ตอนที่ 12 ไร้พื้นที่ปลอดภัย

1763 Words
ตั้งแต่วันที่เธอถูกย้ายโต๊ะเข้ามานั่งในห้องของเขา ทุกวินาทีในชีวิตการทำงานของพริมาไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย โต๊ะทำงานของเธอซึ่งเคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ กลายเป็นสนามตึงเครียดที่มีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง ความเรียบง่ายของกิจวัตรประจำวันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกว่าทุกการกระทำถูกเฝ้ามองและถูกตัดสิน เสียงนาฬิกาบนผนัง ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงเสียงประกอบที่ไม่เคยดึงความสนใจของเธอ กลับดังชัดขึ้นจนน่ารำคาญ เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดเบา ๆ ของเธอซึ่งเคยเป็นเสียงธรรมดาแต่ทุกครั้งที่เธอกดแป้น เสียงนั้นกลับก้องอยู่ในหูรบกวนจิตใจอย่างประหลาด และที่สำคัญที่สุด คือสายตาของเขาที่จับจ้องเธอทุกครั้งที่ขยับ สายตาที่จับจ้องเข้ามาในทุกครั้งที่เธอเผลอหัน หลายครั้งที่อติวิชญ์ไม่ต้องพูดอะไรเลย เพียงแค่อยู่ในห้องเดียวกัน เขาก็ทำให้พื้นที่ทั้งห้องเหมือนมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นกดทับลงบนบ่าเธอจนแทบหายใจไม่ออก “พิมพ์รายงานประชุมให้เสร็จก่อนบ่าย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ไม่ได้ดัง ไม่ได้ตวาด แต่คำสั่งซ่อนอยู่ในน้ำเสียงจนเธอรู้สึกกระตุกวูบ จนขยับมือบนคีย์บอร์ดไม่เป็นจังหวะ “ค่ะ” เธอตอบเพียงสั้น ๆ ทุกครั้งที่เขาเอ่ยชื่อ ทุกครั้งที่เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ เธอรู้สึกเหมือนทุกตารางเมตรในห้องนี้ไม่ใช่ของเธออีกต่อไป ร่างสูงโปร่งนั่งพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่ มองเธอผ่านช่องว่างของโต๊ะ แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ กระทบใบหน้าเขาจนเห็นโครงหน้าคมชัดเจน เธอรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้ตรงนี้โดยไม่ต้องใช้มือมาจับ ทุกจังหวะที่เขากระดิกนิ้วหรือยกมุมปากยิ้มจาง ๆ เธอก็รู้ว่าเขากำลังควบคุมสถานการณ์อย่างที่ถนัด เธอพยายามไม่มอง แม้แต่เงยหน้า เวลาที่เธอก้มหน้าทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงสายตา เขาก็ยังสามารถลากสายตาไปหาเธอได้เสมอ เหมือนกับว่าเขารับรู้ทุกจังหวะการหายใจของเธอ ยิ่งหลบก็ยิ่งรู้สึกว่าเขากำลังมองอยู่ “พริมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียกชื่อเธอ “คะ?” เธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ชั่วขณะนั้นหัวใจก็เหมือนหยุดเต้น “มองหน้าฉันสิ เวลาฉันพูด” เขาพูดเรียบ แต่แรงกดดันในน้ำเสียงทำให้เธอไม่กล้าปฏิเสธ เธอค่อย ๆ เงยหน้า ดวงตาสบกับดวงตาคมที่นิ่งกริบไม่ไหวติง “ดีมาก” เขาพูดเบา ๆ ราวกับกำลังฝึกให้สัตว์เชื่อง รอยยิ้มเล็ก ๆ มุมปากของเขายิ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในกับดักลึกลงเรื่อย ๆ เวลาผ่านไปช้า ช้าจนเธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเธอหายใจถี่โดยไม่รู้ตัว มือที่จับเมาส์เย็นเฉียบเพราะเหงื่อ และเขายังคงนั่งมองอยู่แบบนั้น ไม่พูด ไม่ขยับ บรรยากาศไม่ได้มีเสียงอะไรพิเศษ แต่เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกไล่ล่า ทั้งที่ไม่ได้มีใครขยับเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว “เธอดูเกร็ง” เขาพูดขึ้นพลางโน้มตัวเข้าใกล้ขอบโต๊ะ น้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น “ดิฉันแค่ตั้งใจทำงาน” เธอตอบสั้น แต่เขายิ้มราวจับพิรุธได้ “หรือว่ากำลังพยายามหลบตาฉัน?” เขาถาม เธอชะงักทันที เพราะโดนเขาจับได้อีกแล้ว “ไม่มีค่ะ” เธอปฏิเสธทันควัน “โกหกไม่เก่งเลยนะพริมา” เขากระซิบเสียงแผ่ว พร้อมกับโน้มตัวเข้ามาใกล้ ใกล้จนเธอเอนหลังหนีออกเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะ กลิ่นกายอ่อน ๆ บวกกับกลิ่นน้ำหอมที่คุ้นชินของเขาอบอวลอีกครั้ง “คะ คุณอยู่ห่าง ๆ ฉันหน่อยได้ไหม” เธออึกอักถามเสียงเบา เธอไม่อยากอ่อนแอ แต่ความอึดอัดทำให้ต้องขอร้องสิ่งที่ต้องการ เขายิ้มบาง รอยยิ้มนั้นแฝงด้วยความพอใจ “ไม่ได้” เขาพูดนิ่ง “เพราะฉันตั้งใจย้ายเธอเข้ามาไว้ตรงนี้ เพื่อจะได้อยู่ใกล้ ๆ ในสายตา” ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องระหว่างพวกเขามีเพียงเสียงหัวใจเต้นถี่และลมหายใจหอบหนัก เธอก้มหน้ากลับไปทำงาน พยายามไม่สนใจ แต่เขาก็เดินวนอยู่ในห้องแบบนั้น เสียงรองเท้าหนังของเขากระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะช้า ๆ กดดันเหมือนมีใครเดินไล่หลังเธออยู่ตลอด “...” เขาไม่ได้พูดอะไร แต่การกระทำทุกอย่างของเขา กำลังบอกว่า เขาจงใจทำให้เธอรู้สึกราวกับถูกตามล่า เวลา 12.00 น. เธอรีบเก็บแฟ้มงานเพื่อที่จะลุกหนีออกจากห้องก่อนเขาจะสั่งอะไรเพิ่ม แต่เสียงเรียกดังขึ้นก่อนที่มือเธอจะถึงลูกบิด “พริมา” เสียงเรียบเยือกจากเขาดังขึ้น เสียงนั้นแผ่วแต่มีพลังพอให้หัวใจเธอหยุดเต้นชั่วครู่ “ค่ะ ” เธอตอบพลางหันไปช้า ๆ เห็นเขายืนตรงหน้ามือซุกกระเป๋ากางเกง สูทพาดพนักเก้าอี้ ใบหน้าสงบนิ่ง แต่สายตาคมกริบนั้นเหมือนผู้ล่าที่จ้องเหยื่อ “ไปกินข้าวกับฉัน” เขาพูดเรียบ แต่แฝงคำสั่ง “ไม่สะดวกค่ะ ดิฉันมีนัดแล้ว” เธอตอบ “ยกเลิกซะ” น้ำเสียงไม่ใช่คำขอ แต่เป็นการสั่งให้ทำ “ฉันไม่สะดวก” เธอย้ำเสียงขณะที่กลืนความกลัว “เธอจะไปกินกับฉัน หรือจะให้ฉันไปกินกับเธอ” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย “เหอะ ฉันเลือกทางอื่นได้เหรอคะ” เธอกัดริมฝีปากแน่น พูดออกมาด้วยความสะอึกเบา ๆ เสียงของเธอสั่น แต่กล้าพูด “เธอรู้คำตอบอยู่แล้วนี่” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มมุมปาก เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอจนเธอต้องถอยหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ “เวลาเธอหนี ฉันยิ่งอยากไล่” เขากระซิบชิดข้างหูเธอเบา ๆ จงใจให้เสียงนั้นไหลเข้ามาในโสตประสาทจนเธอขนลุกซู่ “คุณไม่สามารถบังคับฉันได้ทุกเรื่องหรอกนะคะ” เธอพยายามยืนยัน แต่คำตอบของเขาเหมือนคนมั่นใจ “แต่เรื่องนี้ ฉันทำแล้ว” เขาพูดเช่นนั้นแล้วส่งยิ้มที่เธอไม่รู้ว่าควรเกลียดหรือกลัวดี สุดท้ายเธอไม่มีทางเลือกจริง ๆ ต้องยอมเดินตามเขาออกไป เขาพาเธอลงลิฟต์ส่วนตัว พื้นที่สี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่มีเพียงผนังและความเงียบ คนสองคนในกล่องเล็ก ๆ นั้นยิ่งเพิ่มความใกล้ชิดและความอึดอัด เขายืนอยู่ข้างหลังเล็กน้อย จ้องมองเธอด้วยสายตาที่เธอเห็นแล้วอยากจะหลบ เธอกำมือตัวเองแน่น ไม่ใช่เพราะไม่กลัว แต่เพราะเธอกำลังกลืนความกลัวลงไป เพื่อไม่ให้เขาได้ชัยชนะง่าย ๆ ณ ร้านอาหาร ร้านนี้เป็นร้านอาหารชื่อดังซึ่งอยู่ในเครือธุรกิจของประธานหนุ่มตั้งอยู่ภายในตึกเดียวกับบริษัท ทำให้ไม่ได้เสียเวลาเดินทาง เขาตั้งใจเลือกจองไว้เป็นห้องส่วนตัวเงียบสงบ มีเพียงเขาและเธอ ระหว่างมื้ออาหาร เขาแทบไม่พูดอะไร แค่จ้องเธอด้วยสายตานิ่ง ๆ ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและความเป็นเจ้าของ มันไม่ใช่การเดต แต่มันเหมือน การคุมเชิง มากกว่า “เธอไม่ชอบอยู่ใกล้ฉันขนาดนั้นเลยเหรอ” เขาถามขณะยกแก้วน้ำขึ้นจิบ “ใช่” เธอตอบทันทีโดยไม่ลังเล “ดี ฉันชอบเวลาที่เธอพูดตรง ๆ” เขาหัวเราะในลำคออย่างพอใจในคำตอบ พลางก้มหน้าเล็กน้อย “เพราะยิ่งเธอพูดแบบนี้ ฉันก็ยิ่งอยากลากเธอมาไว้ใกล้ ๆ” ประโยคของเขาทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองกำลังกลายเป็นสิ่งที่เขาต้องการจะครอบครอง ไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจ “คุณกำลังทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกขัง” เธอพูดเสียงนิ่ง “เพราะมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ” เขาตอบเรียบ ไม่แม้แต่จะปฏิเสธ “เธออยู่ในสายตาฉันแล้วพริมา ต่อให้เธอวิ่งไปไกลแค่ไหน ฉันก็จะตาม” เขาไม่ต้องขึ้นเสียง ไม่ต้องขู่ แต่ประโยคนี้กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังหายใจอยู่ในกรงแคบ ๆ หลังมื้อเที่ยง เธอกลับมาที่ห้องทำงานในฐานะเลขาฯ ที่ไม่มีพื้นที่ของตัวเองอีกต่อไป เธอทำงานเงียบ ๆ หวังว่าจะทำตัวไม่เป็นจุดสนใจ แต่สายตาของเขายังจ้องไม่ลดละ เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การมองแบบคนที่สนใจงาน แต่เป็นการมองเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของ ความรู้สึกเหมือนถูกไล่ล่ายังคงอยู่กับเธอไม่ได้หยุดยั้ง เธอไม่ได้ถูกล่ามด้วยเชือกหรือใส่กุญแจ แต่เธอถูกตรึงไว้ด้วยสายตาและอำนาจ เธอไม่มีความเป็นส่วนตัวในที่ทำงานอีกต่อไป ในช่วงค่ำซึ่งเป็นเวลาเลิกงาน พนักงานต่างทยอยกลับกันหมด แต่พริมากลับบ้านช้ากว่าปกติ ไม่ใช่เพราะงาน แต่เพราะกลัวว่าเขาจะตามออกมาอีก และเมื่อเดินออกจากตึก เธอเผลอหันมองด้านหลังอยู่หลายครั้ง ไม่มีใครตามมา แต่รู้สึกเหมือนกำลังถูกมองอยู่ บนดาดฟ้าตึกสูง อิฐยืนพิงราวระเบียง มองลงไปยังบรรยากาศยามค่ำคืนที่ไฟสว่างระยิบระยับ เหมือนโลกกำลังหมุนไปตามปกติริมฝีปากของเขากลายเป็นรอยยิ้มบาง ๆ เมื่อคิดถึงร่องรอยความหวาดกลัวที่เขาฝังไว้ในตัวเธอ “กลัวสินะ ดีแล้ว” เขากระซิบกับตัวเองอย่างพอใจ เขาชอบเวลาที่เธอสั่น ชอบเวลาที่เธอหลบตา และชอบที่สุดตอนที่รู้ว่าเธอไม่มีทางหนีไปไหนได้จริง ๆ พริมายืนอยู่บนถนนด้านล่าง หัวใจเต้นรัว เธอรู้สึกว่าชีวิตถูกบีบให้เล็กลงทุกวัน เธอตระหนักดีว่าเกมที่เขาเล่นไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลัง แต่เป็นการต่อสู้ด้วยเวลา อำนาจ และความอดทนของคนหนึ่งคนที่จะค่อย ๆ ขยับเข้ามา จนในที่สุดเธอจะเหลือทางเลือกน้อยลงเรื่อย ๆ คืนนี้เสียงลมพัดผ่านตึกสูง เสียงรถด้านล่างเลือนหาย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่หายไปคือความคิดที่คอยก้องในหัวเธอ เธอจะหาทางออกจากกรงที่เขาก่อขึ้นอย่างไร และวันหนึ่งถ้าเธอตัดสินใจไม่ยอมแพ้ เธอจะมีแรงพอหรือไม่ที่จะสู้กับชายที่คิดว่า มีเวลาเป็นของตัวเอง
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD