ตั้งแต่วันที่เธอถูกย้ายโต๊ะเข้ามานั่งในห้องของเขา ทุกวินาทีในชีวิตการทำงานของพริมาไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย โต๊ะทำงานของเธอซึ่งเคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ กลายเป็นสนามตึงเครียดที่มีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง ความเรียบง่ายของกิจวัตรประจำวันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกว่าทุกการกระทำถูกเฝ้ามองและถูกตัดสิน
เสียงนาฬิกาบนผนัง ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงเสียงประกอบที่ไม่เคยดึงความสนใจของเธอ กลับดังชัดขึ้นจนน่ารำคาญ
เสียงพิมพ์คีย์บอร์ดเบา ๆ ของเธอซึ่งเคยเป็นเสียงธรรมดาแต่ทุกครั้งที่เธอกดแป้น เสียงนั้นกลับก้องอยู่ในหูรบกวนจิตใจอย่างประหลาด
และที่สำคัญที่สุด คือสายตาของเขาที่จับจ้องเธอทุกครั้งที่ขยับ สายตาที่จับจ้องเข้ามาในทุกครั้งที่เธอเผลอหัน หลายครั้งที่อติวิชญ์ไม่ต้องพูดอะไรเลย เพียงแค่อยู่ในห้องเดียวกัน เขาก็ทำให้พื้นที่ทั้งห้องเหมือนมีแรงกดดันที่มองไม่เห็นกดทับลงบนบ่าเธอจนแทบหายใจไม่ออก
“พิมพ์รายงานประชุมให้เสร็จก่อนบ่าย” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ไม่ได้ดัง ไม่ได้ตวาด แต่คำสั่งซ่อนอยู่ในน้ำเสียงจนเธอรู้สึกกระตุกวูบ จนขยับมือบนคีย์บอร์ดไม่เป็นจังหวะ
“ค่ะ” เธอตอบเพียงสั้น ๆ
ทุกครั้งที่เขาเอ่ยชื่อ ทุกครั้งที่เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้ เธอรู้สึกเหมือนทุกตารางเมตรในห้องนี้ไม่ใช่ของเธออีกต่อไป
ร่างสูงโปร่งนั่งพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่ มองเธอผ่านช่องว่างของโต๊ะ แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านบาง ๆ กระทบใบหน้าเขาจนเห็นโครงหน้าคมชัดเจน เธอรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้ตรงนี้โดยไม่ต้องใช้มือมาจับ
ทุกจังหวะที่เขากระดิกนิ้วหรือยกมุมปากยิ้มจาง ๆ เธอก็รู้ว่าเขากำลังควบคุมสถานการณ์อย่างที่ถนัด
เธอพยายามไม่มอง แม้แต่เงยหน้า เวลาที่เธอก้มหน้าทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงสายตา เขาก็ยังสามารถลากสายตาไปหาเธอได้เสมอ เหมือนกับว่าเขารับรู้ทุกจังหวะการหายใจของเธอ ยิ่งหลบก็ยิ่งรู้สึกว่าเขากำลังมองอยู่
“พริมา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียกชื่อเธอ
“คะ?” เธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ชั่วขณะนั้นหัวใจก็เหมือนหยุดเต้น
“มองหน้าฉันสิ เวลาฉันพูด” เขาพูดเรียบ แต่แรงกดดันในน้ำเสียงทำให้เธอไม่กล้าปฏิเสธ
เธอค่อย ๆ เงยหน้า ดวงตาสบกับดวงตาคมที่นิ่งกริบไม่ไหวติง
“ดีมาก” เขาพูดเบา ๆ ราวกับกำลังฝึกให้สัตว์เชื่อง
รอยยิ้มเล็ก ๆ มุมปากของเขายิ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในกับดักลึกลงเรื่อย ๆ
เวลาผ่านไปช้า ช้าจนเธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเธอหายใจถี่โดยไม่รู้ตัว มือที่จับเมาส์เย็นเฉียบเพราะเหงื่อ
และเขายังคงนั่งมองอยู่แบบนั้น ไม่พูด ไม่ขยับ บรรยากาศไม่ได้มีเสียงอะไรพิเศษ แต่เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกไล่ล่า ทั้งที่ไม่ได้มีใครขยับเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว
“เธอดูเกร็ง” เขาพูดขึ้นพลางโน้มตัวเข้าใกล้ขอบโต๊ะ น้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น
“ดิฉันแค่ตั้งใจทำงาน” เธอตอบสั้น แต่เขายิ้มราวจับพิรุธได้
“หรือว่ากำลังพยายามหลบตาฉัน?” เขาถาม เธอชะงักทันที เพราะโดนเขาจับได้อีกแล้ว
“ไม่มีค่ะ” เธอปฏิเสธทันควัน
“โกหกไม่เก่งเลยนะพริมา” เขากระซิบเสียงแผ่ว พร้อมกับโน้มตัวเข้ามาใกล้ ใกล้จนเธอเอนหลังหนีออกเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะ กลิ่นกายอ่อน ๆ บวกกับกลิ่นน้ำหอมที่คุ้นชินของเขาอบอวลอีกครั้ง
“คะ คุณอยู่ห่าง ๆ ฉันหน่อยได้ไหม” เธออึกอักถามเสียงเบา เธอไม่อยากอ่อนแอ แต่ความอึดอัดทำให้ต้องขอร้องสิ่งที่ต้องการ
เขายิ้มบาง รอยยิ้มนั้นแฝงด้วยความพอใจ
“ไม่ได้” เขาพูดนิ่ง “เพราะฉันตั้งใจย้ายเธอเข้ามาไว้ตรงนี้ เพื่อจะได้อยู่ใกล้ ๆ ในสายตา”
ความเงียบเข้าปกคลุมภายในห้องระหว่างพวกเขามีเพียงเสียงหัวใจเต้นถี่และลมหายใจหอบหนัก
เธอก้มหน้ากลับไปทำงาน พยายามไม่สนใจ แต่เขาก็เดินวนอยู่ในห้องแบบนั้น
เสียงรองเท้าหนังของเขากระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะช้า ๆ กดดันเหมือนมีใครเดินไล่หลังเธออยู่ตลอด
“...”
เขาไม่ได้พูดอะไร แต่การกระทำทุกอย่างของเขา กำลังบอกว่า เขาจงใจทำให้เธอรู้สึกราวกับถูกตามล่า
เวลา 12.00 น.
เธอรีบเก็บแฟ้มงานเพื่อที่จะลุกหนีออกจากห้องก่อนเขาจะสั่งอะไรเพิ่ม แต่เสียงเรียกดังขึ้นก่อนที่มือเธอจะถึงลูกบิด
“พริมา” เสียงเรียบเยือกจากเขาดังขึ้น เสียงนั้นแผ่วแต่มีพลังพอให้หัวใจเธอหยุดเต้นชั่วครู่
“ค่ะ ” เธอตอบพลางหันไปช้า ๆ เห็นเขายืนตรงหน้ามือซุกกระเป๋ากางเกง สูทพาดพนักเก้าอี้ ใบหน้าสงบนิ่ง แต่สายตาคมกริบนั้นเหมือนผู้ล่าที่จ้องเหยื่อ
“ไปกินข้าวกับฉัน” เขาพูดเรียบ แต่แฝงคำสั่ง
“ไม่สะดวกค่ะ ดิฉันมีนัดแล้ว” เธอตอบ
“ยกเลิกซะ” น้ำเสียงไม่ใช่คำขอ แต่เป็นการสั่งให้ทำ
“ฉันไม่สะดวก” เธอย้ำเสียงขณะที่กลืนความกลัว
“เธอจะไปกินกับฉัน หรือจะให้ฉันไปกินกับเธอ” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย
“เหอะ ฉันเลือกทางอื่นได้เหรอคะ” เธอกัดริมฝีปากแน่น พูดออกมาด้วยความสะอึกเบา ๆ เสียงของเธอสั่น แต่กล้าพูด
“เธอรู้คำตอบอยู่แล้วนี่” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มมุมปาก เขาเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเธอจนเธอต้องถอยหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ
“เวลาเธอหนี ฉันยิ่งอยากไล่”
เขากระซิบชิดข้างหูเธอเบา ๆ จงใจให้เสียงนั้นไหลเข้ามาในโสตประสาทจนเธอขนลุกซู่
“คุณไม่สามารถบังคับฉันได้ทุกเรื่องหรอกนะคะ” เธอพยายามยืนยัน แต่คำตอบของเขาเหมือนคนมั่นใจ “แต่เรื่องนี้ ฉันทำแล้ว”
เขาพูดเช่นนั้นแล้วส่งยิ้มที่เธอไม่รู้ว่าควรเกลียดหรือกลัวดี สุดท้ายเธอไม่มีทางเลือกจริง ๆ ต้องยอมเดินตามเขาออกไป เขาพาเธอลงลิฟต์ส่วนตัว พื้นที่สี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่มีเพียงผนังและความเงียบ คนสองคนในกล่องเล็ก ๆ นั้นยิ่งเพิ่มความใกล้ชิดและความอึดอัด
เขายืนอยู่ข้างหลังเล็กน้อย จ้องมองเธอด้วยสายตาที่เธอเห็นแล้วอยากจะหลบ เธอกำมือตัวเองแน่น ไม่ใช่เพราะไม่กลัว แต่เพราะเธอกำลังกลืนความกลัวลงไป เพื่อไม่ให้เขาได้ชัยชนะง่าย ๆ
ณ ร้านอาหาร
ร้านนี้เป็นร้านอาหารชื่อดังซึ่งอยู่ในเครือธุรกิจของประธานหนุ่มตั้งอยู่ภายในตึกเดียวกับบริษัท ทำให้ไม่ได้เสียเวลาเดินทาง
เขาตั้งใจเลือกจองไว้เป็นห้องส่วนตัวเงียบสงบ มีเพียงเขาและเธอ
ระหว่างมื้ออาหาร เขาแทบไม่พูดอะไร แค่จ้องเธอด้วยสายตานิ่ง ๆ ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและความเป็นเจ้าของ มันไม่ใช่การเดต แต่มันเหมือน การคุมเชิง มากกว่า
“เธอไม่ชอบอยู่ใกล้ฉันขนาดนั้นเลยเหรอ” เขาถามขณะยกแก้วน้ำขึ้นจิบ
“ใช่” เธอตอบทันทีโดยไม่ลังเล
“ดี ฉันชอบเวลาที่เธอพูดตรง ๆ” เขาหัวเราะในลำคออย่างพอใจในคำตอบ พลางก้มหน้าเล็กน้อย
“เพราะยิ่งเธอพูดแบบนี้ ฉันก็ยิ่งอยากลากเธอมาไว้ใกล้ ๆ” ประโยคของเขาทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองกำลังกลายเป็นสิ่งที่เขาต้องการจะครอบครอง ไม่ใช่คนที่มีอำนาจตัดสินใจ
“คุณกำลังทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกขัง” เธอพูดเสียงนิ่ง
“เพราะมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ” เขาตอบเรียบ ไม่แม้แต่จะปฏิเสธ
“เธออยู่ในสายตาฉันแล้วพริมา ต่อให้เธอวิ่งไปไกลแค่ไหน ฉันก็จะตาม”
เขาไม่ต้องขึ้นเสียง ไม่ต้องขู่ แต่ประโยคนี้กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังหายใจอยู่ในกรงแคบ ๆ
หลังมื้อเที่ยง เธอกลับมาที่ห้องทำงานในฐานะเลขาฯ ที่ไม่มีพื้นที่ของตัวเองอีกต่อไป เธอทำงานเงียบ ๆ หวังว่าจะทำตัวไม่เป็นจุดสนใจ แต่สายตาของเขายังจ้องไม่ลดละ เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การมองแบบคนที่สนใจงาน แต่เป็นการมองเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของ
ความรู้สึกเหมือนถูกไล่ล่ายังคงอยู่กับเธอไม่ได้หยุดยั้ง เธอไม่ได้ถูกล่ามด้วยเชือกหรือใส่กุญแจ แต่เธอถูกตรึงไว้ด้วยสายตาและอำนาจ เธอไม่มีความเป็นส่วนตัวในที่ทำงานอีกต่อไป
ในช่วงค่ำซึ่งเป็นเวลาเลิกงาน พนักงานต่างทยอยกลับกันหมด แต่พริมากลับบ้านช้ากว่าปกติ ไม่ใช่เพราะงาน แต่เพราะกลัวว่าเขาจะตามออกมาอีก และเมื่อเดินออกจากตึก เธอเผลอหันมองด้านหลังอยู่หลายครั้ง ไม่มีใครตามมา แต่รู้สึกเหมือนกำลังถูกมองอยู่
บนดาดฟ้าตึกสูง อิฐยืนพิงราวระเบียง มองลงไปยังบรรยากาศยามค่ำคืนที่ไฟสว่างระยิบระยับ เหมือนโลกกำลังหมุนไปตามปกติริมฝีปากของเขากลายเป็นรอยยิ้มบาง ๆ เมื่อคิดถึงร่องรอยความหวาดกลัวที่เขาฝังไว้ในตัวเธอ
“กลัวสินะ ดีแล้ว” เขากระซิบกับตัวเองอย่างพอใจ เขาชอบเวลาที่เธอสั่น ชอบเวลาที่เธอหลบตา และชอบที่สุดตอนที่รู้ว่าเธอไม่มีทางหนีไปไหนได้จริง ๆ
พริมายืนอยู่บนถนนด้านล่าง หัวใจเต้นรัว เธอรู้สึกว่าชีวิตถูกบีบให้เล็กลงทุกวัน เธอตระหนักดีว่าเกมที่เขาเล่นไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลัง แต่เป็นการต่อสู้ด้วยเวลา อำนาจ และความอดทนของคนหนึ่งคนที่จะค่อย ๆ ขยับเข้ามา จนในที่สุดเธอจะเหลือทางเลือกน้อยลงเรื่อย ๆ
คืนนี้เสียงลมพัดผ่านตึกสูง เสียงรถด้านล่างเลือนหาย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่หายไปคือความคิดที่คอยก้องในหัวเธอ เธอจะหาทางออกจากกรงที่เขาก่อขึ้นอย่างไร และวันหนึ่งถ้าเธอตัดสินใจไม่ยอมแพ้ เธอจะมีแรงพอหรือไม่ที่จะสู้กับชายที่คิดว่า มีเวลาเป็นของตัวเอง