่รัก กิตก็หิวแล้ว”
“ก็ได้ค่ะ” เมื่อเห็นทั้งพ่อทั้งลูกบ่นหิวนานาก็พยักหน้าเออออตาม ในใจอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ เพราะเป็นครั้งแรกในรอบเดือนที่สามีเลิกงานเร็ว ใจจริงเธออยากจะใช้เวลาส่วนตัวอยู่ด้วยกันในบ้านมากกว่า
กิตเลือกร้านอาหารไทยร้านหนึ่งในห้างนั้น ซึ่งฝั่งตรงข้ามเป็นร้านขายเครื่องสำอาง