วันนี้เป็นวันเสาร์ กิตไม่ต้องไปทำงาน สามีของเธอจึงตื่นสายกว่าปกติ ส่วนนานารู้สึกตัวทันทีที่เจ้าตัวเล็กพยายามตะกุยคอกปีนป่ายออกมาจากที่นอน
“หม่าม้า”
นานาจับแขนสามีที่เกาะกอดเธออยู่ออก ขาเรียวสวยก้าวลงข้างเตียงแล้วอุ้มลูกน้อยขึ้นมาทันทีที่เจ้าตัวเรียกหา
เธอตั้งใจจะอุ้มนีราตัวน้อยไปอาบน้ำ แต่เด็กน้อยกลับไม่ยินยอม หนูน้อยพยายามตะเกียกตะกายลงจากแขนมารดาเพื่อจะไปหาคนบนเตียงให้ได้
“พ่อ พ่อ” ปากเล็กขยับเรียกคนบนเตียงให้เขาตื่นมาเล่นกับตน
“ไม่เอา ไม่กวนพ่อกิตนะนีรา ไปเล่นกับหม่าม้าดีกว่า”
“จะหาพ่อ พ่อ”
“จุ๊ จุ๊”คุณแม่ยังสาวใช้นิ้วมือข้างหนึ่งเป็นสัญญาณให้เจ้าตัวเล็กเงียบเสียงลง นีรากลับไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยแม้แต่น้อย เจ้าตัวดิ้นปัดป่ายไปมาในอ้อมกอดแม่อย่างไม่ยอมแพ้
สุดท้ายคนที่เพิ่งหลับไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเพราะความเหนื่อยจากงานก็ลืมตาตื่นขึ้น เขามีท่าทางงัวเงียอย่างคนที่นอนไม่เต็มอิ่ม แต่เมื่อเห็นลูกสาวดิ้นปัดป่ายไปมาในอ้อมกอดแม่ ปากของเขาก็โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม
“นางฟ้าตัวน้อยของพ่อตื่นแล้วเหรอคะ” กิตกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ทั้งที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเพราะเพิ่งตื่นนอนแต่ก็ไม่ทำให้ความหล่อเหลาของเขาลดน้อยลงสักนิด
“พ่อ พ่อ” เสียงเล็กเรียกด้วยความดีใจเมื่อเห็นพ่อของตัวเองกางมือออกรอรับ
“นางฟ้าน้อยมาให้พ่อกอดหน่อยเร็ว”
ร่างเล็กในอ้อมกอดของคนเป็นแม่ยิ้มร่า เมื่อพ่อกางแขนออก นานาเห็นดังนั้นจึงส่งร่างในอ้อมกอดให้คนเป็นพ่อตามที่เจ้าตัวต้องการ
นีราร้องกรี๊ด คลานเข้าไปหาพ่อทันทีที่แม่วางร่างลงบนเตียง
กิตกอดรัดร่างเล็กป้อมของลูกด้วยความคิดถึง ช่วงนี้เขาทำงานหนัก ต้องออกจากบ้านแต่เช้าตั้งแต่ลูกยังไม่ตื่น ตอนเย็นกลับมาดึกดื่นลูกก็หลับเสียแล้ว
นีราร้องกรี๊ดผสมกับหัวเราะเสียงใสเมื่อถูกพ่อแกล้งฟัดแก้มนุ่มแรง ๆ นานามองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เพียงแค่ได้เห็นภาพสองพ่อลูกเล่นด้วยกันก็เหมือนความเหน็ดเหนื่อยของเธอจะหายเป็นปลิดทิ้ง
