ตอนที่ 9 ยอมรับ

1829 Words
สายฝนยังคงโหมกระหน่ำ เสียงเม็ดฝนกระทบกระจกบานใหญ่ในห้องประชุมเล็กยังดังต่อเนื่องราวกับจงใจขับกล่อมให้บรรยากาศในห้องยิ่งอึดอัดกว่าที่เป็นอยู่ หลังจากความจริงถูกเปิดเผยในคืนนั้น ไม่มีการปฏิเสธจากเธอ ไม่มีคำแก้ตัวจากใครอีกต่อไป พริมายอมรับแล้วว่าเธอคือผู้หญิงคืนนั้น ส่วนอติวิชญ์ก็แสดงเจตนาให้ชัดเจนว่าคนอย่างเขาไม่มีวันปล่อยสิ่งที่ตนต้องการให้หลุดมือ แต่สิ่งที่ตามมาไม่ได้เป็นการปลดปล่อย แต่กลับเป็นแรงกดดันที่หนักหน่วงขึ้นเป็นทวีคูณ เช้าวันถัดมา พริมาเดินกลับเข้ามาในออฟฟิศด้วยก้าวที่เรียบนิ่งพยายามประคับประคองไม่สั่นไหว บรรยากาศในบริษัทดำเนินไปเหมือนเช่นทุกวัน แต่เธอรู้ดีว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตั้งแต่ที่เธอก้าวเข้ามาในตึก เธอรู้สึกเหมือนมีสายตาหนักอึ้งคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ของใคร แน่นอนมันไม่ใช่สายตาของคนธรรมดา แต่เป็นสายตาคมกริบของเจ้านายหนุ่มจากชั้นบนสุด “เขากำลังจับตาดูฉัน” ข้อความในหน้าจออินเตอร์คอมดังขึ้น เสียงเรียกจากห้องซีอีโอที่ดังชัดจนเธอกลืนน้ำลาย [CEO OFFICE] “พริมาเข้ามาที่ห้องเดี๋ยวนี้” เธอกำแฟ้มแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนลุกขึ้นเดินไปยังห้องของเขา หัวใจเต้นแรงกระหน่ำราวกับจะทะลุออกจากอก “อย่าแสดงความกลัว…” “อย่าทำให้เขาคิดว่าเธอเป็นเหยื่อ” ก๊อก ก๊อก ก๊อก เธอเคาะประตูเบา ๆ ก่อนเปิดเข้าไป ภายในห้องเงียบสนิท มีเพียงแสงสีส้มนวลจากโคมไฟบนโต๊ะทำให้เห็นเงาเขาเดินยืดอยู่หลังโต๊ะ อิฐนั่งพิงเก้าอี้หนัง ปลายนิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ท่าทีเขาเรียบง่าย แต่สายตาคมดุจใบมีดที่ตวัดมองเธอเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ฝ่าเท้าเธอเย็นวาบ “มานี่” เขาเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง เธอเดินเข้าไปช้า ๆ จนถึงหน้าโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ เขาเอนตัวไปข้างหน้า วางศอกบนโต๊ะ ประสานมือเข้าหากัน “เรามีเรื่องต้องเคลียร์กัน” เขาพูดก่อนจะพิงกลับไปในท่าที่แสดงถึงความมั่นใจจนเกือบจะเย็นชา แค่คำพูด สั้น ๆ นั้นก็ทำให้เธอรู้ว่าคืนที่ผ่านมายังไม่ได้จบแค่นั้น “เมื่อคืนเราคุยกันไปแล้วค่ะ” เธอพูดเสียงเรียบ พยายามไม่ให้สั่น “ฉันจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น” “ยังไม่จบ” เขาตอบทันที ดวงตาคมคู่นั้นไม่ละสายตา “คุณอติวิชญ์ ฉันไม่ได้-” “อย่าเรียกชื่อฉันแบบนั้น” เขากระชับน้ำเสียง ดวงตาคมวาบขึ้นทันที “เวลาเธอเรียกชื่อฉัน มันทำให้ฉันนึกถึงคืนนั้น” เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ กวาดตามองจากศีรษะจดปลายเท้าอย่างไม่ปกปิด มองเหมือนการไตร่ตรอง และคำพูดต่อมาก็เหมือนประกาศอำนาจของเขาออกมาโดยไม่ปิดบัง “และฉันไม่มีวันปล่อยให้มันเป็นแค่คืนเดียว” เขาพูด น้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น มันไม่ใช่คำสนทนาธรรมดา แต่มันคือการประกาศเจตนา ในอกเธอทั้งอับอายและโกรธ ผสมกับความกลัวที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “คุณกำลังทำให้เรื่องมันยุ่งยาก” เธอกัดฟันตอบ พยายามยืนหยัด “ไม่ เธอต่างหากที่พยายามหนี ทั้งที่หนีไม่พ้น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น เหมือนตัดสินใจอะไรบางอย่างเรียบร้อยแล้ว แม้เสียงจะไม่ดังแต่ทุกถ้อยคำเหมือนมีค้อนทุบลงตรงกลางใจเธอ “ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของคุณ” เธอกลั้นใจพูดชัดทุกคำ “ก็ทำให้เป็นสิ” เขาตอบกลับง่าย ๆ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะได้ทุกอย่างที่ต้องการ “หรือเธอลืมไปแล้วว่า เธอขึ้นเตียงกับฉัน” คำพูดนั้นเหมือนมีดแทงเข้ากลางอกเธอ ความอับอายถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นทะเลซัดฝั่ง ซึ่งทำให้เธอแทบสำลัก เด็กสาวที่เคยแข็งแรงเมื่อครู่กลับถูกคำพูดนั้นฉีกเป็นเสี่ยง ๆ เธอกำมือแน่น ชั่วขณะความโกรธผสมกับความอับอายทำให้เธอตะโกนออกมา “ฉันไม่ใช่ของเล่นของคุณ!” “เธอไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นของฉัน” เขายิ้มอย่างเยือกเย็น “คุณอติวิชญ์!” เธอเผลอขึ้นเสียง แต่เขาไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิด กลับลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้ามาหาเธออย่างช้า ๆ เสียงส้นรองเท้าหนังของเขาเคาะพื้นเป็นจังหวะ กึก กึก กึก ทุกก้าวที่เข้าใกล้ คือแรงกดดันมหาศาลที่บีบเธอให้ถอยหลังไปทีละนิด จนหลังชนโต๊ะ “ฉันไม่ได้ขอให้เธอมานอนกับฉัน แต่เธอก็อยู่ในอ้อมแขนฉันทั้งคืน” น้ำเสียงเขาเรียบนิ่งเป็นข้ความจริงที่ทำให้เธอเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม “นั่นไม่ใช่เหตุผลที่คุณจะมาบีบฉัน!” เธอเถียง แต่คำพูดเหมือนไม่มีน้ำหนักเมื่อตั้งคำถามกับผู้เหนือกว่า “แต่มันคือเหตุผลที่เธอไม่มีวันหนีจากฉันได้อีก” เขาพูด แล้วยื่นมือวางบนโต๊ะข้างเธอ กักพื้นที่ไว้เหมือนครั้งก่อน ๆ ไม่จำเป็นต้องใช้แรงกาย เขาแค่ใช้ตำแหน่ง ใช้อิทธพล ใช้ความกลัวที่เธอมี เขาเดินเข้ามาจนเกือบชิดตัวเธอ กลิ่นน้ำหอมของเขาปะทะกับกลิ่นตัวเธออย่างแรง มือของเขายกขึ้นวางบนโต๊ะข้างหลังเธอ กักพื้นที่เธอไว้เหมือนทุกครั้งที่เขาต้องการควบคุมสถานการณ์ “คุณอติวิชญ์อย่าทำแบบนี้” เธอพูดเสียงแผ่ว “แบบไหน?” เขากระซิบ “แบบที่ฉันต้องการให้เธอยอมรับความจริงเหรอ?” “ฉันไม่มีอะไรจะยอมรับ” “โกหกอีกแล้ว” เขากระซิบใกล้ข้างหู “แต่คราวนี้ ฉันไม่ปล่อยให้เธอหนี” คำพูดถัดมาของเขาทำให้เลือดในกายเธอเย็นขึ้นเป็นครั้งที่สอง เขากดรีโมตบนโต๊ะ เสียงคลิกของประตูล็อกอัตโนมัติดังขึ้น เธอสะดุ้งเฮือกหันไปจ้องประตูทันที “ไม่ต้องกลัว” เขาพูดเสียงนุ่มอย่างจงใจ “ฉันไม่ทำอะไรเธอตรงนี้” เขาก้มลงกระซิบข้างหู “ถ้าเธอยอมรับดี ๆ” เธอมองหน้าเขาเห็นความแน่วแน่และความคลั่งในแววตา มันไม่ใช่แค่ความปรารถนาอีกต่อไป แต่มันคือความตั้งใจที่จะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม “คุณมันบ้า” เธอพูดเสียงสั่น “ไม่ใช่บ้า…แต่คลั่ง” เขาตอบกลับนิ่งเฉย เขาเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชัก หยิบแฟ้มเล่มหนึ่งออกมา แล้วโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอ แฟ้มนั้นคือประวัติพนักงานของเธอ ทุกอย่างตั้งแต่วันสมัครงานจนถึงข้อมูลส่วนตัวทั้งหมด ที่อยู่ เวลาเข้างาน ประวัติการเดินทาง สิ่งที่เขาพูดออกมาทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกรุมล้อม “ฉันรู้ที่อยู่เธอ” เขากระซิบ “รู้ว่าเธอชอบกลับบ้านกี่โมง รู้ว่าเธอไปซื้อกาแฟร้านเดิมทุกเช้า” เสียงเขาเรียบ ประโยคเหล่านั้นไม่ใช่การรายงานข้อมูล แต่เป็นการประกาศว่าเขาสามารถก้าวข้ามเส้นส่วนตัวของเธอได้เมื่อต้องการ “ฉันไม่ต้องข่มขู่ใครหรอกพริมา” เขากระซิบชิดหูเธออีกครั้ง “แต่ถ้าฉันอยากได้อะไร ฉันต้องได้” น้ำตาเริ่มรื้นที่ขอบตาเธออย่างกลั้นไม่อยู่ เขาเห็น แต่ไม่ถอย “ทางเลือกมีไม่มาก” เขาลดระดับเสียงจนเกือบกระซิบ พลางก้มลงสบตาเธอ “ยอมรับว่าตอนนี้เธอเป็นของฉัน หรือฉันจะทำให้ทั้งบริษัทรู้ว่าใครคือผู้หญิงในคืนนั้น” คำพูดนั้นเหมือนโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ เสียงฝนในห้องเหมือนบีบให้เวลายืดออก เธอชะงักเหมือนโดนตบกลางใจ “คะ คุณไม่กล้า” เธอพูดออกมาเสียงแผ่วๆ เขายิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ “ฉันต่างหากที่กล้าทุกอย่าง” คำพูดของเขามีความหมายลึกและน่ากลัว ไม่ใช่เพราะอวดอำนาจ แต่เพราะเขากำลังเตือนว่าเขาจะทำจริง “ถ้าคุณทำแบบนั้น คุณจะพังไปด้วยนะ” เธอพยายามต่อสู้ด้วยคำพูดสุดท้ายที่เธอคิดว่ามีพลัง แต่เขากลับไม่สะทกสะท้าน “ไม่หรอก เพราะคนที่จะถูกเหยียบ คือเธอ ไม่ใช่ฉัน” น้ำเสียงแผ่วแต่แน่นหนัก ดวงตาเขายังจ้องเธอไม่วางตา แววตาแบบคนที่รู้ว่าอีกฝ่ายจนมุมและไม่มีทางเลือก มันเป็นสายตาที่ทำให้คนที่เคยคิดว่าเข้มแข็งที่สุดในโลกนี้รู้สึกไม่มีที่พึ่ง เธอกัดริมฝีปากจนเลือดซึม มือกำแน่นสั่นเทา ความตั้งใจแรกที่อยากยืนหยัดกลับเลือนรางเมื่อเจอความเป็นจริงที่อยู่ตรงหน้า “อย่าทำหน้าแบบนั้น” เขาแตะปลายคางเธอเบา ๆ “ฉันไม่ได้จะทำร้ายเธอ” “แต่คุณกำลังทำอยู่” เธอร้องกลับ น้ำเสียงห้วงแต่เต็มไปด้วยความจริง เขายิ้มบาง ๆ “ฉันแค่บังคับให้เธอยอมรับความจริง ว่าเธอเป็นของฉันแล้ว” เธอสะบัดหน้าหนี ไม่ยอมสบตาเขาอีก น้ำตาไหลลงข้างแก้มเงียบ ๆ โดยไม่ออกเสียงสะอื้นแม้แต่นิดเดียว เพราะเธอรู้ดี การอ่อนแอต่อหน้าเขา มีแต่จะทำให้เขายิ่งกดเธอจม “พริมา” เขาเอ่ยชื่อเธอเสียงแผ่ว “อย่าทำให้ฉันต้องใช้วิธีที่เธอจะเกลียด” เธอเงียบไปนาน ก่อนจะพูดเสียงเบาแทบเป็นกระซิบ “คุณต้องการอะไรจากฉัน” “ไม่ใช่แค่คืนเดียว” เขาตอบทันที “ฉันอยากให้เธออยู่ข้างฉัน” คำตอบของเขาไม่ใช่คำว่าคืนเดียวหรือแค่สนุก แต่เป็นสิ่งที่เธอกลัวที่สุดด้วยน้ำเสียงนิ่งและหนักแน่น เธอหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น “ข้างคุณ หรืออยู่ในกรงของคุณ” เขาไม่ตอบด้วยคำพูด แต่ด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก แววตาและการกระทำคือคำตอบทั้งหมด เขาอยากได้มากกว่าการอยู่เคียงข้าง เขาไม่ต้องการความเท่าเทียม เขาต้องการควบคุม เธอขอไว้เพียงอย่างเดียว “ฉันจะไม่ยอมง่าย ๆ” เธอกลั้นใจพูด ส่วนหนึ่งในใจยังอยากมีความเป็นอิสระอยู่บ้าง แต่เขาตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่เย็นชาจนเธอรู้สึกเสียวสันหลัง “งั้นฉันก็จะบีบเธอ จนเธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอม” เขาก้มลงมากระซิบข้างหูเธออีกครั้ง เสียงนั้นเบาเรียบ แต่หนักแน่นเหมือนโซ่ที่คล้องรอบคอเธอ “เธอหนีฉันไม่ได้แล้ว พริมา” เธอยืนนิ่ง ไร้คำตอบ น้ำตาไหลเงียบ ๆ ไม่ตอบโต้ ไม่พูดอะไร เพราะเธอรู้อยู่แก่ใจว่าการต่อสู้ครั้งนี้เพิ่งจะเริ่มจริง ๆ และผู้ชายที่ยืนตรงหน้า ไม่ใช่คนที่จะปล่อยง่าย ๆ และเขาไม่ได้แค่ต้องการเธอ แต่เขากำลังจะกักเธอไว้ทั้งชีวิต
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD