เสียงเครื่องปรับอากาศเบา ๆ ในห้องทำงานซีอีโอชั้นบนสุด ผสมกับเสียงปลายนิ้วเคาะโต๊ะของชายคนหนึ่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จังหวะนั้นไม่ใช่จังหวะของการทำงาน แต่เป็นจังหวะของความไม่สงบ ความคิดวกวนซ้ำไปซ้ำมา และความคลั่งที่ยังไม่ถูกตั้งชื่อ
อิฐนั่งพิงเก้าอี้หนังตัวใหญ่ริมหน้าต่าง กระจกให้บานโตเผยให้เห็นวิวเมืองที่ทอดยาว แต่เมื่อมองผ่านสายตาของเขาแล้ว วิวนั้นไม่สำคัญเลยสักนิด ในหัวของเขาไม่ได้โฟกัสอยู่กับตึกสูงหรือยอดรายได้ของบริษัทเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่มีสิ่งเดียวที่วนอยู่ในหัว เธอคนนั้น ผู้หญิงที่เขานอนด้วยในคืนที่เผลอใจ เลขาฯ สาวที่ปกติไม่เคยเรียกความสนใจจากเขาได้ แต่คืนนั้น เธอเป็นมากกว่าเสี้ยวความทรงจำชั่วคราว
กลิ่นของเธอย้อนกลับมาในหัวอย่างชัดเจน น้ำหอมอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นแป้งสะอาด ๆ ที่ไม่เหมือนน้ำหอมแบรนด์หรูราคาแพงที่เขาคุ้นเคย กลิ่นนั้นไม่หวือหวา ไม่เย้ายวน แต่กลับฝังลึกเหมือนตราประทับ เสียงหายใจแผ่วที่เคยชิดข้างหูเขา รูปร่างเล็กแต่หนั่นแน่น ร้อนแรงพอดีในอ้อมแขนเขา ทุกองค์ประกอบกลับมาชัดจนแทบอยากจะหยิกตัวเองให้ตื่น
มันไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับเขาเลย
ปกติผู้หญิงที่ขึ้นเตียงกับเขา พอรุ่งเช้าก็กลายเป็นแค่ภาพเบลอในความทรงจำ
แต่เธอ...เหมือนรอยสักในหัวที่ลบไม่ออกและภาพนั้นตรึงอยู่ที่นั่นไม่ยอมเลือน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“คุณอติวิชญ์คะ” เสียงของพริมาดังขึ้นเบา ๆ จากหน้าประตู ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดัง เบาแต่ชัด เป็นการขออนุญาต ก่อนที่ร่างเล็กในชุดสูทเรียบจะเดินเข้ามาวางแฟ้มบนโต๊ะอย่างที่ทำทุกวัน แต่ครั้งนี้การก้าวเข้ามาของเธอทำให้หัวใจเขาพลุ่งพล่าน ราวกับทุกอย่างในห้องถูกดึงเข้าไปที่เธอ
เขารู้สึกชัดเหมือนสัญชาตญาณของนักล่า
กลิ่นนั้น… กลิ่นเดียวกับเมื่อคืนที่ฝังอยู่ในผิวกายเขากลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ปนกับกลิ่นแป้งสะอาด ๆ ไม่ใช่กลิ่นหรูราคาแพงแบบผู้หญิงในวงสังคมที่เขาเจอประจำ แต่มันคือกลิ่นที่ติดหัวเขาจนแทบเป็นบ้า
“...”
พริมาก้มหน้าวางแฟ้มเงียบ ๆ ไม่กล้ามองเขา เพราะเธอรู้ดีว่าทุกครั้งที่สายตาคมของเขามองมามันเหมือนเขากำลังรู้อะไรบางอย่าง
“น้ำหอมเธอกลิ่นอะไร” เสียงของเขาดังขึ้นกะทันหัน ประโยคนั้นไม่มีน้ำเสียงหยอกล้อ มีแต่ความตั้งใจจะได้คำตอบ
พริมาชะงักไปเล็กน้อย ปลายนิ้วเกร็งโดยอัตโนมัติ
“เอ่อ…ไม่ใช่น้ำหอมค่ะ เป็นแค่แป้งเด็กธรรมดา” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ พยายามไม่ให้เสียงสะท้านบ่งบอกอะไร แต่ความเรียบของคำตอบเป็นดาบสองคม ถ้าเสียงเรียบเกินไป มันย้อนกลับบอกว่าเธอพยายามเก็บซ่อนบางอย่าง
เจ้านายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากกระตุกขึ้นจาง ๆ คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้เขาหยุดสงสัย กลับยิ่งทำให้เขาอยากยืนยันมากขึ้น
“เหรอ” น้ำเสียงเบาแต่หนักแน่น เสมือนว่าเขาแอบเก็บกักข้อมูลไว้ในหัว
เธอรีบถอยหลังเตรียมจะออกจากห้องหลังส่งเอกสารเสร็จ แต่ทันทีที่มือเธอแตะลูกบิดประตู เขาก็พูดขึ้นเสียงเรียบ
“พริมา” เธอชะงัก หัวใจเต้นวูบ แค่การเรียกชื่อที่เคยเป็นเรื่องธรรมดา กลับกลายเป็นคำสั่งที่หน่วงแน่นจนทำให้หัวใจเธอเต้นแรง
“เมื่อคืน…” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง “เธอไปไหนมา” คำถามนั้นไม่ใช่คำถามธรรมดา แต่มันเป็นคำถามของนักล่าที่กำลังจงใจปั่นประสาทเหยื่อ
เธอสูดลมหายใจลึก พยายามยืดเส้นยืดสายให้เป็นท่าทีธรรมดา
“อยู่บ้านค่ะ”
“แน่ใจ?”
“ค่ะ”
เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะที่ไม่ใช่เสียงเยาะหยัน แต่อบอวลด้วยความมั่นใจ
“ถ้าเธอโกหก ฉันดูออก” เขาพูดนิ่ง ๆ ไม่ได้พูดข่ม แต่เสียงนั้นคือการประกาศว่าเขาจะไม่ยอมพลาดสิ่งที่อยากได้ แล้วก้มกลับไปเปิดเอกสารบนโต๊ะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่เสียงนั้นฝังในหัวเธออย่างชัดเจน
------------
ทันทีที่ประตูปิดลง หลังเธอออกไปจากห้อง อติวิชญ์โยนปากกาลงบนโต๊ะเบา ๆ
ปลายนิ้วกดขมับเหมือนคนที่เริ่มรู้ว่า เกมนี้กำลังมีอะไรซ่อนอยู่ แล้วจ้องเอกสารที่ไม่ใช่งาน แต่นั่นคือเอกสารหลักฐานข้อมูลทั้งหมดที่ได้รวบรวมมา
กลิ่นเหมือนกันเป๊ะ ส่วนสูงก็ใกล้เคียง สัดส่วนพอดีกับอ้อมแขนเขา เขารู้สึกเหมือนได้ลองต่อเติมจิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ ที่ประกอบเป็นภาพใหญ่
แต่เขายังไม่พูดออกไป เขาอยากหาหลักฐานให้แน่ใจด้วยตัวเอง
เวลาผ่านไปในช่วงบ่าย...