หญิงสาวปล่อยให้สองพ่อลูกเล่นด้วยกัน ส่วนเธอก็เข้าครัวไปเตรียมอาหารให้สามีกับลูก สามีของเธอเป็นคนกินอะไรง่าย ๆ เขาไม่มีเมนูอะไรที่ชอบเป็นพิเศษ สมัยคบกันเป็นแฟน เวลาไปเที่ยวด้วยกันกิตจะให้เธอเป็นคนสั่งอาหาร เขาบอกว่าเธอชอบอะไรเขาก็ชอบทั้งนั้น แล้วเขาก็ยืนยันด้วยการกินกับข้าวที่เธอสั่งมาจนหมด เมื่อใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกันกิตก็ชอบทุกเมนูที่เธอทำ นานานำวุ้นเส้นออกมาจากห่อแล้วหันไปหยิบไก่ออกมาจากตู้เย็น ตั้งใจจะทำแกงไก่ใส่วุ้นเส้นให้เขากินกับข้าวสวยร้อน ๆ ส่วนเมนูของนีรา ลูกสาวเองก็เป็นคนกินง่ายไม่ต่างจากพ่อ ร่างจึงกลมน้ำหนักเกินมาตรฐานไปนิดหน่อย เธอทำไข่พะโล้เพิ่มอีกเมนูจะได้ทานได้ทั้งพ่อและลูก
หลังจากที่นานาทำอาหารเสร็จ เมื่อกลับเข้ามาในห้องนอนก็พบว่าสองพ่อลูกยังคงเล่นกันอยู่ นีราวิ่งไปมาในห้อง ปีนขึ้นโซฟาโดยมีคุณพ่อวิ่งตามจับ เขาแกล้งเดินช้า ๆ แล้วโอดครวญว่าพ่อแก่แล้ววิ่งตามลูกไม่ทัน ลูกสาวเธอก็หัวเราะอวดฟันเล็กอย่างสนุกสนาน
“นีรามาอาบน้ำได้แล้วค่ะ” เพียงแค่เสียงของคนเป็นแม่ดังขึ้น หนูน้อยแก้มยุ้ยที่เมื่อกี้ยังวิ่งหนีคนเป็นพ่ออยู่เลยก็พุ่งตัวเข้าสู่อ้อมกอดพ่อทันที
“ไม่อาบน้ำ” เจ้าตัวเล็กสะบัดหน้าไปมา ทำปากยื่นขณะพูด กิตมองลูกด้วยความเอ็นดู ท่าทางแบบนี้เรียนรู้มาจากนานาเวลางอนเขาแน่ ๆ
“ไปอาบน้ำค่ะ จะได้ไปกินข้าวกัน” เสียงคุณแม่เริ่มแข็งขึ้นเมื่อเห็นลูกเกเร
“ไม่!” หนูน้อยหันหน้ามาหาแม่เพียงเพื่อพูดประโยคสั้น ๆ แล้วหันกลับไปซุกหน้าเล็กลงกับอกของพ่อตามเดิม
นานาต้องบอกตัวเองไม่ให้อารมณ์เสียกับอาการดื้อดึงของลูกสาว ถ้าจะโทษก็ต้องโทษสามีเธอที่ตามใจลูกเกินไป ลูกน้อยถึงงอแงแบบนี้
“นีรา อย่าดื้อสิ ไปอาบน้ำกับคุณแม่นะคะ” เขาพูดเสียงอ่อนเสียงหวานกับลูกสาว กิตตามใจลูกมาแต่ไหนแต่ไรไม่เคยที่จะดุเลยสักครั้ง ถ้าคุณพ่ออย่างกิตเป็นเทวดาสำหรับลูกสาวตัวน้อย คุณแม่อย่างนานาก็คงเป็นนางมารอย่างไม่ต้องสงสัย
“นีราไปอาบน้ำกันค่ะ อย่าให้แม่ต้องบอกซ้ำหลายครั้ง” เสียงห้วนสั้นของคุณแม่นานาที่ดังขึ้นไม่เพียงแต่ทำให้หนูน้อยนีรากลัวเท่านั้น แม้แต่คนเป็นพ่อเองก็ยังเกรงกลัวกับด้านนี้ของภรรยาเหมือนกัน
“นีราไปอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมาเล่นกันต่อนะคะ” เขาหันไปพูดเสียงเล็กเสียงน้อยกับลูกสาวในอ้อมแขน นีราก็พยักหน้ายอมรับแต่โดยดี
หนูน้อยนีราไม่ได้เก่งแค่เรื่องกินเท่านั้น พัฒนาการในการเรียนรู้ของเธอก็ดีมาก เจ้าตัวเล็กเริ่มจำได้ว่าถ้าเสียงแม่สูงขึ้นแบบนี้หมายความว่าความอดทนอาจจะหมดลงในไม่ช้า มือเล็กป้อมที่จับชุดนอนของพ่ออยู่จึงคลายออก หันมาอ้าแขนออกยอมให้แม่อุ้มแต่โดยดี
“กิตก็ไปอาบน้ำเถอะ นานาทำอาหารเช้าไว้ให้แล้ว”
“ครับ” เขาตอบรับเสียงแข็งขัน ทั้งยังทำท่าตะเบ๊ะเหมือนทหารรับคำผู้บังคับบัญชาเสียอีก
กิตเป็นคนพูดเก่ง มีอารมณ์ขัน ยิ้มเก่งและเข้ากับคนอื่นง่าย แตกต่างจากนานาเธอไม่ค่อยชอบเข้าสังคมจึงคุยไม่เก่งนัก เมื่อเห็นสามีทำท่าทางแบบนั้นเธอก็แค่หันหลังกลับไปโดยไม่ได้พูดอะไรอีก
นานาต้องใช้กำลังพอสมควรเพื่อจับยัยตัวกลมที่ดิ้นไปดิ้นมาอาบน้ำ จับนีราทาแป้งจนหอมกรุ่น เมื่อออกมาก็พบสามียิ้มแป้นรอที่โต๊ะอาหารแล้ว
“พ่อ พ่อ” เสียงเล็กใสเรียกคนที่นั่งอยู่ก่อน ทั้งยังทำตาโตอย่างตื่นเต้นราวกับเพิ่งเจอกัน ทั้งที่แค่แยกจากกันไปอาบน้ำเพียงไม่กี่นาที
“มากินข้าวกันได้แล้วครับคุณแม่คุณลูกคนเก่ง” กิตอุ้มลูกสาวที่พยายามจะปีนขึ้นมานั่งบนตักเขาวางลงที่เก้าอี้เด็ก แล้วลุกขึ้นมาลากเก้าอี้ออกให้ภรรยานั่ง เลื่อนจานข้าวที่เขาตักไว้รอแล้วไปตรงหน้าเธอ เขารู้ตัวว่าช่วงนี้ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้เธอกับลูกจึงอยากเอาใจทั้งเมียและลูกเสียหน่อย
เมื่อจับภรรยานั่งเรียบร้อยแล้วก็กลับมานั่งเก้าอี้ตัวเอง เขากำลังจะตักไข่พะโล้ป้อนลูกที่อ้าปากรอเหมือนลูกนกรออาหาร แต่ยังไม่ทันที่ไข่พะโล้จะเข้าไปในปากเล็ก เสียงดุของภรรยาก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ให้ลูกกินเองค่ะ”
หน้าพ่อและหน้าลูกที่เหมือนกันราวกับถอดแบบกันมาหงอยลงทันทีที่ได้ยินเสียงดุ เห็นแบบนั้นเธอก็อดจะใช้น้ำเสียงอ่อนลงไม่ได้
“นีราคนเก่งกินข้าวเองได้แล้วค่ะ” เธอหันไปชื่นชมลูกประโยคหลังจึงหันมาพูดกับเขา
“ต้องให้ลูกกินเอง ลูกจะได้ฝึกใช้กล้ามเนื้อมือไปด้วย อีกหน่อยแกจะได้เก่งขึ้น”
“ครับ” เขายิ้มรับ นึกชื่นชมเธอว่าถ้ามีรางวัลคุณแม่และภรรยาดีเด่นเขาก็จะมอบให้ จับช้อนเล็กไปไว้ในมือป้อมของลูกตามคำสั่งของภรรยาอย่างไม่คิดขัด
“ถ้าอย่างนั้นคนสวยของพ่อกินข้าวเองนะคะ”
