ตอนที่ 7 คือเธอ

1890 Words
เสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ ในห้องทำงานซีอีโอชั้นบนสุด ผสมกับเสียงปลายนิ้วเคาะโต๊ะของชายคนหนึ่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จังหวะนั้นไม่ใช่จังหวะของการทำงาน แต่เป็นจังหวะของความไม่สงบ ความคิดวกวนซ้ำไปซ้ำมา และความคลั่งที่ยังไม่ถูกตั้งชื่อ อิฐนั่งพิงเก้าอี้หนังตัวใหญ่ริมหน้าต่าง กระจกให้บานโตเผยให้เห็นวิวเมืองที่ทอดยาว แต่เมื่อมองผ่านสายตาของเขาแล้ว วิวนั้นไม่สำคัญเลยสักนิด ในหัวของเขาไม่ได้โฟกัสอยู่กับตึกสูงหรือยอดรายได้ของบริษัทเลยแม้แต่นิดเดียว แต่มีสิ่งเดียวที่วนอยู่ในหัว เธอคนนั้น ผู้หญิงที่เขานอนด้วยในคืนที่เผลอใจ เลขาฯ สาวที่ปกติไม่เคยเรียกความสนใจจากเขาได้ แต่คืนนั้น เธอเป็นมากกว่าเสี้ยวความทรงจำชั่วคราว กลิ่นของเธอย้อนกลับมาในหัวอย่างชัดเจน น้ำหอมอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นแป้งสะอาด ๆ ที่ไม่เหมือนน้ำหอมแบรนด์หรูราคาแพงที่เขาคุ้นเคย กลิ่นนั้นไม่หวือหวา ไม่เย้ายวน แต่กลับฝังลึกเหมือนตราประทับ เสียงหายใจแผ่วที่เคยชิดข้างหูเขา รูปร่างเล็กแต่หนั่นแน่น ร้อนแรงพอดีในอ้อมแขนเขา ทุกองค์ประกอบกลับมาชัดจนแทบอยากจะหยิกตัวเองให้ตื่น มันไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเขาเลย ปกติผู้หญิงที่ขึ้นเตียงกับเขา พอรุ่งเช้าก็กลายเป็นแค่ภาพเบลอในความทรงจำ แต่เธอ...เหมือนรอยสักในหัวที่ลบไม่ออกและภาพนั้นตรึงอยู่ที่นั่นไม่ยอมเลือน ก๊อก ก๊อก ก๊อก “คุณอติวิชญ์คะ” เสียงของพริมาดังขึ้นเบา ๆ จากหน้าประตู ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดัง เบาแต่ชัด เป็นการขออนุญาต ก่อนที่ร่างเล็กในชุดสูทเรียบจะเดินเข้ามาวางแฟ้มบนโต๊ะอย่างที่ทำทุกวัน แต่ครั้งนี้การก้าวเข้ามาของเธอทำให้หัวใจเขาพลุ่งพล่าน ราวกับทุกอย่างในห้องถูกดึงเข้าไปที่เธอ เขารู้สึกชัดเหมือนสัญชาตญาณของนักล่า กลิ่นนั้น… กลิ่นเดียวกับเมื่อคืนที่ฝังอยู่ในผิวกายเขากลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ปนกับกลิ่นแป้งสะอาด ๆ ไม่ใช่กลิ่นหรูราคาแพงแบบผู้หญิงในวงสังคมที่เขาเจอประจำ แต่มันคือกลิ่นที่ติดหัวเขาจนแทบเป็นบ้า “...” พริมาก้มหน้าวางแฟ้มเงียบ ๆ ไม่กล้ามองเขา เพราะเธอรู้ดีว่าทุกครั้งที่สายตาคมของเขามองมามันเหมือนเขากำลังรู้อะไรบางอย่าง “น้ำหอมเธอกลิ่นอะไร” เสียงของเขาดังขึ้นกะทันหัน ประโยคนั้นไม่มีน้ำเสียงหยอกล้อ มีแต่ความตั้งใจจะได้คำตอบ พริมาชะงักไปเล็กน้อย ปลายนิ้วเกร็งโดยอัตโนมัติ “เอ่อ…ไม่ใช่น้ำหอมค่ะ เป็นแค่แป้งเด็กธรรมดา” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ พยายามไม่ให้เสียงสะท้านบ่งบอกอะไร แต่ความเรียบของคำตอบเป็นดาบสองคม ถ้าเสียงเรียบเกินไป มันย้อนกลับบอกว่าเธอพยายามเก็บซ่อนบางอย่าง เจ้านายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากกระตุกขึ้นจาง ๆ คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้เขาหยุดสงสัย กลับยิ่งทำให้เขาอยากยืนยันมากขึ้น “เหรอ” น้ำเสียงเบาแต่หนักแน่น เสมือนว่าเขาแอบเก็บกักข้อมูลไว้ในหัว เธอรีบถอยหลังเตรียมจะออกจากห้องหลังส่งเอกสารเสร็จ แต่ทันทีที่มือเธอแตะลูกบิดประตู เขาก็พูดขึ้นเสียงเรียบ “พริมา” เธอชะงัก หัวใจเต้นวูบ แค่การเรียกชื่อที่เคยเป็นเรื่องธรรมดา กลับกลายเป็นคำสั่งที่หน่วงแน่นจนทำให้หัวใจเธอเต้นแรง “เมื่อคืน…” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง “เธอไปไหนมา” คำถามนั้นไม่ใช่คำถามธรรมดา แต่มันเป็นคำถามของนักล่าที่กำลังจงใจปั่นประสาทเหยื่อ เธอสูดลมหายใจลึก พยายามยืดเส้นยืดสายให้เป็นท่าทีธรรมดา “อยู่บ้านค่ะ” “แน่ใจ?” “ค่ะ” เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะที่ไม่ใช่เสียงเยาะหยัน แต่อบอวลด้วยความมั่นใจ “ถ้าเธอโกหก ฉันดูออก” เขาพูดนิ่ง ๆ ไม่ได้พูดข่ม แต่เสียงนั้นคือการประกาศว่าเขาจะไม่ยอมพลาดสิ่งที่อยากได้ แล้วก้มกลับไปเปิดเอกสารบนโต๊ะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เสียงนั้นฝังในหัวเธออย่างชัดเจน ------------ ทันทีที่ประตูปิดลง หลังเธอออกไปจากห้อง อติวิชญ์โยนปากกาลงบนโต๊ะเบา ๆ ปลายนิ้วกดขมับเหมือนคนที่เริ่มรู้ว่า เกมนี้กำลังมีอะไรซ่อนอยู่ แล้วจ้องเอกสารที่ไม่ใช่งาน แต่นั่นคือเอกสารหลักฐานข้อมูลทั้งหมดที่ได้รวบรวมมา กลิ่นเหมือนกันเป๊ะ ส่วนสูงก็ใกล้เคียง สัดส่วนพอดีกับอ้อมแขนเขา เขารู้สึกเหมือนได้ลองต่อเติมจิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ ที่ประกอบเป็นภาพใหญ่ แต่เขายังไม่พูดออกไป เขาอยากหาหลักฐานให้แน่ใจด้วยตัวเอง เวลาผ่านไปในช่วงบ่าย... เขาจงใจเปิดประตูห้องทำงานออกไปหาน้ำดื่มเอง ทั้งที่ปกติให้เธอเป็นคนจัดการ นี่เป็นข้ออ้างที่ดีที่จะได้เดินผ่านโต๊ะเธอ เพื่อดูหุ่น ให้กลิ่นลอยผ่านปลายจมูก เขาเดินช้า ๆ ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่การเดินผ่านของเขาเป็นความตั้งใจพิสูจน์บางอย่าง เธอนั่งก้มหน้าทำงานตรงโต๊ะเลขาฯ หน้าห้อง เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ ซ่อนรูปร่างไว้ภายใต้สูทสวยเข้ารูป แต่สำหรับเขา มันไม่ช่วยอะไร เพราะสายตาของเขาไม่ได้อยู่ที่เนื้อผ้า แต่ที่รูปทรงของคนที่ใส่ “เธอ…” เขาพึมพำในใจแล้วแอบมองโดยไม่ให้เธอรู้ตัว หุ่นแบบนี้...ใช่ กลิ่นตอนเขาเดินผ่าน...ก็ใช่ ยิ่งเขาเดินใกล้เท่าไร ความรู้สึกยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น เขารู้ดีว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง “น้ำเย็นครับคุณอติวิชญ์” พนักงานคนหนึ่งเดินพร้อมถือแก้วน้ำมาให้ เขาบอกปัดเบา ๆ “ไม่ต้อง” ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง เวลาเดินช้าลงเมื่อความสงสัยกลายเป็นความแน่ใจ เขาได้ยินเสียงในหัวของตัวเอง “เป็นเธอแน่ ๆ” “แต่เธอแกล้งทำเป็นไม่รู้” “กล้าดีนี่ ที่คิดว่าจะหลอกฉันได้” เขายกมือขึ้นแตะริมฝีปากเบา ๆ ความทรงจำของรอยจูบคืนนั้นผุดกลับเข้ามาอีกครั้ง ไม่มีทางที่เขาจะจำผิด เวลาผ่านไปจนเย็น... พริมากำลังเก็บแฟ้มเตรียมจะกลับบ้าน พนักงานส่วนใหญ่ทยอยกันกลับ แต่เขายังคงอยู่ที่โต๊ะในห้องทำงาน “ดี โอกาสดีเลย” เขาเดินออกไปเงียบ ๆ เข้าใกล้เธอขณะเธอกำลังก้มจัดแฟ้ม เธอไม่ทันรู้ตัวว่าเขาเข้ามาใกล้ขนาดไหน จนกระทั่งได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นชินของเขาแตะปลายจมูก “ทำไมถึงรีบกลับนัก” เสียงเขาดังจากด้านหลังจนเธอสะดุ้งเผลอปล่อยแฟ้มในมือหล่นลงพื้น ร่างสูงก้มลงเก็บ ก่อนจะยื่นส่งคืนให้เธออย่างสุภาพ แต่สายตานั้นยังคงตรึงอยู่ที่เธอแบบไม่กะพริบ “เธอกลัวฉันเหรอ” เขาถาม “ปะ เปล่าค่ะ” เธออึกอักตอบเสียงเบา แต่มือสั่นขณะรับแฟ้มมา ทุกคำตอบแม้จะเรียบ กลับมีสิ่งที่เธอพยายามปกปิด เสียงสั่นนั้นไม่สามารถหลอกคนที่อ่านคนออกได้ เขาโน้มหน้าเข้ามาจนลมหายใจรินรดแก้มเธอ “งั้นทำไมตัวสั่น” “ฉันไม่ได้-” เธอจะอธิบาย แต่คำพูดถูกกลืนลงคอเมื่อเขาขยับเข้าใกล้อีก จนลมหายใจร้อนของเขาเป่ารดข้างแก้มเธออย่างจงใจ การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนั้นเองที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกกักไว้ในวงเล็ก ๆ “กลิ่นเธอ มันเหมือนกลิ่นเมื่อคืนไม่มีผิด” ประโยคสั้น ๆ แต่ตอกย้ำความจริงที่เธอพยายามเก็บซ่อน ดวงตาเธอเบิกกว้างวูบหนึ่ง รีบเบือนหน้าเพื่อหลบหนี “ฉันไม่รู้คุณหมายถึงอะไร” เธอฝืนตอบเรียบ แต่เสียงสั่น และเขาก็ได้ยินชัด แต่เขายิ้มบาง ยกมือขึ้นชี้ข้างหูของเธอเบา ๆ “เสียงเวลาเธอตอบฉัน ก็เหมือนกันด้วยสิ” เธอถอยหนึ่งก้าว แต่เขาก้าวตาม ไม่เร่ง ไม่ดันทุรัง เพียงแต่กักพื้นที่ไว้ เธออยู่ในกรอบสายตาเขาเหมือนสิ่งของที่ต้องการการยืนยัน --------------- “พริมา” เขาเรียกชื่อเธอเสียงต่ำ กลิ่นกาแฟในห้องประชุมกลายเป็นพื้นหลังที่เงียบจนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ “เธอคิดจริง ๆ เหรอ ว่าฉันจะลืมผู้หญิงคนนั้นได้ง่าย ๆ” เขากล่าว แล้วก้าวเข้ามาอีก จนเธอแทบติดผนังห้องประชุม คำพูดของเขาไม่ต้องการคำยืนยันจากปาก แต่ต้องการพิสูจน์อาการสั่น พิรุธ หรือร่องรอยใด ๆ ที่ยืนยันความจริง “อย่าหลบตา” เขาเอ่ยเบา ๆ เธอเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ พยายามให้สายตาเงียบสงบ แต่ในลูกตายังมีคำถาม มีความกลัว และมีความอับอายปนกัน “ถ้าไม่ใช่เธอทำไมกลิ่นเหมือน ถ้าไม่ใช่เธอทำไมเสียงเหมือน ถ้าไม่ใช่เธอทำไมรูปร่างมันพอดีกับอ้อมแขนฉันขนาดนั้น” คำถามแต่ละข้อเป็นเหมือนตาข่ายที่ดักจับความจริงไว้ เขาไม่ได้พูดออกมาทั้งหมด แต่แววตาของเขากำลังพูดทุกอย่าง พริมากัดริมฝีปากแน่น รู้ดีว่าตอนนี้เขากำลัง ไล่ต้อน เธอทีละนิด เธอเลือกจะไม่พูด ไม่ตอบ และไม่เถียง เพราะยิ่งพูดมากก็ยิ่งใกล้ความจริงที่เธอพยายามเก็บซ่อนมาตลอด เพราะทุกคำที่พูดอาจกลายเป็นดอกไม้ไฟให้ความจริงระเบิด “ฉัน…” เธอพูดเบา ๆ แต่เขาแทรกทันที “ไม่ต้องพูดอะไร” น้ำเสียงเขานุ่มแต่คม “ฉันจะรู้เอง” คำพูดนั้นมากับความเชื่อมั่นไม่ต้องสงสัย เขาโน้มใบหน้าเข้าใกล้จนปลายจมูกเฉียดแก้มของเธออีกครั้ง เธอสะดุ้งจนขนลุกวาบทั้งร่าง เขาได้ยินทุกเสียงของความหวาดกลัวนั้น เพราะในที่สุด เขาไม่ได้อยากฟังคำสารภาพจากปากอย่างเดียว เขาอยากได้การยอมจำนนต่อหลักฐานว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝัน แต่เป็นเรื่องจริงที่เขาจะไม่ยอมปล่อย “และฉันจำไม่ผิดแน่” เขากระซิบชิดหู จังหวะนั้น เสียงเปิดประตูด้านนอกดังขึ้น ทำให้เธอรีบถอยหลังทันที หนึ่งก้าวนั้นเหมือนคนที่เพิ่งรอดจากกรงเล็บหมาป่า “ขอโทษค่ะคุณอติวิชญ์ ฉันต้องไปจัดเอกสารต่อ” เธอก้มหัวเร็ว เขาไม่ห้าม ไม่พูดอะไร เพียงยืนมองแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นเดินหนีไปอย่างร้อนรน หลังเธอจากไป อติวิชญ์ยืนพิงขอบโต๊ะประชุม มือหนึ่งล้วงกระเป๋าอีกข้างลูบริมฝีปากเบา ๆ การยืนอยู่ตรงนั้นทำให้เขาได้กลิ่นในความทรงจำชัดขึ้นอีกครั้ง กลิ่นเหมือนเด๊ะ เสียงก็ใช่ หุ่นนี่เป๊ะเลย ทุกอย่างบอกว่ามันคือเธอ และเมื่อเขารู้ เขาก็จะไม่ปล่อย นั่นไม่ใช่การคุมขังทางกายเท่านั้น แต่เป็นการคุมขังทางใจ เขาไม่ต้องการคำสารภาพจากปากเธออีกต่อไป เขารู้ดีอยู่แล้วว่า… เธอคือผู้หญิงคืนนั้น และเมื่อรู้แล้ว เขาจะไม่ยอมปล่อยสิ่งที่เป็นของเขาไปง่าย ๆ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD