แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านม่านผ้าสีขาวบางเบาเข้ามาในห้องสวีตหรูชั้นบนสุดของโรงแรมหรูเงียบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
แสงนั้นกระทบขอบเตียงคิงไซซ์ที่ยังมีกลิ่นไวน์คละคลุ้งจาง ๆ ลอยฟุ้งอบอวลทั่วห้อง
กลิ่นนั้น เป็นกลิ่นของค่ำคืนที่ผ่านมาซึ่งร้อนแรงจนทำให้ทุกอย่างพร่าเลือน ค่ำคืนที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง เหลือเพียงคราบความทรงจำบนผ้าปู ผ้าห่ม และหมอนที่ถูกโยนทิ้งอย่างระเกะระกะวางเกลื่อน
อติวิชญ์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เหมือนคนที่เพิ่งตื่นจากความฝันร้าย ศีรษะเขาหนักอึ้ง ปวดหนึบจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เมื่อคืน เสียงหัวใจเต้นในอกดังประสานกับเสียงนาฬิกาดิจิทัลข้างหัวเตียงอย่างชัดเจนเขาใช้เวลานานกว่าปกติ กว่าจะดึงตัวเองออกจากความพร่าเบลอของความเมา
แต่สิ่งแรกที่เขาทำหลังลืมตา ไม่ใช่เอื้อมคว้าโทรศัพท์หรือเรียกพนักงาน แต่เขามองหาเธอ ร่างที่เมื่อคืนอยู่ข้างกายเขา แต่เมื่อเขาหันไปมอง ...กลับพบความว่างเปล่า
ไม่มีใครนอนอยู่ข้าง ๆ
ไม่มีคลื่นผมนุ่ม หรือลมหายใจอ่อน ๆ ที่เคยเป็นสัญญาณว่ามีใครสักคนอยู่ที่นั่น
ไม่มีผ้าห่มที่ยับยู่จากร่างบางของเธอ ผ้าปูยับถูกรวบไว้เป็นก้อน หมอนนิ่งเปล่า พรมเช็ดเท้าไม่ถูกเหยียบ
ไม่มีแม้แต่เงา
มีเพียงกลิ่นอ่อน ๆ ที่เขาจำได้ ไม่ใช่น้ำหอมดอกไม้ราคาแพง ไม่ใช่ลิปสติกสีฉูดฉาด แต่เป็นกลิ่นแป้งเด็กจาง ๆ กลิ่นที่เรียบง่ายธรรมดาผสมกับกลิ่นธรรมชาติของเส้นผม กลิ่นที่ติดค้างอยู่ในซอกหมอนและขอบผ้าห่ม นั่นเองทำให้ความรู้สึกที่ตื่นขึ้นมาไม่ใช่ความพอใจ แต่เป็นความแปลกประหลาดเหมือนขาดอะไรไป
“...”
อติวิชญ์นิ่งไปหลายวินาที ความรู้สึกประหลาดบางอย่างไหลวูบเข้ามาในอก ความว่างเปล่าที่เขาไม่คุ้นเคย
ผู้หญิงที่เคยขึ้นเตียงกับเขามักจะยังหลับ หรือเกาะเขาไว้เหมือนสมบัติชิ้นหนึ่ง
แต่เธอ… กลับหนีไปก่อนฟ้าสาง
เขายกมือขึ้นขยี้ผมยุ่ง ๆ ของตัวเองเบา ๆ พยายามเรียกสติกลับมา กลิ่นแอลกอฮอล์ติดตามตัวเขาไม่ต่างจากเมื่อคืน
“หึ เธอกล้าหนี” เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ ราวกับไม่เชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง มือใหญ่ขยี้ผมยุ่ง ๆ เหมือนคนกำลังกวาดต้อนความคิดในหัวให้เรียงกัน แต่ยิ่งพยายามเรียง ยิ่งพบช่องว่างที่เธอทิ้งไว้
รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้น แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มสนุกสนานแบบที่เขาเคยใช้เล่นเกมกับผู้หญิงคนอื่น ไม่ใช่รอยยิ้มของคนที่ได้สิ่งสมใจ หากแต่เป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์คล้ายคนที่เพิ่งถูกท้าทาย