“กินข้าวเอง” หนูน้อยทวนคำพูดพ่อแล้วยิ้มร่าเริงโชว์ฟันขาว นานาเห็นภาพนั้นแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้ ลูกของเธอสดใสยิ้มเก่งเหมือนคนเป็นพ่อไม่มีผิด
เมื่อหนูน้อยนีราตักข้าวกินเองก็ทำข้าวหกทั้งโต๊ะ ทั้งพื้น รวมถึงชุดของตัวเองด้วย แต่นานาก็ไม่ได้ว่าอะไร เธอไม่ได้ดุลูกอย่างไร้เหตุผล เพียงแต่ต้องสั่งสอนบ้างเวลาทำผิดหนูน้อยจะได้ไม่เอาแต่ใจจนเกินไปนัก สำหรับเรื่องกินข้าวเองเธอก็ไม่ได้คาดหวังว่าหนูน้อยจะทำได้ดีในทันที
“นีราของแม่เก่งมากจ้ะ” นานาเข้ามาเช็ดปากให้ลูกเมื่อหนูน้อยวางช้อนลงบนถ้วย เป็นสัญญาณว่าอิ่มแล้ว นีราก็ยิ้มกว้างอย่างยินดีเมื่อได้รับคำชมจากแม่ ยิ้มจนเห็นรอยบุ๋มที่แก้มทั้งสองข้าง ถอดแบบรอยยิ้มของพ่อมาไม่มีผิด
“ผมก็อิ่มแล้วครับคุณแม่” กิตวางช้อนส้อมลง แล้วชี้นิ้วที่ข้างแก้มตัวเองเพื่อบอกว่าเขาก็อยากได้รางวัลเหมือนลูกบ้าง
“ทะเล้นจริง”
เขาแสร้งทำหน้ามุ่ยลงเมื่อถูกเธอดุ นีราเห็นแบบนั้นก็ยิ่งหัวเราะเอิ้กอ้ากอารมณ์ดีเข้าไปใหญ่เมื่อพบว่าไม่ใช่แค่ตัวเองที่ถูกแม่ดุเท่านั้น
“งั้นกิตเล่นกับลูกก่อนนะ เดี๋ยวนานาเก็บโต๊ะอาหารก่อน”
กิตอุ้มลูกที่อ้าแขนออกรอเพียงได้ยินคำว่าเล่นขึ้นอุ้ม แต่ก่อนจะพาลูกเดินออกไปห้องนั่งเล่นก็ไม่ลืมหันกลับมากำชับเธอ
“เก็บเฉย ๆ นะ ไม่ต้องล้างจาน เดี๋ยววันนี้กิตล้างเอง”
เขาบอกเธอเสร็จก็อุ้มลูกออกไป นานาถอนหายใจ วันที่มีเขาอยู่ด้วยมันดีแบบนี้เอง เวลาเธออยู่คนเดียวแทบอยากจะให้ตัวเองมีสองร่าง เวลานีราร้องไห้แต่ละทีเธอต้องละจากงานบ้าน ให้นมลูกเสร็จ กล่อมให้ลูกนอนจึงไปทำงานบ้านต่อ แต่ละวันที่ผ่านไปเหนื่อยจนหัวหมุนไปหมด
ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงเธอจึงเก็บโต๊ะเก็บถ้วยชามเสร็จ ถึงกิตจะบอกว่าไม่ต้องล้างจานแต่เธอก็ยังคงล้างให้เรียบร้อยอยู่ดี เขาทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงเธอและลูก นานารู้ว่าเขาเองก็คงเหนื่อยไม่น้อย เธอจึงอยากจะรับผิดชอบในส่วนของงานบ้านให้เรียบร้อย
เมื่อเก็บโต๊ะล้างจานเสร็จ นานาเดินไปหยิบไอศกรีมในช่องแช่แข็งแล้วจึงเดินออกมาหาสองพ่อลูก ก็พบว่ากิตกับนีรานั่งเล่นกันอยู่หน้าทีวีนั่นเอง ทีวีถูกเปิดไว้แต่สองพ่อลูกไม่มีใครสนใจดูเลยสักนิด หนูน้อยนีรากำลังวิ่งปีนป่ายไปมาในห้อง ส่วนคุณพ่อกิตก็วิ่งตามให้ลูกสาวได้ร้องกรี๊ดกร๊าดสนุกสนานที่มีคนเล่นด้วย
“จับได้แล้วหมาป่าจะกินพุงเจ้าหญิงเดี๋ยวนี้”
หนูน้อยกรี้ดลั่นเมื่อถูกคุณพ่อฟัดพุงกลม ๆ ของตัวเอง จนกระทั่งเห็นว่าลูกสาวหัวเราะมากเกินไปจนกลัวว่าหนูน้อยจะหายใจไม่ทันเขาจึงยอมหยุด
กิตจับร่างอ้วนกลมของลูกมานั่งบนตัก เมื่อหันมองที่ประตูก็เห็นแม่ของลูกถือถ้วยไอศกรีมเข้ามาพอดี เขายิ้มกว้างทันทีที่เห็นเธอ นีราเห็นพ่อมองแม่แล้วยิ้มก็ยิ้มตามบ้าง รอยยิ้มเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนชนิดที่ถ้าคนไม่รู้จักกันมองยังรู้ว่าสองคนนี้เป็นพ่อลูกกัน
นานาเดินมาทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามสองพ่อลูกที่นั่งเล่นกันอยู่บนพื้นแล้วยื่นถ้วยไอศกรีมให้ แต่กิต
กลับกอดลูกไว้แน่นไม่ยอมยื่นมือออกมารับ
“ป้อนหน่อย”
“ป้อน ป้อน” นีรากำลังอยู่ในวัยเรียนรู้ เมื่อเห็นพ่อพูดก็พูดตาม
แต่งงานกันมาตั้งเจ็ดปี นานารู้สึกอายที่ต้องมาทำอะไรเป็นเด็ก ๆ แบบนี้ แต่เมื่อเห็นสายตาของทั้งพ่อและลูกมองมาอย่างคาดหวังเธอก็อดใจอ่อนไม่ได้ จึงตักไอศกรีมไปป้อนให้เขาถึงปาก จากนั้นก็ตักคำเล็กลงยื่นให้ลูกสาว เจ้าตัวเล็กอ้าปากรับ แล้วแลบลิ้นเลียช้อนเลียนแบบพ่อ
“หวานจัง”
“หวาน” เมื่อคนเป็นพ่อพูดนีราก็พูดตาม เรียกเสียงหัวเราะของทั้งพ่อและแม่เมื่อได้ยิน
บรรยากาศแห่งความสุขอยู่ได้ไม่นาน โทรศัพท์มือถือของกิตก็ดังขึ้น เขาลุกขึ้นจากพื้นไปหยิบโทรศัพท์ที่ตัวเองวางทิ้งไว้บนโซฟา นีราก็ใช้ศีรษะเล็กถูไปที่แขนของพ่ออย่างพยายามเรียกร้องความสนใจ
“ครับ” กิตรับสาย
ปลายสายคงพูดอะไรมาสักอย่าง กิตใช้มืออีกข้างขึ้นไปป้องปาก ลืมไปเสียด้วยซ้ำว่ามีใบหน้ากลมของลูกลิงพยายามถูไถออดอ้อนไปมาที่แขน
นีรากำลังจะแผดเสียงลั่นด้วยความไม่พอใจแต่เมื่อหันไปสบกับแววตาวาวดุของแม่ ปากเล็กที่กำลังจะกรีดร้องก็คว่ำลง
“แต่วันนี้วันหยุดนะครับ” เขาป้องปากขณะพูด ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบาลงเรื่อย ๆ
เขาคุยโทรศัพท์อีกไม่นานก็วางสายลง แล้วหันมามองคนเป็นภรรยา แค่เห็นหน้าเขานานาก็เดาออกว่าเขาจะพูดอะไร
กิตมองเธอด้วยสีหน้าไม่ดีก่อนจะบอกเธอว่า
“ที่รัก หัวหน้าโทรมาบอกว่ามีงานด่วนให้ผมไปหาเดี๋ยวนี้”
เพียงเท่านั้นวันหวานของครอบครัวก็จบลง ทิ้งไว้เพียงนานาที่ต้องดูแลลูกตามลำพัง