เสียงรองเท้าส้นสูงของพิตต้าที่เดินออกจากห้องค่อย ๆ จางไป จนเหลือเพียงความเงียบสงัดในห้องทำงานของอติวิชญ์ ประตูบานใหญ่ของห้องปิดสนิทลง เหลือเพียงความเงียบที่กดทับบรรยากาศไว้จนเหมือนห้องทั้งห้องเล็กลงทันตา
พริมายืนนิ่งข้างโต๊ะทำงานเล็ก ๆ ของตัวเอง ใบหน้าเรียบเฉยที่พยายามสร้างไว้ตั้งแต่เช้าเริ่มแตกแตกร้าวทีละนิด เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อไม่ให้น้ำตาที่กำลังคั่งเอ่อล้นออกมาอีก แต่ความเจ็บในอกมันมากพอจะทำให้แค่ยืนนิ่ง ยังแทบหายใจไม่ออก
อติวิชญ์นั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่ มองเธอเงียบ ๆ มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟอุ่น มืออีกข้างวางพาดพนักเก้าอี้อย่างสบายใจ
เขาเห็นทุกอย่าง เห็นสายตาเธอเวลามองเขากับผู้หญิงคนนั้น
เห็นริมฝีปากที่เม้มแน่น
เห็นมือเล็กที่สั่น
เห็นความเจ็บที่พยายามกลืนลงไปโดยไม่พูดอะไร
และเขากลับรู้สึกสะใจ
“ทำไมเธอถึงทำหน้าแบบนั้น” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“ดิฉันไม่ได้ทำหน้าอะไรทั้งนั้นค่ะ” พริมาส่งเสียงตอบกลับทันที ทั้งที่ไม่อยากสู้หน้า
อติวิชญ์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะของความพอใจชัดเจน
“โกหกไม่เนียนเลยพริมา เธอนี่มันซับซ้อนกว่าผู้หญิงคนไหนที่ฉันเคยเจอ” เขาพูดพลางยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ชั่วเวลาหนึ่งเงาสะท้อนของหน้าต่างทาบลงบนแก้ว เหมือนโลกเล็ก ๆ ที่ทั้งคู่ยืนอยู่จะบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ
“ดิฉันไม่มีอะไรต้องปิดบังนี่คะ”
“อืม…” เขาพยักหน้าเบา ๆ “งั้นก็ไม่เป็นไร ถ้าเธออยากทำเป็นไม่รู้สึก ฉันก็จะสนุกกับการแกล้งเธอไปเรื่อย ๆ”
เธอจับมือกำแน่นไว้ใต้โต๊ะ ข่มใจไม่ให้มือสั่นจนเห็นชัด “คุณนี่มัน นิสัยแย่จริง ๆ” เสียงนั้นหลุดออกมาด้วยความแค้นและอับอายผสมกัน
“ฉันรู้” เขาตอบทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว “แต่มันแย่ตรงที่เธอทำอะไรฉันไม่ได้เลย” คำพูดนั้นไม่ดังมาก แต่แรงจนเหมือนตบหัวใจของเธอแรง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า
พริมาสูดหายใจเข้าแรง พยายามสะกดความรู้สึกไม่ให้ปะทุออกมาอีก
แต่เธอไม่ใช่หิน เธอไม่ใช่คนไม่มีหัวใจ และตอนนี้มันเจ็บ เจ็บที่รู้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
“เธอคิดว่าฉันไม่เห็นเหรอ” เขาพูดต่อ น้ำเสียงเยือกเย็นขึ้น “เวลาฉันกอดคนอื่น เธอมองเหมือนอยากจะร้องไห้ตลอด”
“คุณคิดมากไปเอง”
“พริมา…” เขาเรียกชื่อเธอเสียงต่ำ ดวงตาคมกริบจ้องเธอไม่กะพริบ
“ฉันมองเธอจนจำได้หมดแล้ว ทุกอาการเวลาเธอแสดงออกว่าเจ็บปวดแค่ไหน” เขาพูดเสียงเรียบนิ่ง
เธอเงียบไปชั่วขณะ เหมือนหัวใจหยุดเต้น
“และรู้ไหม…” เขายิ้มมุมปากเบา ๆ “มันทำให้ฉันรู้สึกดีชะมัด”
เธอสะอึก น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลออกมาเป็นทางโดยไม่รู้ตัว หัวใจเหมือนถูกกระชาก
“คุณมันเลว” เธอพูดเสียงสั่น
“ขอบคุณ” เขายิ้มมุมปากอย่างภูมิใจ
“และฉันยินดีจะเลว ถ้ามันทำให้เธอยังอยู่ตรงนี้”
คำตอบแบบตรง ๆ แบบไม่พยายามอ้างเหตุผลนี้ทำให้พริมาลมหายใจแทบขาดห้วง เธอไม่รู้จะโกรธหรือเศร้ามากกว่ากัน ทั้งสองความรู้สึกชนกันจนเธอร้องไห้ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้
“คุณรู้ไหมว่าฉันรู้สึกยังไงตอนเห็นคุณกับผู้หญิงคนนั้น” เธอพูดทั้งน้ำตา น้ำสีใสไหลเป็นทางยาว เธอสบตาเขาอีกครั้งด้วยความเจ็บ
“…” เขาไม่ตอบ
“มันเหมือน…ฉันไม่มีค่าเลย”
หัวใจเขากระตุกวูบเบา ๆ
เพียงเสี้ยววินาที เธอพูดแทงเข้าไปตรงกลางหัวใจเขา เขาไม่คิดว่าเธอจะพูดตรงขนาดนี้ และไม่คิดว่าจะเจ็บแปลบในอกตัวเองแบบนี้ด้วย เขาเลิกคิ้วพยายามปกปิดความรู้สึกในอก
“แล้วใครสั่งให้เธอรู้สึก” เขาตอบเสียงเรียบ ปากร้ายอย่างเคย
“เพราะคุณ!” เธอสวนกลับทันที
คำพูดนั้นเหมือนธนูที่พุ่งเข้าไปกลางอกของเขา อติวิชญ์หยุดชะงักชั่วครู่ ดวงตาคมวาวกะพริบอย่างไม่คุ้นเคย
ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอตะโกนใส่เขาโดยไม่เกรงกลัว
“ถ้าคุณอยากให้ฉันเจ็บ คุณก็ทำสำเร็จแล้วละ” เธอพูดแผ่วเบา
อติวิชญ์นิ่งไป เงียบสนิทจนได้ยินเสียงนาฬิกาบนผนังติ๊ก ๆ ๆ เป็นการนับจังหวะ เขาสูดหายใจลึก ๆ ภายนอกอาจดูไม่รู้สึกอะไร แต่ข้างในมีบางอย่างกำลังอ่อนไหว
“ทำไมเธอถึงพูดแบบนั้น” เขาถามด้วยเสียงที่นิ่มลง
ความรู้สึกถูกดูถูกถูกทับถมจนบดบังความคิดอื่น ๆ พริมาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำเริ่มคลอเต็มขอบตาแต่เธอยังพยายามยืนหยัด ก่อนที่น้ำตาจะเริ่มไหลพรากแรงกว่าเดิม แก้มเนียนชื้นไปด้วยน้ำสีใส
“คุณลากฉันเข้ามาในชีวิตของคุณเอง แล้วคุณก็ทำเหมือนฉันไม่สำคัญ ไม่มีค่าอะไร”
“คุณบังคับให้ฉันอยู่ตรงนี้ แล้วทำเหมือนฉันเป็นสิ่งของที่จะเหยียบฉันทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้!”
เสียงเธอสั่นแต่หนักแน่น เพราะนี่คือสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในอกเธอมานาน
คำพูดนั้นทำให้อติวิชญ์รับรู้ถึงความจริงบางอย่างที่เขาพยายามกดทับ เขาเลิกคิ้ว พยายามสะบัดความรู้สึกนั่นออก แต่ภาพใบหน้าระคนความเจ็บปวดของเธอฝังแน่น พอ ๆ กับความรู้สึกสะใจที่ฝังลึกมาแต่แรก
เขาสูดลมหายใจแรง กลบเสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นแบบที่เขาไม่คุ้นเคย
“ถ้าเธอเจ็บ” เขาพูดเสียงต่ำ “ก็ดีแล้ว”
เธอเงยหน้ามองเขาทันที ดวงตาแดงก่ำ
“คุณพูดบ้าอะไร”
“เพราะมันแปลว่าเธอรู้สึก” เขายิ้มบาง “และถ้าเธอรู้สึก เธอก็หนีฉันไม่ได้แล้ว”
เธอหลับตา น้ำตาไหลเงียบ ๆ เขายังยืนมองอยู่อย่างนั้น ไม่เดินเข้าไปหา ไม่ปลอบโยน แต่ในอกเขากลับเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ เพราะเขารู้สึกดีใจที่เธอเจ็บเพราะเขา
และในเวลาเดียวกัน เขาเกลียดความรู้สึกนี้ที่กำลัง ก่อตัวข้างใน
“พริมา” เขาเรียกชื่อเธอเสียงแผ่วในที่สุด
เธอไม่หันมา
“อย่าร้องแบบนี้อีก…” เสียงเขาเบาลงอย่างไม่ตั้งใจ “ฉันไม่ชอบเห็นเธอร้องไห้”
เธอหัวเราะเบา ๆ ทั้งน้ำตา “แล้วเมื่อกี้คุณพูดอะไรออกมา”
เขานิ่งไป เสี้ยววินาทีนั้นเขาไม่รู้จะตอบยังไง
“คุณไม่ชอบเห็นฉันร้อง แต่คุณก็เป็นคนทำให้ฉันร้องเอง” เธอพูดชัดถ้อยชัดคำ
และคำพูดนั้น… เหมือนมีใครบีบหัวใจเขาแรง ๆ
เขาเบือนหน้าหนีชั่วครู่ พยายามซ่อนแววตาที่สั่นไหว มือใหญ่กำแน่นบนโต๊ะ
“ทำไมเธอถึงทำให้ฉันรู้สึกแบบนี้” เขาพูดเสียงพร่าอย่างไม่อยากยอมรับ “ทั้งที่มันไม่ควรมีเลยตั้งแต่แรก”
“เธอทำให้ฉันเสียอาการนะพริมา” เขาพูดเสียงพร่าเบา ๆ “ทั้งที่เธอไม่รู้ตัวเลยสักนิด”
“แล้วไงคะ” เธอเงยหน้าขึ้น น้ำตายังคลอ “คุณก็ยังจะทำร้ายฉันอยู่ดีไม่ใช่เหรอ”
เขายิ้มบาง ๆ แต่ในดวงตามีความวูบไหวที่เจ้าตัวเองก็ไม่เข้าใจ
“ใช่” เขากระซิบชิดหูเธอ “เพราะถึงฉันจะรู้ว่าเธอเจ็บ ฉันก็ยังอยากให้เธออยู่ตรงนี้”
“คุณมันป่วย” เธอพูดเสียงเบา
“อาจจะใช่” เขากระซิบพร่า “แต่ฉันป่วย เพราะเธอคนเดียว”
“คุณทำร้ายฉัน ทำฉันร้องไห้แล้วคุณจะได้อะไรขึ้นมา”
คำถามนั้นทำให้เขาหลุดหัวเราะอย่างแห้ง “ไม่ได้อยากได้ใจเธอหรอก” เขาพูด แล้วโน้มตัวลงกระซิบชิดข้างหูเธอ “ฉันแค่อยากได้ตัวเธอ…ทุกอย่าง”
คำพูดนั้นเย็นชาจนเธอสะอึก แต่เบื้องหลังคำเย็นชานั้นมีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ ความสั่นไหวในอกที่เกิดจากการได้เห็นเธอเป็นจริงเป็นจัง ไม่ใช่แค่ของเล่น เขารับรู้ว่ามันทำให้เขารู้สึกเปราะบางในแบบที่เขาไม่อยากยอมรับ
หลังเธอเดินออกจากห้อง เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ดวงตาคมวาวนั้นไม่ได้เย็นชาเหมือนเดิมอีกแล้ว มันเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่เขาไม่อยากยอมรับ
เขายังสะใจที่เห็นเธอเจ็บ…
แต่ในขณะเดียวกัน เขาเริ่มรู้สึกกับความเจ็บของเธอ
เขายกมือขึ้นกดขมับ สูดหายใจแรง เหมือนคนที่กำลังควบคุมตัวเอง
“ฉันกำลังบ้า เพราะเธอจริง ๆ พริมา” เขาพูดพึมพำกับตัวเอง
คืนนั้นพริมาเดินออกจากออฟฟิศด้วยเท้าที่หนัก เธอเจ็บ แต่เธอไม่ยอมให้ความเจ็บนั้นทำลายตัวตนทั้งหมด การที่เธอร้องไห้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการยอมแพ้ มันคือการประกาศว่าเธอรู้สึก และจากตรงนี้ไปเธอจะไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นเพียงเหยื่อที่ถูกเล่นตามอารมณ์ของใครอีกต่อไป
ส่วนอติวิชญ์ แม้จะยังคงเดินวนในห้องตัวเองด้วยรอยยิ้มมุมปาก เขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่ค้างคา ความสะใจยังทำงานอยู่ แต่ก็มีคำถามบางอย่างผุดขึ้นมา หากการทำร้ายทำให้เขาได้เธอมาเพียงชั่วคราว แล้วจะเหลืออะไรเมื่อเธอเริ่มลุกขึ้นมาสู้ การครอบครองโดยไม่เข้าใจหัวใจของอีกฝ่าย อาจไม่ใช่ชัยชนะที่เขาต้องการจริง ๆ