เขาลุกขึ้นก่อนเดินออกจากเตียงอย่างเชื่องช้า ผ้าปูเตียงยับยู่ยี่เป็นหลักฐานของค่ำคืนที่เขา ได้เธอ มาจริง ๆ
ความทรงจำเมื่อคืนไหลย้อนกลับมาเป็นภาพซ้อนทับกันอย่างไม่ชัดเจน
เสียงหอบหายใจของเธอ กลิ่นไวน์ กลิ่นกายของผู้หญิงคนนั้น ดวงตาที่สั่นไหวใต้แสงไฟสีส้ม
“อย่าหนีฉันอีกได้ไหม” เสียงของตัวเองเมื่อคืนนี้สะท้อนในหัวอย่างชัดเจน
“แม่งเอ๊ย…” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
เขาไม่เคยพูดอะไรแบบนั้นกับผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
บนโต๊ะหัวเตียงมีเพียงคีย์การ์ดห้องและผ้าขนหนูที่เธอพับไว้เรียบร้อย
ไม่มีโน้ต
ไม่มีเบอร์ติดต่อ
ไม่มีอะไรเลย
เธอหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่เมื่อคืนนี้
เขาหยิบผ้าขนหนูขึ้นมามอง ก่อนจะปาไปอีกทางอย่างหงุดหงิด
“คิดว่าเล่นตัวแล้วกูจะไม่สนใจเหรอ…” เขากระซิบกับตัวเอง น้ำเสียงแหบต่ำ เริ่มมีความรู้สึกบางอย่างที่คล้าย อาการคลั่งปะปนอยู่
หลังอาบน้ำเสร็จ เขาแต่งตัวเรียบหรูเหมือนทุกวัน แต่แปลกที่วันนี้เขา รีบกว่าทุกครั้ง รีบแต่งตัว รีบออกจากห้อง รีบลงลิฟต์ ปกติหลังปาร์ตี้ เขาจะนอนยาวหรือเรียกใครสักคนมาอยู่ข้าง ๆ ต่อ
แต่วันนี้... เขากลับออกจากโรงแรมเช้ากว่าปกติ
ไม่ใช่เพราะงาน ไม่ใช่เพราะใครโทรมา แต่เพราะชื่อหนึ่งเดียวที่วนอยู่ในหัว “พริมา” เขาต้องการคำตอบ ไม่ใช่เพื่อศักดิ์ศรี แต่เป็นความอยากรู้ที่กลายเป็นความหมกมุ่น
บนท้องถนนในยามเช้า รถสปอร์ตสีดำของเขาแล่นฉิว เสียงเครื่องยนต์ต่ำทิ้งร่องรอยของความร้อนในอากาศ มือหนึ่งกุมพวงมาลัย ส่วนอีกข้างลูบริมฝีปากเองอย่างคนยังไม่เลิกคิดถึงความรู้สึกเมื่อคืน ยังคงติดตาตรึงใจ รสชาติของจูบ เส้นผมที่สัมผัสใบหน้า กำแพงเขาที่กำลังพังทลายลง ทุกอย่างลอยมาเป็นช็อตภาพในความคิดของเขา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเพราะผู้หญิงคนนั้นมีอะไรบางอย่างที่แตกต่างจริง ๆ
“ผู้หญิงบ้าอะไร…กล้าหายไปเฉย ๆ วะ” เขาแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ แต่ในใจกลับร้อนรุ่มกว่าที่คิด มันเป็นความกระสับกระส่าย ผสมความโกรธกับความขบขันที่ถูกท้าทาย
ณ บริษัท อัศวกุล กรุ๊ป
ทันทีที่ถึงอาคารสำนักงานใหญ่ของอัศวกุล กรุ๊ป เจ้าหน้าที่ต้อนรับ พนักงาน และทีมบริหารที่เดินผ่านไปมาต่างค้อมศีรษะทำความเคารพเขาตามปกติ
แต่สายตาของเขาไม่ได้สนใจใครเลย นอกจากโต๊ะทำงานว่างเปล่าหน้าห้องของตัวเอง
เลขาส่วนตัวที่เขาไม่เคยสนใจชื่อ เธอที่ไม่เคยเป็นมากกว่าเงาในกิจวัตรตอนนี้กลับหายไป
เขาเปิดประตูห้องทำงานเข้าไป แล้วโยนกระเป๋าไว้บนโซฟา มือใหญ่กดกริ่งเรียกฝ่ายบุคคลทันที
“ให้ตายเถอะ หายไปไหนกันนะ” เขาพึมพำ
ไม่ถึงนาที ผู้จัดการฝ่ายบุคคลก็รีบเข้ามาเสียง
“คุณอติวิชญ์มีอะไรให้ผมช่วยครับ”
“พริมาอยู่ไหน” น้ำเสียงเย็นเฉียบจนอีกฝ่ายสะดุ้ง
“คุณพริมาเหรอครับ?”
“ใช่ เลขาส่วนตัวของฉัน” เขาตอบห้วน
ผู้จัดการฝ่ายบุคคลอึกอักก่อนตอบออกมาราบเรียบพร้อมทั้งคำอธิบายที่ทำให้เขาไม่พอใจ
“เอ่อ... เมื่อเช้านี้คุณพริมาแจ้งลาฉุกเฉินครับ” ผู้จัดการฝ่ายบุคคลรายงาน ดวงตาเหลือบเห็นความไม่พอใจเล็ก ๆ ในน้ำเสียงของเขา แต่อติวิชญ์ไม่ต้องการคำอธิบายมากกว่านั้น เขาต้องการข้อเท็จจริง
“…ว่าไงนะ?” เสียงเจ้านายหนุ่มเย็นจนบรรยากาศในห้องเหมือนหยุดนิ่ง
“เธอขอลาหยุดด้วยเหตุผลส่วนตัวครับ”
“เหตุผลส่วนตัว?” อติวิชญ์ถาม น้ำเสียงคมจนทำให้ผู้จัดการนิ่งไปชั่วขณะ
หลังจากผู้จัดการฝ่ายบุคคลออกไปจากห้อง อติวิชญ์ยืนเงียบอยู่กลางห้อง มือข้างหนึ่งกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนบนลำแขนขณะมองออกไปนอกกระจกสูงที่มองเห็นวิวด้านนอก กลิ่นไวน์ที่ติดเสื้อยังไม่จาง
“เธอหนีฉันจริง ๆ สินะ” เขาพึมพำลำพัง
ความว่างเปล่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขา เริ่มกัดกินเข้ามาทีละนิด
ปกติไม่ว่าใครจะจากไป เขาไม่เคยใส่ใจ แต่ครั้งนี้… มันกลับไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่นิดเดียว
กลิ่นของเธอ
เสียงของเธอ
สัมผัสของเธอ
มันติดอยู่ในหัวเหมือนถูกเผาไว้ด้วยไฟร้อนจัด
“คิดจะหนีไปแล้วจบง่าย ๆ งั้นเหรอ”
เขานั่งลงบนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ ขาไขว้ มือหนึ่งเคาะโต๊ะเบา ๆ ด้วยจังหวะคงที่
รอยยิ้มมุมปากแบบคนอันตรายผุดขึ้นบนใบหน้า
เขาไม่ใช่คนที่จะตามหาใครด้วยวิธีเรียบง่าย สำหรับเขา เมื่อหาแล้วต้องได้และการไม่ปล่อยให้สิ่งที่เขาอยากได้หลุดมือคือสิ่งสำคัญ เขาสั่งให้คนของเขาลงมือในทันทีเช็กกล้องวงจรปิดของโรงแรมเมื่อคืน ดูภาพย้อนหลัง ตรวจสอบเวลาการเช็กเอาต์ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคนธรรมดา แต่ไม่ใช่สำหรับเขา
เวลาผ่านไปจนบ่าย เขาสะกัดทุกช่องทางที่จะทำให้เธอหายไปได้ง่าย ๆ เขาเริ่มสั่งให้เลขาฝ่ายอื่นเช็กตารางงานของพริมา ตรวจบันทึกการเข้างานย้อนหลัง ทุกอย่างถูกขุดขึ้นมาอย่างเป็นระบบ ทีมไอทีถูกสั่งให้ดึงข้อมูลการจองรถ สายเรียกรถของโรงแรมต้องถูกตรวจสอบ รายชื่อพนักงานที่เข้าออกในเวลานั้นถูกพินิจอย่างละเอียด ทุกเบาะแสถูกหยิบขึ้นมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ สายตานักธุรกิจเย็นชาของเขาตอนนี้กลายเป็นสายตาของนักล่าที่กำลังติดตามเหยื่อ
ไม่มีใครเคยเห็นเขาพยายามเพื่อผู้หญิงคนไหนมาก่อน ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะเธอคือคนเดียวที่ กล้าทิ้งเขา ไว้แบบนั้น
“เธอหนีไปไหน… ฉันจะลากกลับมาเอง” เขาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงไม่ได้ตั้งอยู่บนความรัก แต่เป็นความเป็นเจ้าของที่แปลกประหลาด เสียงของคนที่พอมีอำนาจก็ใช้มันได้เต็มที่
“คุณอติวิชญ์ครับ” เสียงภัคดังขึ้นจากปลายสายโทรศัพท์
โทรศัพท์เครื่องที่เขาใช้งานดังขึ้น เป็นภัค เพื่อนสนิทเสียงคุ้นเคย โทรมาถามด้วยความครึกครื้นเท่าที่ได้ยิน แต่สำหรับอิฐ นี่ไม่ใช่เรื่องตลก
“เมื่อคืนเป็นไงวะ ผู้หญิงพวกนั้นหายหัวไปหมดเลย”
“เงียบ!” เขาตอบเสียงเย็น
“อย่าบอกนะว่ามึง-”
“เจอของน่าสนใจ” อิฐพูดแทรก น้ำเสียงแหบต่ำ ภัคหัวเราะอย่างไม่คาดคิด แต่ก็ถามซ้ำจนเขาต้องตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนเพื่อนนิ่งและเสียงหัวเราะหายไป
“ฮะ ของน่าสนใจ? อย่าบอกนะว่ามึง- โอ๊ย ไอ้เชี่ยอิฐ มึงจริงจัง?”
“หุบปากแล้วฟัง กูจะหาผู้หญิงคนเมื่อคืนให้เจอ”
“มึงเมาใช่ไหม”
“เปล่า” เขากัดฟันเบา ๆ “กูไม่เคยจำใครได้ขนาดนี้มาก่อนเลย”
หลังวางสายไอ้เพื่อนตัวดี อติวิชญ์เอนตัวพิงเก้าอี้ มือข้างหนึ่งกำแน่นราวกับคนคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่
ทีมงานส่งไฟล์วิดีโอจากกล้องวงจรโรงแรมเข้ามาในอีเมลของเขา เขาดูอย่างใจจดใจจ่อ ภาพผู้หญิงรูปร่างเรียวในชุดเดรสเรียบ ๆ เดินออกจากประตูด้านข้างโรงแรมตอน
ตีห้ากว่า ๆ ผมหยักศกบางส่วนปิดบังใบหน้าไว้ เธอเดินคนเดียวโดยไม่รีบเร่ง ราวกับตั้งใจจะไม่ให้ใครเห็น แต่ก็ทิ้งสัญญะบางอย่างไว้ ร่องรอยที่บอกว่าเธอออกไปคนเดียวและตั้งใจจะไม่ให้ใครมารับ
อติวิชญ์รู้สึกตื่นเต้นแบบคนที่เจอเบาะแสใหญ่ มันเหมือนการล่าที่เพิ่งเริ่มต้น หากแต่ครั้งนี้เหยื่อไม่ใช่ของเล่นชั่วคืนที่เขาลืมง่าย ๆ เธอกลับกลายเป็นจุดสนใจที่ไม่สามารถปล่อยผ่านได้
เขาใช้อำนาจของเขาทำงาน ปลายปากกาจดลงบนหน้ากระดาษ สั่งให้ดาวน์โหลดบันทึกการจองแท็กซี่ บันทึกการใช้บัตรเครดิตในช่วงเช้า ตรวจสอบกล้องวงจรในรัศมี 10 กิโลเมตร ทุกอย่างต้องถูกเปิดออกและตรวจสอบเพื่อให้ได้ร่องรอยของเธอ
ภาพเมื่อคืนวนซ้ำในหัว ดวงตาสั่นไหวของเธอ ใบหน้าเรียบเฉย แต่กลับทำให้เขารู้สึก อยากได้มากกว่าใคร ที่เคยผ่านมา
“พริมา… เธอไม่มีทางหนีไปไหนได้หรอก” เขายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นอันตรายยิ่งกว่าครั้งไหน
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ฝ่ายบุคคลพบประวัติการทำงานพริมารายละเอียดที่เขาไม่เคยสนใจมาก่อนเช่นที่อยู่ เบอร์โทร ตลอดจนเส้นทางที่เธอมักเดินกลับบ้าน สิ่งเหล่านั้นถูกจัดวางบนโต๊ะเขาเป็นแผ่น ๆ ราวกับสมุดแผนที่ที่ชวนให้เขาตามหา จุดหนึ่งจุดสองปรากฏชัดขึ้นในใจเขาเหมือนเส้นทางที่ต้องจนถึงปลายทาง
“ถ้าเธอไม่กลับมาทำงานภายในสองวัน ฉันจะไปลากเธอกลับมาด้วยตัวเอง” เสียงสั่งจากเขาไม่ใช่เล่น ๆ มันคือคำประกาศความตั้งใจ เขารู้ว่าคำพูดนั้นฟังดูโหดร้าย แต่สำหรับเขา มันเป็นการบอกความต้องการอย่างเอาแต่ใจ
เขาวางแผนเรียบร้อย หากสองวันยังไม่เห็นเธอ เขาจะลงมือเอง ไปหาเธอที่บ้าน ไปดึงเธอกลับมาที่โต๊ะทำงานของเขา ไม่ใช่เพราะอยากเป็นคนดี แต่เพราะเขาเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์
สำหรับพริมา การหนีอาจดูเหมือนคำตอบที่ง่ายที่สุด เธอคิดว่าถ้าเช้ามืดนั้นเธอออกจากโรงแรมแล้วหายไป ชีวิตอาจกลับมาสู่สภาพเดิม แต่การหนีไม่เคยง่ายอย่างที่คิด เกมเพิ่งเริ่มต้น และความเงียบหลังค่ำคืนที่เปลี่ยนชีวิตทั้งสองคน กำลังกลายเป็นกับดักที่ค่อย ๆ ปิดลง
แต่สำหรับอติวิชญ์ มันไม่ใช่แบบนั้น การหนีของเธอกลับกลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เขาไม่เพียงแค่ต้องการ แต่รู้สึกว่า “ต้องได้”
ในช่วงบ่ายของวัน เขาส่งคนตามหาเงียบ ๆ เก็บเรื่องให้เงียบที่สุด ไม่ให้เป็นข่าวลือ ให้เป็นการค้นหาแบบส่วนตัว เขารวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบจนได้ที่อยู่ที่ตรงกับรูการเดินทางของเธอ คอนโดมิเนียมเก่าแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่ที่เธออาจกลับไปอยู่ชั่วคราว
ตอนนี้ในใจของเขา มันไม่ใช่แค่ความอยาก แต่มันคือ ความหมกมุ่น ที่เริ่มหยั่งรากอย่างช้า ๆ
เมื่อความคลั่งเริ่มหยั่งราก มันไม่ใช่ความรักแบบที่นิยายบอกไว้ มันเป็นความหมกมุ่นที่ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปจากความอยากได้มาเป็นความต้องการที่จะควบคุม เขาไม่รู้ หรือไม่อยากรับรู้ ว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนเขาเป็นอะไรที่เกินกว่าคำว่า ความต้องการ มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับการค้นพบสิ่งมีค่าและไม่ยอมให้มันหลุดมือ
หากเธอคิดว่าแค่หนีตอนเช้าแล้วทุกอย่างจะจบง่าย ๆ
แต่สำหรับเขา เกมเพิ่งเริ่มต้น