เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับฟ้าโปร่ง เสียงฝนเมื่อคืนหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงอากาศเย็นชื้นกระจายเป็นหมอกบางที่ลอยเหนือยอดตึก
เสียงรถที่เริ่มดังรอบตึกกับแสงอ่อนของอรุณยามเช้าทำให้โลกภายนอกเหมือนกำลังเริ่มต้นใหม่ แต่ภายในอกของพริมา กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเมื่อคืนเลยสักนิด
ทุกอย่างยังคงขมุกขมัว เหมือนเมฆดำที่ยังลอยทับจิตใจ
เธอแทบไม่ได้นอนทั้งคืน ภาพและเสียงทั้งหมดของคืนนั้นวนซ้ำอยู่ในหัวไม่หยุด ทั้งคำพูดเย็นชาที่กระซิบข้างหู กลิ่นน้ำหอม กลิ่นไวน์ และสัมผัสของมือหนักที่รัดแน่น ความรู้สึกถูกควบคุม กดทับ และถูกรุกล้ำ ทั้งหมดยังคงดังก้องเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
“เธอหนีฉันไม่ได้ พริมา” ไม่ได้ดัง หรือดุดัน แต่มันชัด และแรงพอจะทำให้เธอรู้ว่า เขาเอาจริง
“ฉันอยากให้เธออยู่ข้างฉัน” คำพูดที่ดูเหมือนคำขอ แต่ภายในแฝงการควบคุมและครอบครอง
เช้าวันนี้เธอเลือกมาถึงบริษัทก่อนเวลา แต่ต่างจากทุกวันเธอเลือกที่จะไม่ขึ้นไปยังชั้นผู้บริหารทันที เธอไปหลบอยู่ในห้องพักพนักงานเล็ก ๆ ด้านหลังที่แทบไม่มีใครใช้ มือเรียวยกแก้วกาแฟอุ่นแนบฝ่ามือ พยายามอาศัยความร้อนเรียกความมั่นคงคืนกลับมา แต่ไม่ว่าจะแกล้งยิ้มหรือพยายามสงบสติ อะไรบางอย่างในอกก็ยังสั่น
“ต้องตัดขาด ต้องไม่ให้เขามากำหนดชีวิต” เธอพูดกับตัวเองเบา ๆ แล้วซดกาแฟจนหมด แต่คำพูดดูอ่อนแรงเมื่อเทียบกับความเป็นจริงที่ต้องเผชิญ เธอรู้ดีว่าอติวิชญ์ไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา เขามีอำนาจ เงิน และอิทธิพลมากพอจะเปลี่ยนชะตาชีวิตผู้คนได้ตามใจ ฉะนั้นการตัดขาดไม่ใช่เรื่องง่าย
และที่สำคัญ เขาเริ่มเล่นสกปรกกับเธอแล้ว
เธอไม่มีทางยอมเป็นของเล่นของเขา ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม
“พริมา”
เสียงเรียกจากเพื่อนร่วมงานดังขึ้นข้างหลัง “วันนี้มาเช้าเลยนะ เมื่อคืนไม่ได้กลับบ้านหรือไง?”
“กลับสิ” เธอฝืนยิ้มตอบ “แค่ตื่นเช้า”
เพื่อนคนนั้นยิ้มแล้วเดินผ่านไป ทิ้งเธอให้นั่งนิ่งกับแก้วกาแฟที่เย็นลงเรื่อย ๆ
“ฉันต้องถอยออกมา”
“ก่อนที่เขาจะมัดฉันไว้จนขยับไม่ได้อีก”
อีกฟากหนึ่ง
ภายในห้องทำงานชั้นบนสุด เจ้านายหนุ่มสุดหล่อนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้หนัง พลางมือหนาควงปากกา เขารู้ว่าเลขาฯ หน้าห้องมาแล้วตั้งแต่เช้า เพราะตั้งแต่เธอก้าวเข้าตึก เขาให้คนของเขาเช็กความเคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้
“เธอกำลังพยายามหนีสินะ” เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ แล้วยิ้มมุมปากอย่างคนที่กำลังได้ของเล่นถูกใจ “น่าสนุกดีแฮะ”