เขาจงใจเปิดประตูห้องทำงานออกไปหาน้ำดื่มเอง ทั้งที่ปกติให้เธอเป็นคนจัดการ นี่เป็นข้ออ้างที่ดีที่จะได้เดินผ่านโต๊ะเธอ เพื่อดูหุ่น ให้กลิ่นลอยผ่านปลายจมูก เขาเดินช้า ๆ ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่การเดินผ่านของเขาเป็นความตั้งใจพิสูจน์บางอย่าง
เธอนั่งก้มหน้าทำงานตรงโต๊ะเลขาฯ หน้าห้อง เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ ซ่อนรูปร่างไว้ภายใต้สูทสวยเข้ารูป แต่สำหรับเขา มันไม่ช่วยอะไร เพราะสายตาของเขาไม่ได้อยู่ที่เนื้อผ้า แต่ที่รูปทรงของคนที่ใส่
“เธอ…” เขาพึมพำในใจแล้วแอบมองโดยไม่ให้เธอรู้ตัว
หุ่นแบบนี้...ใช่
กลิ่นตอนเขาเดินผ่าน...ก็ใช่
ยิ่งเขาเดินใกล้เท่าไร ความรู้สึกยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น
เขารู้ดีว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง
“น้ำเย็นครับคุณอติวิชญ์” พนักงานคนหนึ่งเดินพร้อมถือแก้วน้ำมาให้
เขาบอกปัดเบา ๆ “ไม่ต้อง” ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง
เวลาเดินช้าลงเมื่อความสงสัยกลายเป็นความแน่ใจ เขาได้ยินเสียงในหัวของตัวเอง
“เป็นเธอแน่ ๆ”
“แต่เธอแกล้งทำเป็นไม่รู้”
“กล้าดีนี่ ที่คิดว่าจะหลอกฉันได้”
เขายกมือขึ้นแตะริมฝีปากเบา ๆ ความทรงจำของรอยจูบคืนนั้นผุดกลับเข้ามาอีกครั้ง
ไม่มีทางที่เขาจะจำผิด
เวลาผ่านไปจนเย็น...
พริมากำลังเก็บแฟ้มเตรียมจะกลับบ้าน พนักงานส่วนใหญ่ทยอยกันกลับ แต่เขายังคงอยู่ที่โต๊ะในห้องทำงาน
“ดี โอกาสดีเลย”
เขาเดินออกไปเงียบ ๆ เข้าใกล้เธอขณะเธอกำลังก้มจัดแฟ้ม
เธอไม่ทันรู้ตัวว่าเขาเข้ามาใกล้ขนาดไหน จนกระทั่งได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นชินของเขาแตะปลายจมูก
“ทำไมถึงรีบกลับนัก” เสียงเขาดังจากด้านหลังจนเธอสะดุ้งเผลอปล่อยแฟ้มในมือหล่นลงพื้น ร่างสูงก้มลงเก็บ ก่อนจะยื่นส่งคืนให้เธออย่างสุภาพ แต่สายตานั้นยังคงตรึงอยู่ที่เธอแบบไม่กะพริบ
“เธอกลัวฉันเหรอ” เขาถาม
“ปะ เปล่าค่ะ” เธออึกอักตอบเสียงเบา แต่มือสั่นขณะรับแฟ้มมา ทุกคำตอบแม้จะเรียบ กลับมีสิ่งที่เธอพยายามปกปิด เสียงสั่นนั้นไม่สามารถหลอกคนที่อ่านคนออกได้
เขาโน้มหน้าเข้ามาจนลมหายใจรินรดแก้มเธอ “งั้นทำไมตัวสั่น”
“ฉันไม่ได้-” เธอจะอธิบาย แต่คำพูดถูกกลืนลงคอเมื่อเขาขยับเข้าใกล้อีก จนลมหายใจร้อนของเขาเป่ารดข้างแก้มเธออย่างจงใจ การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนั้นเองที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกกักไว้ในวงเล็ก ๆ
“กลิ่นเธอ มันเหมือนกลิ่นเมื่อคืนไม่มีผิด”
ประโยคสั้น ๆ แต่ตอกย้ำความจริงที่เธอพยายามเก็บซ่อน ดวงตาเธอเบิกกว้างวูบหนึ่ง รีบเบือนหน้าเพื่อหลบหนี
“ฉันไม่รู้คุณหมายถึงอะไร” เธอฝืนตอบเรียบ แต่เสียงสั่น และเขาก็ได้ยินชัด
แต่เขายิ้มบาง ยกมือขึ้นชี้ข้างหูของเธอเบา ๆ “เสียงเวลาเธอตอบฉัน ก็เหมือนกันด้วยสิ”
เธอถอยหนึ่งก้าว แต่เขาก้าวตาม ไม่เร่ง ไม่ดันทุรัง เพียงแต่กักพื้นที่ไว้ เธออยู่ในกรอบสายตาเขาเหมือนสิ่งของที่ต้องการการยืนยัน
---------------
“พริมา” เขาเรียกชื่อเธอเสียงต่ำ กลิ่นกาแฟในห้องประชุมกลายเป็นพื้นหลังที่เงียบจนได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ
“เธอคิดจริง ๆ เหรอ ว่าฉันจะลืมผู้หญิงคนนั้นได้ง่าย ๆ” เขากล่าว แล้วก้าวเข้ามาอีก จนเธอแทบติดผนังห้องประชุม คำพูดของเขาไม่ต้องการคำยืนยันจากปาก แต่ต้องการพิสูจน์อาการสั่น พิรุธ หรือร่องรอยใด ๆ ที่ยืนยันความจริง
“อย่าหลบตา” เขาเอ่ยเบา ๆ
เธอเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ พยายามให้สายตาเงียบสงบ แต่ในลูกตายังมีคำถาม มีความกลัว และมีความอับอายปนกัน
“ถ้าไม่ใช่เธอทำไมกลิ่นเหมือน ถ้าไม่ใช่เธอทำไมเสียงเหมือน ถ้าไม่ใช่เธอทำไมรูปร่างมันพอดีกับอ้อมแขนฉันขนาดนั้น” คำถามแต่ละข้อเป็นเหมือนตาข่ายที่ดักจับความจริงไว้
เขาไม่ได้พูดออกมาทั้งหมด แต่แววตาของเขากำลังพูดทุกอย่าง
พริมากัดริมฝีปากแน่น รู้ดีว่าตอนนี้เขากำลัง ไล่ต้อน เธอทีละนิด
เธอเลือกจะไม่พูด ไม่ตอบ และไม่เถียง เพราะยิ่งพูดมากก็ยิ่งใกล้ความจริงที่เธอพยายามเก็บซ่อนมาตลอด เพราะทุกคำที่พูดอาจกลายเป็นดอกไม้ไฟให้ความจริงระเบิด
“ฉัน…” เธอพูดเบา ๆ แต่เขาแทรกทันที
“ไม่ต้องพูดอะไร” น้ำเสียงเขานุ่มแต่คม “ฉันจะรู้เอง” คำพูดนั้นมากับความเชื่อมั่นไม่ต้องสงสัย เขาโน้มใบหน้าเข้าใกล้จนปลายจมูกเฉียดแก้มของเธออีกครั้ง
เธอสะดุ้งจนขนลุกวาบทั้งร่าง เขาได้ยินทุกเสียงของความหวาดกลัวนั้น เพราะในที่สุด เขาไม่ได้อยากฟังคำสารภาพจากปากอย่างเดียว เขาอยากได้การยอมจำนนต่อหลักฐานว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝัน แต่เป็นเรื่องจริงที่เขาจะไม่ยอมปล่อย
“และฉันจำไม่ผิดแน่” เขากระซิบชิดหู
จังหวะนั้น เสียงเปิดประตูด้านนอกดังขึ้น ทำให้เธอรีบถอยหลังทันที หนึ่งก้าวนั้นเหมือนคนที่เพิ่งรอดจากกรงเล็บหมาป่า
“ขอโทษค่ะคุณอติวิชญ์ ฉันต้องไปจัดเอกสารต่อ” เธอก้มหัวเร็ว เขาไม่ห้าม ไม่พูดอะไร เพียงยืนมองแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้นเดินหนีไปอย่างร้อนรน
หลังเธอจากไป อติวิชญ์ยืนพิงขอบโต๊ะประชุม มือหนึ่งล้วงกระเป๋าอีกข้างลูบริมฝีปากเบา ๆ การยืนอยู่ตรงนั้นทำให้เขาได้กลิ่นในความทรงจำชัดขึ้นอีกครั้ง
กลิ่นเหมือนเด๊ะ
เสียงก็ใช่
หุ่นนี่เป๊ะเลย
ทุกอย่างบอกว่ามันคือเธอ และเมื่อเขารู้ เขาก็จะไม่ปล่อย นั่นไม่ใช่การคุมขังทางกายเท่านั้น แต่เป็นการคุมขังทางใจ
เขาไม่ต้องการคำสารภาพจากปากเธออีกต่อไป เขารู้ดีอยู่แล้วว่า… เธอคือผู้หญิงคืนนั้น และเมื่อรู้แล้ว เขาจะไม่ยอมปล่อยสิ่งที่เป็นของเขาไปง่าย ๆ