CHAPTER 3

2534 Words
วันจันทร์ นานาตั้งใจพานีราไปซื้อของใช้เข้าบ้าน หญิงสาวใช้เป้อุ้มลูกไว้ที่ด้านหน้า จับเจ้าตัวกลมเข้าไปในเป้ จากนั้นเรียกแท็กซี่จากหน้าบ้านไปห้างสรรพสินค้า ช่วงนี้นีรายิ่งดื้อมากขึ้นทุกวัน เจ้าตัวน้อยเริ่มงอแงเมื่อตื่นขึ้นมาไม่เห็นพ่อ ตอนเย็นกว่าพ่อจะกลับมาเด็กคนนี้ก็หลับไปก่อน นานาต้องหากิจกรรมมากมายมาดึงความสนใจของลูก บางครั้งก็สอนลูกพับผ้าโดยเธอคอยนั่งมองอยู่ข้าง ๆ จนกระทั่งหนูน้อยเหนื่อยแล้วหลับไป ถึงจะเป็นเวลาที่เธอได้จัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในบ้าน ปกติทุกสิ้นเดือนเธอและกิตจะออกมาซื้อของเข้าบ้านด้วยกัน ทั้งอาหารแห้ง เครื่องใช้ และผงซักผ้า แต่ช่วงนี้กิตทำงานหนักจนไม่มีเวลา เธอจึงต้องออกมาซื้อคนเดียว นานาปลดเป้ลง แล้วเปลี่ยนเป็นเดินจับจูงมือลูกแทนเพราะน้ำหนักที่เกินมาตรฐานของนีราทำให้เธอเริ่มปวดไหล่ “ติม ติม” หนูน้อยนีราชี้ไปที่ไอศกรีมโฮมเมดสีสันสดใสที่ขายมุมหนึ่งของห้าง ปกตินานาค่อนข้างจริงจังกับการกินของลูก เธอจะยอมให้ลูกกินขนมหวานบ้างในโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่เห็นแก่ที่วันนี้หนูน้อยของเธอเป็นเด็กดีไม่งอแงให้แม่ลำบากใจ เธอจึงยินยอมตามใจ “นีราอยากกินไอศกรีมเหรอคะ” คุณแม่ยังสาวนั่งลงทรงตัวด้วยขาทั้งสองข้างขณะคุยกับลูกสาวซึ่งยังกำนิ้วเธอไว้แน่น หนูน้อยพยักหน้าให้คุณแม่ “อยากกินค่ะ” “ป่ะ งั้นเราก็ไปซื้อไอศกรีมกัน” นีราเกือบจะกรี๊ดลั่นห้างด้วยความดีใจ แต่คุณแม่นานาใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากเอาไว้เสียก่อน เธอเรียนรู้แล้วว่าถ้าคุณแม่ทำมือแบบนี้หมายความว่าเป็นสัญญาณให้เงียบ หนูน้อยนีราจึงเปลี่ยนจากกรีดร้องด้วยความยินดีเป็นโน้มคอคุณแม่ลงมาหอมแก้มแทน นานาหัวเราะ “อ้อนเก่งจริงเรา” นานาจูงมือลูกสาวของเธอไปซื้อไอศกรีม ขณะที่ยืนต่อแถวอยู่นั้นก็มีสาวสวยเดินผ่านด้านหลัง เธอต้องหันไปมองเพราะกลิ่นน้ำหอมของผู้หญิงคนนั้นฉุนมาก ก็พบสาวสวยผมทอง ในชุดสีแดง เครื่องหน้าสวย ตาเฉี่ยว มีหุ่นนาฬิกาทรายที่ผู้หญิงหลายคนต้องอิจฉา สาวสวยกำลังเดินคุยโทรศัพท์ดูเหมือนเจ้าตัวจะมีปัญหากับคนในสาย ขณะพูดเธอก็เดินวนไปมา จังหวะหนึ่งก็หันมาสบตากับนานาเข้า ตอนนี้นานาจึงรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังเสียมารยาทที่เผลอมองอีกฝ่ายนาน จึงละสายตามาจ่ายเงินค่าไอศกรีมของลูก เมื่อผู้หญิงแปลกหน้าหันหน้ากลับไป สาวสวยชุดแดงจึงหันกลับไปคุยโทรศัพท์ต่อ เป็นจังหวะเดียวกับลูกสาววัยสองขวบของนานาหันกลับมาหลังจากรับไอศกรีมจากพนักงาน จึงชนกันเข้า จนไอศกรีมเจ้าปัญหาไปเปื้อนชุดแซกสีแดงของสาวสวยเข้าพอดิบพอดี “เอ๊ะ!” เธอตวัดสายตามองด้วยสายตาไม่พอใจ นีราเองก็ร้องไห้ดังลั่นด้วยความตกใจ เพราะไอศกรีมที่เพิ่งได้มาหล่นลงไปจากมือ ทั้งยังถูกคนแปลกหน้าตวาดเสียงดัง นานาต้องรีบอุ้มลูกขึ้นมาเมื่อหนูน้อยร้องไห้โฮจนคนเริ่มหันมามอง “ทำไมคุณไม่ดูลูกให้ดี” “ขอโทษค่ะ ฉันขอโทษนะคะ” นานามือหนึ่งก็อุ้มลูก มือหนึ่งก็ตบหลังปลอบหนูน้อย ปากก็พร่ำขอโทษอีกฝ่ายซ้ำ ๆ “ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคนหรอกนะ” สาวชุดแดงเอ่ยปากสั่งสอนคุณแม่ร่างผอม ซึ่งดูแล้วอาจจะอายุน้อยกว่าเธอด้วยซ้ำ เพราะอีกฝ่ายไม่ได้แต่งหน้า แต่ก็ไม่ปรากฏริ้วรอยแห่งกาลเวลาบนใบหน้าใส “ฉันขอโทษจริง ๆ ค่ะ” นานายังคงพร่ำขอโทษเธอด้วยความรู้สึกผิด ลูกเธอยังเป็นเด็กเล็กมาก ต้องโทษคนเป็นแม่อย่างเธอจริง ๆ อย่างที่อีกฝ่ายว่า “แล้วคุณจะรับผิดชอบยังไง” แม้แม่ของเด็กจะเอ่ยปากขอโทษแล้ว แต่ความโกรธของเธอยังไม่ลดลงสักนิด เธอมีนัดสำคัญแต่ชุดสวยกลับมาเปื้อนแบบนี้ “ให้ดิฉันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซักรีดดีไหมคะ” “นี่คุณ...ชุดฉันเสียหายแล้วฉันต้องรีบไปงานต่อ คุณคิดว่ามันพอหรือไง” สาวสวยในชุดแดงเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความไม่พอใจ ยิ่งทำให้หนูน้อยในอ้อมกอดของเธอร้องเสียงดังขึ้น นานาเริ่มไม่พอใจอีกฝ่ายบ้างเหมือนกัน ถ้าไม่เพราะเธอมัวแต่เดินคุยโทรศัพท์ก็คงไม่ชนกัน ความจริงน่าจะเรียกว่าประมาทร่วมเสียมากกว่า “แล้วคุณอยากให้ดิฉันรับผิดชอบยังไงคะ” ขอโทษก็ขอโทษไปแล้ว เสนอการรับผิดชอบก็พูดไปแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังคงไม่พอใจ ทั้งที่ความจริงเธออยากให้เรื่องนี้จบโดยเร็ว ยิ่งคนมามุงมากขึ้นหนูน้อยในอ้อมกอดเธอก็ยิ่งร้องไห้เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ “คุณรู้หรือเปล่าว่าชุดนี้ราคาเท่าไหร่” นานามองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ไม่ตอบคำถามชวนหาเรื่องนั้น สาวสวยชุดแดงมองเธอขึ้น ๆ ลง ๆ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ผู้หญิงคนนี้สวมเสื้อแขนระบายสีเทา กางเกงขายาวสีขาว ผมถูกมัดรวบไว้หลวม ๆ ด้านหลัง สำหรับเธอการแต่งตัวแบบนี้เรียกว่ามนุษย์ป้าอย่างแท้จริง ดูแล้วเจ้าหล่อนคงไม่รู้จักเสื้อผ้า แบรนด์เนมเลยสักนิด “นี่ชุดแบรนด์เพิ่งออกจากช็อปราคาหลายหมื่น” “แล้วคุณจะให้ฉันรับผิดชอบยังไงคะ” ความจริงนานาใจหล่นไปอยู่ที่ปลายเท้าตั้งแต่ได้ยินว่าชุดอีกฝ่ายราคาหลายหมื่น แต่เธอยังคงพยายามรักษาสีหน้าไม่ให้ดูแย่จนเกินไปนัก “คุณคงต้องซื้อชุดให้ฉันใหม่ ฉันจำเป็นต้องใช้ชุดนี้ วันนี้!” นานาลูบผมเจ้าตัวอ้วนของเธอที่กล่อมจนหลับไปแล้วเมื่อกลับมาถึงบ้าน บนใบหน้ากลมเล็กยังมีคราบน้ำตาลงเหลืออยู่ ความจริงเธอปวดใจมากเพราะนั่นเป็นเงินค่าอาหารทั้งเดือนเลย แต่ถ้าไม่ยอมซื้อชุดใหม่ให้อีกฝ่ายก็ดึงดันจะไม่จบเรื่องง่าย ๆ หลังจากกล่อมนีราจนหลับแล้วเธอก็ไปเข้าครัวทำอาหารไว้ให้สามี ช่วงนี้กิตกลับบ้านดึกทุกวัน นานาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาหารที่เธอทำไว้เขาจะกลับมากินหรือเปล่า แต่ก็ยังทำเพราะไม่อยากให้เขากลับมาบ่นหิวแล้วไม่มีอะไรให้กิน ตกดึก นานาเกือบจะเผลอหลับไปแล้วตอนที่ได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามา กิตเดินเซเข้ามาในห้องกลิ่นเหล้าหึ่งออกมาจากตัวเดาออกได้ไม่ยากเลยว่าเจ้าตัวคงดื่มมาไม่น้อย “นานา?” เขาต้องสลัดศีรษะไล่ความมึนจากแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปไม่น้อยอีกครั้ง จึงเห็นว่าผู้หญิงผมยาวที่ยืนกอดอกรออยู่หน้าโซฟารับแขกคือภรรยาของเขานั่นเอง ตอนแรกกิตกำลังจะเดินเข้าไปกอดเธอตามความเคยชิน แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เขาดื่มมาไม่น้อย เธอคงไม่ชอบกลิ่นเหล้าจากตัวเขา ขาที่กำลังจะก้าวเข้าไปหาจึงหยุดชะงักลง “ที่รักยังไม่นอนอีกเหรอจ๊ะ” นานานึกอยากย้อนถามเขาว่าถ้าเขาไม่กลับมาเธอจะนอนหลับได้อย่างไร แต่เมื่อมองสภาพสามีแล้วก็คิดว่าถึงจะพูดอะไรกันตอนนี้ก็คงคุยไม่รู้เรื่อง “กิตไปอาบน้ำเถอะจะได้พักผ่อน เดี๋ยวนานาเตรียมชุดนอนไว้ให้” เธอบอกเขาเสียงเรียบแล้วหันหลังเดินเข้าห้อง กิตนึกอยากจะรั้งเธอไว้แล้วพูดแก้ตัวอะไรสักหน่อยที่เขาไปดื่มกับที่ทำงานจนกลับบ้านดึกดื่น แต่เมื่อเธอไม่ถาม ไม่ต่อว่าเขาจึงไม่รู้จะพูดอะไร สุดท้ายจึงได้แต่วางกระเป๋าลงแล้วเดินคอตกไปเข้าห้องน้ำ ภรรยาดูแลเอาใจใส่เขาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อเดินเข้ามาในห้องน้ำก็พบว่าเธอเปิดน้ำอุ่นอุณหภูมิพอเหมาะเตรียมไว้ให้แล้ว กิตลงไปแช่ในอ่างอาบน้ำ หลังจากได้ชำระล้างร่างกายแล้ว ความมึนงงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์จึงค่อยลดลง เมื่อออกมาจากห้องน้ำก็พบว่ามี ชุดนอน ที่ภรรยาของเขาเตรียมไว้ให้วางรออยู่ด้านนอก กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มหอมสดชื่นลอยมาแตะจมูก หลังแต่งตัวเสร็จกิตเดินไปที่ครัวเพื่อจะดื่มน้ำเปล่า แต่กลับพบอาหารที่เธอทำไว้ให้วางไว้ที่โต๊ะอาหาร ชายหนุ่มรู้สึกผิดต่อภรรยาที่เขากลับบ้านดึกทุกวัน วันนี้ยังเมากลับมาอีก แม้จะอิ่มมื้อค่ำมาจากข้างนอกแล้ว แต่กิตก็ยังคงนั่งลงที่โต๊ะ ตักข้าวสวยในหม้อหุงข้าวแล้วกลับมานั่งทานอาหารง่าย ๆ ที่เธอทำไว้ให้ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากจานอาหารด้วยซ้ำเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาจากหน้าประตู จนกระทั่งเธอเดินมาถึงหน้าโต๊ะที่เขากินข้าวอยู่ เขาก็ยังคงก้มหน้าก้มตากินเหมือนอาหารตรงหน้าอร่อยนักหนา “ไม่ได้ทานข้าวเย็นมาเหรอคะ” เสียงหวานถามสามีด้วยความประหลาดใจ ลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขาลงนั่ง ความจริงเขาไปดื่มมาก็น่าจะได้กินข้าวมาแล้ว หรือเขาไปดื่มมาแบบที่อาหารไม่ตกถึงท้องเลยหรือไง “กินมาแล้ว แต่อยากกินอีก” เขาบอกโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยซ้ำ “อาหารข้างนอกไม่อร่อยเหรอคะ” กิตจิบน้ำแล้วจึงเงยหน้าขึ้นสบตา ส่งรอยยิ้มอบอุ่นที่เธอคุ้นเคยให้ “อร่อย แต่อาหารฝีมือที่รักอร่อยกว่า” กิตนึกว่าจะได้รับรอยยิ้มจากเธอเมื่อเขาพูดแบบนั้น แต่คนตรงหน้ายังคงนิ่งมองมาที่เขา แววตาเธอเหมือนคนมีเรื่องไม่สบายใจ “นานามีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ” กิตถามภรรยา เธอมีท่าทางลังเล สีหน้ากังวลที่จะเล่า ชายหนุ่มวางช้อนส้อมลง วางมือทั้งสองข้างใต้คาง รอฟังเธอพูดอย่างตั้งใจ เห็นท่าทางของเธอเป็นแบบนี้เขาก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเลย “คือ…วันนี้นานาพาลูกไปซื้อของเข้าบ้าน” ออ เรื่องนี้เอง มือที่ท้าวคางอยู่เอื้อมไปจับมือเรียวสีน้ำผึ้งของภรรยาไว้ “นานาคงเหนื่อยมาก อดทนอีกนิดนะครับ” เขาอยากให้ภรรยาและลูกมีชีวิตสุขสบาย ไม่อยากให้เธอเสียใจที่เลือกแต่งงานกับผู้ชายธรรมดาอย่างเขา อีกไม่กี่ปีนีราก็จะเข้าโรงเรียนกิตจึงยิ่งต้องทำงานหาเงินให้มากขึ้น จนบางครั้งเขาก็รู้ตัวว่าเขาไม่มีเวลาให้ลูกและภรรยาเลย “ลูกเราไปทำไอศกรีมหกใส่ชุดผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วเธอไม่พอใจ…” คราวนี้กิตขมวดคิ้วมุ่น คนแบบไหนกันที่โกรธแม้กระทั่งเด็กสามขวบที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย “ความจริงนานาก็ผิดเองไม่ได้ดูแลลูกของเราให้ดี” ขณะพูดน้ำเสียงของเธอก็สั่นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเจ้าตัวพยายามกักเก็บความเสียใจไว้ ไม่อยากอ่อนแอให้เขาได้เห็น แค่สามีทำงานหนักทุกวันนี้ เขาก็เหนื่อยมากพอแล้ว “ผู้หญิงคนนั้นต่อว่าลูกของเราเหรอครับ” กิตถามอย่างใจเย็น นานาพยักหน้า “เธอขอให้นานาชดใช้โดยการซื้อชุดให้ใหม่” กิตมองภรรยาเขาที่ก้มหน้าขณะพูด แล้วก็ทอดถอนใจ ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วเดินไปหาภรรยาโอบมือไปกอดเธอไว้จากด้านหลัง “แล้วที่รักทำไงครับ” นานาต้องแหงนคอจนหน้าตั้งเพื่อคุยกับเขา แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันน้ำตาที่มาเอ่อคลอที่หน่วยตาจะได้ไม่ไหลลงมา “นานาก็ชดใช้ แต่...