แสงไฟสลัวภายในห้องสวีตเพนต์เฮาส์ยามค่ำคืนนั้นมีเพียงแสงไฟสีอุ่นจากหัวเตียงที่สะท้อนเงาร่างของเขาและเธอบนผนังห้องที่เงียบสนิท…
เสียงหัวใจของเธอดังชัดกว่าทุกสิ่ง ราวกับถูกขังอยู่ในพื้นที่ที่ไร้ทางหนี
เธอรู้…ว่าคืนนี้กำลังพาเธอไปไกลกว่าขอบเขตที่เคยยืนอยู่
พริมานั่งนิ่ง ถูกกอดถูกตรึงไว้โดยร่างหนึ่งที่ยังไม่ยอมผละไปแม้รุ่งอรุณจะห่างไกล เพดานห้องสะท้อนแสงอ่อน ๆ ทำให้เงาของพวกเขาดูยาวและคดเคี้ยว ราวกับเป็นภาพวาดขาวดำที่ขยับไม่ได้
กลิ่นไวน์หวานปะปนขมยังติดอยู่ที่เสื้อของเขา คล้ายเป็นเศษซากของค่ำคืนที่เพิ่งฉุดลากกันมาจนถึงห้องนี้ กลิ่นนั้นผสมกับน้ำหอมที่เข้มข้นของผู้ชายคนหนึ่ง กลิ่นที่เธอเพิ่งจำได้เมื่อตอนแรกที่เจอเขา กลิ่นที่ทำให้ใจเธอสั่นก่อนจะรู้ตัว กลิ่นแบบนี้...เป็นกลิ่นของผู้ชายที่อันตราย
และตอนนี้ เขากำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ใกล้เสียจนเธอแทบหายใจไม่ออก
“ทำไมไม่ผลักฉันออกไป” น้ำเสียงแหบต่ำของเขาถามเหมือนท้าทายและยั่วเย้าในคราวเดียว เปล่งออกมาจากริมฝีปากที่ยังคงเปียกชื้นจากไวน์
เธอพยายามรวบรวมเหตุผล ไอเดีย ความถูกต้อง แต่ทุกสิ่งดูอ่อนแรงเมื่อเทียบกับระยะห่างเพียงนิ้วเดียวระหว่างใบหน้าทั้งสอง
“ฉัน…แค่จะมาส่งคุณ” เสียงเธอแผ่ว แต่ก็พยายามให้หนักแน่นพอจะรักษาภาพท่าทีที่เธอคุ้นเคย
“งั้นเธอก็ส่งแล้วไง” เขาก้าวเข้าใกล้จนปลายจมูกเฉียดแก้มเธอ กลิ่นกายเฉพาะตัวอ่อน ๆ ของเขาตีเข้ากระทบจมูกเธอ ร้อนและเย้ายวน “แต่ฉันยังไม่อยากให้เธอกลับ”
มือหนาจับข้อมือเธอแน่นพอที่จะไม่ให้เธอถอยได้ง่าย ๆ ความร้อนจากฝ่ามือเขาเหมือนปล่อยคลื่นไปตามผิวหนัง เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในกรงอุ่น ๆ ที่แคบลงทีละน้อย ความใกล้ชิดนี้…ทำให้เธอไม่สามารถหายใจได้เป็นจังหวะเหมือนเดิมอีกต่อไป
“คุณเมา” เธอกระซิบ คำพูดนั้นเหมือนเป็นข้ออ้างป้องกัน แต่เขาตอบกลับด้วยความซื่อตรงอย่างน่าตกใจ
“ใช่ ฉันเมา…เมาเธอไง” เขากระซิบชิดข้างหูของเธอ น้ำเสียงเอ่ยช้า และหนักแน่นมีแรงดึงดูดที่ทำให้ขาของเธอสั่นโดยไม่รู้ตัว
ถึงจะเข้าใจดีว่าคนเมามักพูดจาเกินจริง แต่อีกด้านหนึ่งของเขา สายตา หน้าตาท่าทาง กลับชัดเจนและไม่ใช่แค่คำพูดในปากคนเมา สายตานั้นตรึงจนเธอรู้สึกเหมือนถูกอ่านทุกลมหายใจ ทุกความคิดที่พยายามปกปิด
พริมายืนนิ่งขณะที่เขาโน้มเข้ามาอีกนิด ปลายจมูกของทั้งคู่เฉียดกัน ลมหายใจร้อน ๆ ของเขาปะทะข้างหูเธอ เธอหลับตาแน่น ความสับสนและการต่อสู้ภายในใจตีกันในหัว แต่เขาไม่ให้โอกาสให้เธอคิดเยอะ มือหนาเลื่อนไปแตะไหล่บาง ก่อนจะดึงเธอเข้าหาอกกว้างอย่าจงใจ แรงดึงนั้นไม่อันตรายถึงขีดที่ทำให้ปวด แต่ก็หนักพอที่จะทำให้เธอหลุดจากโลกเดิมที่คุ้นเคย
กลิ่นของเขาโอบรัดเธอไว้ทั้งตัว ความรู้สึกนั้นเข้มข้น ร้อนแรง และแทบกลืนเธอเข้าไปทั้งคน
“คุณอติวิชญ์ปล่อย” เสียงเธอสั่น เธอต้องการคำตอบที่ชัดเจนว่าเธอไม่ได้เป็นแค่รางวัลในค่ำคืนนั้น
“ไม่” คำเดียวที่พอจะสั่นคลอนทุกขีดจำกัดในห้อง
เขากดมืออีกข้างลงกับผนังข้างศีรษะของเธอ กักพื้นที่จนเธอไม่มีที่ถอย ดวงตาคมของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและเบื่อหน่าย ในตอนนี้ลุกวาวด้วยความต้องการบางอย่างที่แตกต่างอย่างน่ากลัว
สายตานั้นไม่เหมือนใครที่เคยมองเธอ และไม่เหมือน กับเวลาที่เขามองผู้หญิงอื่น
มันไม่ใช่ความต้องการเพียงเพื่อความสนุกชั่วคราว แต่เป็นความต้องการที่ดูเหมือนจะเป็นงานหนักและยืดเยื้อ
“คุณกำลังทำผิด” เธอกระซิบทั้งที่หัวใจแทบจะกระเด็นออกมา
“ถ้ามันเป็นความผิด ฉันก็อยากผิดกับเธอคนเดียว” เขาตอบ
คำพูดนั้นเหมือนแรงกระแทกที่ทำให้เธอหมดแรงเถียง
ริมฝีปากของเขาเลื่อนเข้าใกล้ขึ้นอีกช้า ๆ เสียงหัวใจของเธอกระแทกดังจนรู้สึกเหมือนมันสะท้อนในห้อง
แล้วทุกอย่างก็เกิดขึ้น…
ริมฝีปากของเขาแตะลงบนมุมปากของเธอเบา ๆ ในตอนแรก เบาจนเหมือนถามความสมัครใจ แต่พอเธอไม่ถอย เขาก็รุกแรงขึ้นอย่างไม่รีรอ จูบแรกของเขาไม่อ่อนโยน แต่มันร้อนแรง ดิบเถื่อน และอัดแน่นด้วยแรงปรารถนาที่พุ่งเข้ามาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว เหมือนคนที่สะสมความต้องการมายาวนาน มือของเขารั้งท้ายทอยของเธอไว้ ปลายนิ้วสอดสางกับปอยผมที่หลุดจากมัดเรียบร้อยเมื่อครู่ เหมือนจะให้เธอรู้ว่าเขาคือผู้ควบคุมจังหวะทั้งหมด และเธอเป็นฝ่ายที่กำลังถูกกลืนกินทีละนิด
พริมารู้สึกว่าควรถอย และควรผลักเขาออกตามสัญชาตญาณ แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง…ความรู้สึกเหมือนถูกแรงดึงดูดบางอย่างรั้งเอาไว้ ไม่ใช่เพราะความยินยอมของหัวใจ หากแต่เป็นแรงดึงดูดที่ซับซ้อน จนทำให้ปฏิกิริยาของร่างกายไม่สอดคล้องกับคำสั่งของเหตุผล
เสียงหายใจของเขาแรงและร้อนแนบชิดข้างหู มือใหญ่เลื่อนลงจากไหล่มาประคองเอวของเธอ กดให้แนบชิดเข้ากับลำตัวเขามากขึ้นอีก จนเธอรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจเขาผ่านผิวเนื้อบาง ๆ ที่กั้นอยู่
“คุณอติวิชญ์” เธอเรียกชื่อเขาเสียงแผ่ว
“เรียกอีก” เขากระซิบเมื่อเธอเรียกชื่อเขาเบา ๆ
“คุณเมา” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว
“ฉันจำได้ทุกอย่าง” แต่เขาพูดกลับด้วยความจริงจังที่ต่างไปประโยคที่ทำให้เธอแข็งทื่อ ราวกับการยืนยันว่าค่ำคืนนี้ไม่ได้ถูกลบด้วยแอลกอฮอล์
เขากดจูบซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ลึกกว่าเดิม จนเธอแทบลืมหายใจ
เสียงหัวใจของทั้งคู่ดังปะทะกันชัดเจนในความเงียบงันของห้อง
กลิ่นไวน์ กลิ่นน้ำหอม และกลิ่นกายของเขาผสมกันเป็นกลิ่นเดียวที่ตรึงเธอไว้กับค่ำคืนนี้
เขาช้อนเธอขึ้นในท่าเจ้าสาวช้า ๆ ก่อนวางลงบนโซฟาหนังสีดำกลางห้อง การเคลื่อนไหวทุกอย่างแม้ช้าแต่หนักแน่น มือของเขาเลื้อยสัมผัสใบหน้าเธออย่างเชื่องช้า แต่สายตาของเขากลับกำลังพยายามเผาเธอให้ฝังในความทรงจำ
“รู้ไหม กลิ่นของเธอมันติดหัวฉันตั้งแต่เจอกันที่งานแล้ว” เขาพูดเสียงพร่า เสียงนั้นไม่ใช่การออดอ้อนแต่เป็นคำสั่งที่แฝงความจริงใจอย่างประหลาด เธอเม้มริมฝีปาก เงียบ ไม่รู้จะตอบอะไรได้ นอกจากนั่งนิ่งในวงแขนเขา คำพูดของเขาทำให้ความรู้สึกผสมปนเปในอกของเธอจนมองไม่ออก
“ฉันจำมันได้ ต่อให้เมาแค่ไหน” เขากระซิบเสียงพร่าแล้วโน้มตัวลงอีกครั้ง
เวลาผ่านไปโดยแทบไม่ได้รับรู้ สัมผัสของเขาเคลื่อนช้าแต่แน่นหนา ทุกครั้งที่เขาขยับ เธอเหมือนถูกตรึงให้จดจำทุกชั่วโมงทุกวินาทีคล้ายถูกเก็บใส่กรอบไว้ภายในเสี้ยวเวลาเดียว กลิ่นไวน์ กลิ่นน้ำหอม และกลิ่นกายของเขาพันกันจนยากแยก
เสียงหายใจแผ่วสลับกับเสียงเต้นหัวใจดังคลอเคล้าไปกับแสงไฟสลัว
“เธากำลังทำให้ฉันเป็นบ้า” เขากระซิบข้างหู ก่อนจะฝังจูบลงบนลำคอระหงของเธอ เสียงหัวใจของเธอเต้นกระแทกจนรู้สึกได้ในอก เสียงหายใจของเขาดุดันและหวานปนกัน ช่วงเวลานั้นเข้มข้นจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทรที่คลื่นลมซัดโถม
เธอหลับตาแน่น ร่างทั้งร่างสั่นไปหมด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันทั้งร้อนและน่ากลัว
เพราะเธอรู้…ถ้าเธอข้ามเส้นนี้ไป จะไม่มีอะไรกลับ มาเหมือนเดิม
แต่เขาก็ไม่ให้เวลาเธอได้คิด มือของเขารั้งเธอไว้แน่น เสียงพร่าจากริมฝีปากของเขาเป็นเหมือนคาถาต้องห้าม ความคิดบอกให้หยุด ความรู้สึกบอกให้หนี แต่ร่างกายกลับไม่เป็นฝ่ายตัดสิน โซฟาหนังรองรับน้ำหนักของเธอ เขาเป็นฝ่ายควบคุมการเคลื่อนไหวและจังหวะ ทุกคำกระซิบเหมือนคาถาที่ค่อย ๆ ทำให้เธอเลือนลางจากความจริงที่ร่วมกันสร้างขึ้นกับเขาในคืนนั้น
“อย่าหนีฉันอีกแล้ว… ได้ไหม”
ในคืนนั้น เธอไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นบ้าง ทุกอย่างพร่าเบลอไปด้วยเสียงหัวใจ เสียงหอบหายใจของเขา และสัมผัสที่ตรึงแน่นทุกขณะจิต
สิ่งเดียวที่ชัดเจน คือ กลิ่นของเขา กลิ่นไวน์แรงผสมกับกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัว เสียงของเขา เสียงหอบพร่ากระซิบข้างหูเหมือนเวทมนตร์ และสัมผัสของเขาที่ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้บนผิวกายของเธออย่างไม่อาจลืม
หลังจากเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ซึ่งในความรู้สึกเหมือนเพียงนาทีเดียว เมื่อทุกอย่างจบลง ภายในห้องก็เหลือเพียงเสียงแผ่วเบาของลมหายใจทั้งคู่ประสานกันอยู่บนเตียงกว้าง ประหนึ่งโลกหยุดหมุนชั่วคราว เธอนอนนิ่ง ไม่กล้าหันมองเขา หัวใจเต้นรัว ร่างกายอบอวลไปด้วยกลิ่นกายของเขาที่ยังคงติดแน่น ส่วนเขานอนเอนหลัง มือวางพาดทับหน้าท้องเธอราวกับต้องการบอกว่า ‘ตอนนี้ เธอเป็นของเขา’ ประกาศความเป็นเจ้าของอย่างเงียบ ๆ
รอยยิ้มมุมปากของเขาปรากฏเมื่อสายตาเขาหรี่ลง เป็นยิ้มที่เงียบและซับซ้อน ไม่แน่ใจว่าเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ หรือเพราะความรู้สึกที่เพิ่งเกิดขึ้นจริง ๆ
“เธอชื่ออะไรนะ” เขาพึมพำเบา ๆ คำถามที่ไม่ทันคาดคิด ทั้งที่เธอเป็นเลขาของเขามานานเป็นปี เขาไม่เคยจดจำชื่อเธอด้วยซ้ำ
เธอไม่ตอบ เธอเพียงหันหลังให้เขา ดวงตาไหววูบเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง กลัว และกังวล ทั้งที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาเพิ่งจะเปลี่ยนช่องทาง มันอาจเป็นเพียงคืนนี้สำหรับเขา แต่สำหรับเธอ มันอาจยังคงเป็นตราบาปที่ฝังลึก
“ฉันจะจำเธอ…” เขากระซิบเบา ๆ ก่อนปิดเปลือกตาลง ในคำสามคำที่พูดราวกับเป็นคำสัญญาหรือคำเตือน เธอหลับตาแน่น รู้สึกถึงแรงกดของความเป็นเจ้าของที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น
รุ่งเช้าจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมง
ค่ำคืนนี้ทิ้งร่องรอยของไฟปรารถนาไม่เพียงแต่บนผิวหนัง แต่ยังฝังลึกเข้าไปในความทรงจำของทั้งคู่ กลิ่น เสียง สัมผัส ที่พร้อมจะย้อนกลับมาเตือนใจในวันที่เงียบสงัด และสำหรับอติวิชญ์ ค่ำคืนนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความหมกมุ่นที่เขาไม่คิดจะปล่อยให้ผ่านไปง่าย ๆ
ค่ำคืนที่ควรจะเป็นเพียงเรื่องผ่านมาแล้วผ่านไป กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ระหว่างผู้ชายที่ไม่เคยจดจำใคร กับผู้หญิงที่ไม่ต้องการเป็นใครให้เขาจดจำ แต่ชะตากลับสลับกันให้เธอกลายเป็นความทรงจำเดียวที่เขาอยากเก็บรักษาไว้โดยไม่รู้ตัว
และมันจะเป็น จุดเริ่มต้นของความคลั่งไคล้ที่เขาไม่มีวันลืม