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง พริมาก้าวขาเรียวกลับมายังโต๊ะทำงานของเธอ พยายามนิ่ง เสียบปลั๊กคอมพิวเตอร์ เตรียมอุปกรณ์ทำงาน เธอแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วทำหน้าที่เลขาฯ ตามปกติ เส้นผมที่มัดไว้อย่างเรียบร้อย มือที่กำแฟ้มแน่น ๆ สั่นเล็กน้อยเผยความไม่ปกติ เธอเลือกที่จะไม่เข้าไปในห้องของเขา ไม่สบตาใคร และไม่เผชิญหน้ากับเจ้าของสายตาอันตราย
“เธอกำลังตีตัวออกห่าง”
และใช่ อติวิชญ์รับรู้ได้ทุกจังหวะของการกระทำเธอ
ไม่นานประตูห้องก็เปิดออกมาโดยไม่ให้เธอได้ทันตั้งตัว
แกรก
เสียงประตูดังสะเทือนหัวใจเธอที่พยายามควบคุมมาตลอด หนึ่งก้าวของเขาออกมาจากห้อง ความนิ่งเย็นชาที่สะท้อนจากตัวเขาทำให้เธอหายใจติดขัด
“พริมา” ชื่อที่เขาเรียก ไม่ใช่เพียงคำเรียก แต่เป็นการยืนยันการมีอยู่ของเธอในโลกของเขา
“คะ คุณอติวิชญ์” เธอเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“มีอะไรให้ดิฉันช่วยไหมคะ” เธอถาม พร้อมพยายามเอ่ยเสียงเรียบ
“ไม่” เขาตอบทันที แต่สายตาไม่ละจากเธอ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้โต๊ะเธอ “ฉันแค่รู้สึกว่าเธอกำลังหนีหน้าฉัน”
เธอกำมือแน่นใต้โต๊ะ “ดิฉันไม่ได้หนีค่ะ” เธอตอบ แต่เสียงยังสั่น
“งั้นเหรอ?” ร่างสูงก้มลงเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องเข้าไปในดวงตาเธอราวกับจะทะลวงเข้าไปข้างใน
“แล้วทำไมเธอถึงหลบหน้าฉันตั้งแต่เช้า”
“คุณคิดไปเองค่ะ” เธอพยายามตอบเสียงนิ่ง
“งั้นมองหน้าฉันสิ” น้ำเสียงนั้นไม่ใช่คำขอ แต่เป็นคำสั่ง
เธอกลืนน้ำลายหนืดลงคอ หัวใจเต้นแรงจนแทบได้ยิน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยแววเอาจริงแบบที่ทำให้เธอขยับไม่ได้เลย
“ดีมาก อย่าหนีฉันแบบนี้อีก” เขากระซิบใกล้ ๆ
ความสุภาพที่เคยเป็นเสี้ยวหนึ่งของความสัมพันธ์ต้องสลายไป เหลือเพียงอำนาจที่ทับถม ทุกคำพูดของเขาเหมือนตอกตะปูทีละตัวลงบนแผ่นไม้ที่ชื่อว่า ‘ชีวิตของเธอ’
“คุณไม่มีสิทธิ์มาควบคุมชีวิตฉัน” เธอกลั้นใจพูด ทั้งโกรธทั้งหวาดกลัว
“แต่ฉันทำไปแล้ว” เขาตอบง่าย ๆ “และฉันจะไม่หยุดด้วย”
“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของคุณ และจะไม่มีวันเป็น” เสียงของเธอสั่น
“เธอพูดแบบนี้บ่อยเหลือเกินพริมา” เขาหัวเราะในลำคอ
“แต่ร่างกายของเธอตอนอยู่กับฉันคืนนั้นมันพูดอีกอย่างนะ”
คำพูดนั้นแทงลงกลางอกเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความอับอายผสมกับโกรธจนเธอแทบหายใจไม่ออก
“พอ!” เธอเผลอขึ้นเสียงจนพนักงานโต๊ะข้าง ๆ ชะงักมอง แต่มันไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าหยุด เขากลับยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
“อยากปฏิเสธก็ปฏิเสธไปเถอะ แต่เธอหนีฉันไม่ได้อยู่ดี” เขาพูดกระซิบใกล้ข้างหูเธอ
ในหัวเธอคำตอบเดียวที่ขึ้นมา คือการลาออก หนีให้ไกล ๆ จากที่ที่เขาอยู่ให้ได้
“ฉันจะลาออก” เธอประกาศ คำพูดนั้นคือการท้าทายครั้งสุดท้ายที่เธอยังมี
ร่างสูงชะงัก ดวงตาคมเข้มของเขาเปลี่ยนสีในเสี้ยววินาที
“พูดอีกทีสิ”
“ฉันจะลาออก” เธอย้ำอีกครั้ง น้ำเสียงหนักแน่น“ฉันไม่อยากอยู่ใกล้คุณอีกแล้ว”
เขายิ้มจนมุมปากขึ้น ไม่ใช่ยิ้มดีใจ แต่เป็นยิ้มของนักล่าที่ได้กลิ่นเหยื่อวิ่งเข้าไปในกับดักเอง
“คิดว่าลาออกแล้วจะจบเหรอ” น้ำเสียงเยือกเย็น เขาก้มลงมาสบตา
“คุณจะทำอะไร”
“เธอคิดว่าฉันไม่มีอิทธิพลนอกบริษัทนี้เหรอพริมา? ฉันหาตัวเธอเจอทั้งที่เธอหนีออกจากโรงแรมไปในตอนเช้า ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน รู้ว่าเธอไปไหน”
คำพูดนั้นเหมือนตอกตะปูลงไปอีกดอก เธอรู้ดีว่าที่เขาพูดถึงมันหมายถึงการควบคุมที่ไม่ใช่แค่ภายในบริษัทแต่แทบจะทุกพื้นที่ที่มีเธอ
“แค่เปลี่ยนสถานที่ ไม่ได้แปลว่าเธอจะหลุดพ้นจากฉัน” เขากระซิบนิ่ง ๆ
“คุณมันบ้า” เสียงเบาแต่มีแววสั่น เธอพยายามกลั้นน้ำตา
“ก็เพราะเธอทำให้ฉันเป็นแบบนี้” เขาตอบตรง ๆ
“ตั้งแต่คืนนั้น เธอก็ไม่ใช่คนอื่นอีกต่อไปแล้ว”
ความรู้สึกของเธอม้วนเป็นก้อน ไม่ใช่แค่ความกลัว แต่เป็นความโกรธปะกับความอับอาย เธอกัดริมฝีปากแน่นพยายามสะกดกลั้นน้ำตาไม่ร้องไห้ ไม่อยากให้เขาได้เห็นความอ่อนแอที่เขาตั้งใจใช้เป็นกุญแจไขใจเธอ
“คุณไม่สามารถบังคับให้ฉันรู้สึกแบบที่คุณอยากให้รู้สึกได้” เธอพูดด้วยเสียงที่แทบไม่เหลือพลัง
เขาเดินเข้ามาใกล้จนเธอต้องถอยหนึ่งก้าว
“ไม่จำเป็นต้องบังคับ เพราะฉันไม่ได้อยากให้เธอรักฉัน” เขาพูดช้า ๆ
“ฉันแค่ไม่ยอมให้เธอหนีไปไหน”
“คุณมัน-” เธอพูดไม่จบประโยค เพราะเขาโน้มตัวลงมาใกล้
กลิ่นตัวหอมอ่อน ๆ ของเขาปะทะปลายจมูกอย่างแรง เธอแทบหายใจติดขัด
“พริมา เธอไม่รู้หรอก ว่าตอนนี้ฉันอยากครอบครองเธอขนาดไหน”
“คุณไม่มีสิทธิ์!” เธอสวนทันที
“แต่ฉันเอาสิทธิ์นั้นมาแล้ว” เขาตอบเสียงนิ่ง
เธอผลักเขาออกสุดแรง การกระทำแสดงถึงความพยายามครั้งสุดท้าย ตั้งใจจะเดินออกจากตรงนั้น แต่เขาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น
“อย่าทำแบบนี้อีก” เธอพร่าพูดเสียงสั่น
“อย่าพยายามหนีอีก” เขากระซิบชิดหลังหู
เธอสะบัดมือสุดแรงจนหลุดก่อนจะตั้งตัวหันกลับมาสบตาเขาอย่างสุดกำลัง
“ฉันจะหนีทุกครั้งที่มีโอกาส และฉันจะไม่มีวันยอมเป็นของคุณ”
เขาชะงักไปเสี้ยววินาที ไม่ใช่เพราะจำเป็นต้องเจ็บ แต่เพราะไม่เคยมีใครพูดแบบนั้นด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ใส่เขามาก่อน
สายตาคมเข้มแปรเปลี่ยนเป็นความพึงพอใจปนสั่นคลอน เขาไม่ชอบการถูกปฏิเสธ แต่กลับยิ่งรู้สึกอยากได้มากขึ้น เสียงหัวเราะเบา ๆ ราวกับคำท้าทาย
“งั้นเราจะได้เห็นกันว่าใครจะชนะ” เขากระซิบเสียงต่ำ แล้วปล่อยมือเธอ
ร่างเล็กเดินออกไปทันทีโดยไม่หันกลับมาอีก ทิ้งเขาไว้กับความคลั่งที่ก่อตัวในอก เขายืนมองแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเธอที่หายลับลงไปในทางเดิน ก่อนจะยกมุมปากช้า ๆ รอยยิ้มนั้นไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือสัญญา
“หนีไปให้ไกลเท่าที่อยากหนีพริมา เพราะสุดท้าย ฉันจะดึงเธอกลับมาอยู่ข้างฉันอยู่ดี”
สำหรับเขานี่ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของเกมนี้ที่เขาจะไม่มีวันปล่อยให้เธอหลุดมือ