ชุดนั้นราคาเป็นหมื่นเชียว” โธ่! นี่เองสาเหตุที่สุดที่รักของเขานั่งทำหน้าอมทุกข์อยู่แบบนี้ นานาเป็นคนประหยัด เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เขาหามาเธอจะคิดแล้วคิดอีก คำนวณแล้วคำนวณอีกกว่าจะใช้เงินซื้ออะไรสักอย่าง เพราะเธอเป็นแบบนี้เขาจึงไว้วางใจให้เธอเป็นคนบริหารเงินในครอบครัว “ช่างมันเถอะนานาเรื่องแค่นี้เอง” ยิ่งสามีเธอใจดีขนาดนี้ นานาก็ยิ่งรู้สึกผิด เธอหมุนตัวซบหน้าลงกับหน้าท้องเขาที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ “ต่อไปนานาจะดูแลลูกเราให้ดี ไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก” กิตไม่ได้ต่อว่าเธอเขาเพียงลูบหลังเธอเบา ๆ อย่างปลอบใจ “มันเป็นอุบัติเหตุครับ นานาอย่าคิดมากเลย” และถ้าจะพูดตามจริง กิตคิดว่าเขาเองก็มีส่วนผิดด้วยเหมือนกันที่ไม่มีเวลาให้เธอกับลูกเลย เธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวพาลูกแสนซนของเขาไปซื้อของในห้างเจ้าตัวยุ่งจะก่อเรื่องให้แม่ปวดหัว “กิตขอโทษนะ ต่อไปกิตจะหาเวลาให้นานากับลูกมากขึ้นนะครับ” ใบหน้าเล็กที่ซบอยู่กับหน้าท้องแกร่งของเขาส่ายหน้าจนผมกระจาย สามีเธอไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย แต่เขาก็เป็นแบบนี้จนเธอชินเสียแล้ว เวลามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น หรือแม้แต่โกรธกัน งอนกันด้วยเรื่องเล็กน้อย เขาจะเป็นฝ่ายขอโทษเธอก่อน ขนาดแม่เธอยังเคยบอกว่าลูกเขยตามใจลูกสาวจนเสียนิสัย “กิตไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย” ชายหนุ่มจับใบหน้าเล็กที่ซุกซบบริเวณหน้าท้องเขาให้เงยหน้าสบตากัน “ผิดสิ กิตไม่มีเวลาให้นานากับลูกเลย” ดวงตากลมโตของเธอมองสบตาเขาตาปริบ ๆ กิตรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากจริง ๆ ที่ได้ผู้หญิงคนนี้มาเป็นภรรยา เธออ่อนหวานและเข้าอกเข้าใจเขา ขนาดเขาทำงานจนไม่มีเวลาให้เธอก็ยังไม่เคยเอ่ยปากต่อว่าเลยสักครั้ง ชีวิตครอบครัวของพวกเขาจึงมีแต่ความราบรื่น “นานาโชคดีจริง ๆ ที่ได้แต่งงานกับกิต” แม่เธอเคยพูดว่าชาติที่แล้วเธอคงทำบุญมาดี ถึงได้กิตมาเป็นสามี นานาเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ตอนนี้เธอยังรู้สึกเสียใจที่เคยแอบงอนที่เขากลับบ้านดึกดื่น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้หญิงงี่เง่าที่ไม่เข้าใจสามีอย่างไรไม่รู้ ในขณะที่เขากลับเข้าใจเธอและไม่เคยคิดต่อว่าเธอเลยสักครั้ง “กิตต่างหากที่โชคดีที่มีนานาเป็นภรรยา” หลังจากพูดจบกิตก็ก้มหน้าลงหาจรดริมฝีปากหยักเข้าหาริมฝีปากบางของคนที่หลับตาพริ้มรอรับสัมผัสจากเขา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD