เช้าวันถัดมา
บรรยากาศในห้องทำงานของเขาเงียบกว่าทุกวัน ไม่มีเสียงฝีเท้าของเขาที่เดินเข้ามาพร้อมความกดดัน ไม่มีคำสั่งเสียงแข็ง ไม่มีรอยยิ้มเยาะเย้ย
แต่ความเงียบนี้กลับไม่ใช่ความสบายใจ มันคือความเงียบที่น่ากลัวกว่าเดิม
เพราะในความเงียบนี้มีความตั้งใจของเขาแฝงอยู่
พริมาเดินเข้ามาในห้องด้วยหัวใจที่เต้นแรงกระหน่ำ มือเรียวบางถือแฟ้มด้วยแรงกำแน่นจนนิ้วซีดขาว เสื้อผ้าเรียบร้อยเฉกเช่นทุกวัน แต่ปฏิกิริยาเธอในตอนนี้กลับบอกทุกอย่างจากความเกร็ง ความตึงเครียด วิตกกังวล และจังหวะก้าวที่ไม่ลังเล เธอรู้สึกได้ตั้งแต่วินาทีที่เท้าลงบนพรมหน้าประตู บางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ว่าคืนก่อนจะจบลงแบบใด แต่ผลลัพธ์นั้นติดตรึงจนไม่อาจลบ
“มาแล้วเหรอ” เสียงเขาเอ่ยเรียบ ๆ จากโต๊ะทำงาน
เขาอยู่ในชุดเชิ้ตสีขาวเรียบ พับแขนขึ้นเหมือนทุกที ดวงตาคมกริบจ้องเธอขณะเธอก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
แค่เขามอง เธอก็รู้แล้วว่า หนีไม่ได้อีก
“เอาแฟ้มมาให้ฉัน” เขาพูดเสียงเรียบเหมือนทุกครั้ง แต่น้ำหนักของคำพูดทำให้เวลาในห้องหยุดช้าลง การบอกให้ใครทำอะไรอาจเป็นเรื่องปกติในบริษัท แต่ในวันนี้มันแล่นเป็นเส้นขีดคั่นระหว่างอดีตกับสิ่งที่กำลังจะเกิด
เธอวางแฟ้มลงโดยไม่สบตา มือเย็นเชียบจนตัวเองต้องหายใจเงียบ ๆ เพื่อสะกดกลั้นอาการสั่นไว้ “ค่ะ”
อติวิชญ์มองแฟ้มน้อยนิด แต่ไม่เอื้อมมือไปจับอะไรทันที เขาเพียงมองเธอ และพูดช้า ๆ เหมือนคนกำลังเรียบเรียงคำพูดที่กักเก็บในอกมาหลายวัน
“เมื่อคืน…” เสียงเขาดังขึ้นเบา ๆ
เธอชะงักปลายนิ้ว
“เธอร้องไห้” เขาว่าเสียงนิ่ง “ร้องเพราะฉัน”
เธอกัดริมฝีปากแน่น น้ำเสียงเขาไม่ได้เยาะเย้ย ไม่ได้กดดัน แต่มันเยือกเย็นจนเธอรู้สึกว่ากำลังเผชิญกับพายุที่กำลังจะซัดเข้ามา พยายามสะกดอารมณ์ “ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้นในที่ทำงานค่ะ”
“ฉันไม่ชอบเห็นเธอร้อง ไม่ชอบเห็นเธอเจ็บปวด” เขาพูดต่อ แต่ในน้ำเสียงมีความจริงจังขึ้น
เธอยกหน้าเล็กน้อย ดวงตาที่บวมจากการร้องเมื่อคืนนั้นยังคงแดงก่ำ “การที่คุณทำให้ฉันเจ็บ มันไม่ใช่เรื่องเล็กนะคะ”
“แต่ฉันก็จะไม่ยอมให้เธอหายไปจากตรงนี้”
“คุณว่าอะไรนะ” เธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาเบิกกว้าง
“เธอหนีฉันมาพอแล้วพริมา” เขายกยิ้มมุมปากเบา ๆ
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้า ๆ แล้วขยับทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังดัง กึก กึก ในห้องที่เต็มไปด้วยความเงียบสงัดจนหัวใจเธอสั่นแรง
“ตั้งแต่คืนที่เราพบกัน” เขาเดินเข้ามาใกล้ “เธอก็อยู่ในหัวฉันตลอด”
“…” เธอก้าวถอยหลังอัตโนมัติ
“ฉันพยายามหาเธอจนแทบคลั่ง เธอรู้ไหม”
เสียงเขาแผ่วพร่า แต่แฝงแรงบางอย่างที่บีบอัดอากาศทั้งห้อง
“และตอนนี้ เธออยู่ตรงนี้แล้ว”
เขาหยุดตรงหน้าเธอ ใกล้จนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นถี่
“พริมา” เขาเรียกชื่อเธอเสียงต่ำ
“จำคำฉันไว้ให้ดี…”
เขาก้มหน้าลง กระซิบชิดหูเธอด้วยเสียงพร่าที่ทำให้เธอขนลุกซู่ทั้งตัว
“ฉันจะไม่ยอมให้เธอหนีไปอีกแล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม”
“คุณจะบ้าหรือไง” เธอพยายามถอย แต่หลังไปชนกำแพงอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
“ก็อาจจะใช่” เขาตอบตรง ๆ “แต่ที่ฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะใครล่ะ ก็เธอไง พริมา”
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้กับฉันนะ”
“ฉันมีทุกสิทธิ์ที่อยากมี” เขาตัดบททันที น้ำเสียงกลับมาเยือกเย็น
“และที่สำคัญ” เขายื่นมือมาคว้าข้อมือเธอแน่น “ฉัน เลือกแล้ว ว่าจะไม่ปล่อยเธอไป”
“คุณไม่รู้ตัวเลยใช่ไหมว่าคุณกำลังทำร้ายฉัน” เธอพูดเสียงสั่น
“ฉันรู้” เขาตอบชัด คำตอบที่ทำให้เธอชะงัก
“แต่ฉันไม่สน” เขาโน้มตัวลงใกล้เธอ “เพราะฉันไม่ยอมให้ใครมาเอาเธอไปจากฉันได้”
“ฉันไม่ใช่ของของคุณ!”
“คิดดี ๆ พริมา หรือต้องให้ฉันเตือนความจำเหมือนคืนนั้น” เขากระซิบชิดหูเสียงพร่า
น้ำตาคลอขอบตาเธออีกครั้ง
แต่ไม่ใช่เพราะกลัวอย่างเดียว มันมีทั้งความอึดอัด ความสิ้นหวัง และความโกรธที่กำลังพุ่งชนกันในอก
“ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจว่าเธอไม่ต้องการแบบนี้เลย”
“พริมา” เขาเรียกชื่อเธออีกครั้ง เสียงเบาลง “ฉันให้เธอเลือกหลายครั้งแล้ว แต่เธอก็ยังพยายามหนี ครั้งนี้ ฉันจะไม่ให้โอกาสอีก”
“คุณมันเลว ระยำ” เธอพูดทั้งน้ำตา
“ใช่ ฉันรู้ฉันมันเลว” เขายอมรับทันที “แต่เธอจะเป็นของคนเลวคนนั้นคนเดียว”
เขาขยับมือหนาเคลื่อนจากข้อมือมาที่ท้ายทอยเธอ สัมผัสหนักแน่นแต่ไม่รุนแรง
“อย่าพยายามหนีอีกเลย” เขากระซิบเสียงแผ่วข้างหู “เพราะทุกครั้งที่เธอหนี ฉันก็จะตามเธอกลับมา”
เธอเบิกตากว้าง น้ำตาหยดลงบนแก้มเป็นทาง
“คุณจะทำแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่”
“จนกว่าเธอจะยอมอยู่กับฉัน” เขายิ้มมุมปากเบา ๆ ดวงตาคมกริบมองตรง
“แล้วถ้าฉันไม่มีวันยอมล่ะ” เธอพูดเสียงสั่น
เขาเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบชัดถ้อยชัดคำ
“งั้นฉันก็จะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เธอไม่สามารถอยู่ที่ไหนได้ นอกจากข้างฉัน”
เสียงหัวใจเธอเหมือนถูกบีบแรง ๆ จนตอนนี้แทบแหลกเป็นจุณ
นี่คือ คำประกาศจากผู้ชายที่ไม่ได้รัก แต่หมกมุ่น
เขาไม่ได้พูดเล่น เขากำลังจริงจังกับการกักขังเธอไว้ในกรงที่เรียกว่าโลกของเขา
นี่ไม่ใช่คำสารภาพรัก แต่มันคือ คำประกาศความเป็นเจ้าของ
“เธออาจจะเกลียดฉัน” เขากระซิบเบา ๆ ข้างหู “แต่ฉันไม่ยอมให้เธอไปไหน”
“คุณไม่มีวันได้หัวใจฉัน ไม่มีวัน” เธอพูดเสียงชัด
เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงต่ำพร่าและเยือกเย็น
“ฉันไม่ได้อยากได้หัวใจเธอสักนิด”
เขาโน้มลงกระซิบชิด “ฉันขอแค่ตัวเธอ ทุกอย่างที่เป็นเธอทั้งหมด”
อติวิชญ์หรี่ตา ริมฝีปากกดลงอย่างเรียบนิ่ง “ฉันไม่อยากให้เธอหนีอีก ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้เธออยู่ใกล้ฉัน”
เสียงนั้นหวานแต่ยากจะไว้ใจ เมื่อเธอพูดตอบ น้ำเสียงยังคงแข็งกร้าวแต่สุภาพ “การทำทุกอย่างนี่รวมถึงการใช้ตำแหน่งหรืออำนาจกดขี่หัวหน้าคนอื่นหรือเปล่าคะ?”
คำถามของเธอไม่ใช่โต้เถียง แค่อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอย่างไรต่อไป และแวบหนึ่งในสายตาของเขาปรากฏความลังเลอยู่ไม่น้อย ราวกับกำลังสับสนในความคิดระหว่างสองขั้วที่กำลังขัดแย้งกัน
“ฉันไม่อยากทำร้ายเธออีก” เขาพูดเสียงอ่อนลง “ฉันยอมรับว่าฉันหมกมุ่น ฉันยอมรับว่าฉันทำให้เธอกลัว แต่ฉันจะไม่ใช้ตำแหน่งเป็นเครื่องมือเพื่อเอาชนะเธอ”
จะไม่ใช้ตำแหน่งงั้นเหรอ มันเป็นประโยคที่เธอต้องการได้ยินจากเขา หากเขาพูดจริงก็แปลว่าอาจมีทางออก
“แล้วคุณจะทำยังไงให้ฉันเชื่อ?” เธอพยายามรวบรวมความกล้าเอ่ยถาม
อติวิชญ์หมุนตัวไปหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบบาง ๆ ก่อนจะกลับมามอง “ฉันจะปรับตัว เริ่มจากการไม่กดดัน เธอมีสิทธิ์ปฏิเสธ ฉันจะยอมรับคำปฏิเสธของเธอและจะไม่ทำให้เธอกลัว” น้ำเสียงจริงจังจนเธอรู้สึกได้ว่าเขาพูดจากใจ
เธอยังไม่วางใจนัก แต่ในอกมีความสบายใจเล็ก ๆ ที่ไม่ถูกมองข้าม “ก็เป็นข้อเสนอที่ดีค่ะ แต่การกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูด ถ้าคุณทำเพื่อให้ฉันรู้สึกปลอดภัยได้จริง ฉันจะลองคิดดูอีกที แต่ถ้าคุณเริ่มใช้สถานะมาบีบบังคับหรือการข่มขู่ ฉันจะ-”
พริมายังเอ่ยไม่จบประโยค อติวิชญ์สวนทันที “ฉันเข้าใจ” เขาตอบ “ฉันอยากให้เธอเชื่อใจ แต่ถ้าวันใดที่ฉันทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย เธอสามารถทำตามความต้องการเธอได้เลย ฉันจะไม่แย้งแม้แต่นิดเดียว”
อติวิชญ์ดูพร้อมจะยอมเป็นคนที่โอนอ่อนลงจากคนที่แข็งกร้าวด้วยอิทธิพลมาตลอด เพื่อแลกกับความเชื่อใจ นั่นคือการละทิ้งเกราะป้องกันเก่า ๆ ของตัวเอง ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่จริงจัง
พริมามองเขานานหลายนาที ก่อนจะตอบช้า ๆ “ฉันต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ฉันจะไปพบฝ่ายบุคคลลงบันทึกข้อความว่าเหตุการณ์เมื่อคืนทำให้ฉันไม่สบายใจ และฉันต้องการให้มีข้อตกลงเรื่องขอบเขตการทำงานร่วมกันระหว่างเรา”
อติวิชญ์เงียบสักครู่ แล้วพยักหน้ายอมรับ “ได้ ฉันจะเซ็นข้อตกลงนั้นเอง ฉันยอมทำทุกอย่างที่จะทำให้เธอเชื่อใจและรู้สึกปลอดภัย”
“งั้นก็ตามนี้ค่ะ” เธอตอบช้า ๆ “แต่คุณต้องรู้ว่าคำพูดของคุณที่ผ่านมาไม่เคยจางหายไป ฉันจำได้เสมอ และต้องให้เวลาฉันหน่อย ฉันอาจไม่สามารถกลับมาอยู่ในความสัมพันธ์แบบเดิมกับคุณได้ ไม่ใช่เพราะฉันไม่อยาก แต่เพราะฉันต้องปกป้องตัวเองก่อน”
อติวิชญ์มองหน้าเธออย่างสับสน “ฉันเข้าใจ และฉันยอมรับความต้องการของเธอ” เขาพูด พลางนั่งลง ดวงตาที่เคยร้อนแรงตอนนั้นสงบลงทันที
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ทั้งคู่เริ่มคุยเรื่องข้อตกลงขอบเขตของการทำงานร่วมกัน ระหว่างเจ้านายกับเลขาฯ
พริมารู้สึกหลายอย่างในเวลาเดียวกัน ความอับอาย ความโกรธ ความปรารถนาที่จะได้ใกล้ชิดอีกครั้ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความเข้าใจว่าไม่มีอะไรได้มาฟรี และบางสิ่งต้องแลกด้วยการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง
เมื่อเธอออกจากห้องไป ทั้งคู่รู้ว่าทั้งสองคนยังคงเดินอยู่บนเส้นทางที่ขรุขระเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่เงื่อนไขที่ชัดเจนช่วยให้ทางเดินมีแสงสว่างขึ้นมาบ้าง อติวิชญ์ยังคงจ้องประตูห้องที่เธอจากมาอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจลึกส่วนเขาเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ในดวงตาคมคู่นั้น มีบางอย่างชัดเจนกว่าเดิม เขาตัดสินใจแล้ว ว่าเธอจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เธอยังอยู่ข้าง ๆ เขา
วันนั้นคนในบริษัทไม่ได้รับรู้ทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป มีเพียงการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่สังเกตได้จากพนักงานบางคน อติวิชญ์พยายามไม่แวะเข้ามาที่โต๊ะเลขาฯ โดยไม่จำเป็น เขาเปลี่ยนมาพูดคุยเรื่องงานผ่านอีเมลและช่องทางที่ทางการมากขึ้น และพริมาเองก็เริ่มเห็นการกระทำของเขา
นี่ไม่ใช่ตอนจบของปัญหา และไม่ใช่การคืนดีกันอย่างง่ายดาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้าที่โตและมีความรับผิดชอบ ทั้งสำหรับผู้ที่เคยใช้อำนาจจนทำร้ายผู้อื่น และสำหรับผู้ที่เลือกจะยืนหยัดเพื่อตัวเอง
เช่นเดียวกับฝนที่ค่อย ๆ ซาไปหลังจากพายุใหญ่ ฟ้าด้านนอกอาจสดใสขึ้นช้าหรือเร็วแตกต่างกันไป แต่ที่แน่ชัดคือ ทั้งคู่ได้ทำก้าวแรก ทั้งที่ท้าทายและเจ็บปวด เพื่อให้ที่ทำงานนี้กลับเป็นที่ปลอดภัยมากขึ้น อีกครั้งหนึ่ง