ตอนที่ 19 ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเมา

1866 Words
สายฝนโปรยลงมาเบา ๆ ตั้งแต่หัวค่ำ กลิ่นดินเปียกชื้นลอยคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณรีสอร์ตหรูบนเนินเขาในเชียงใหม่ที่พวกเขามาถึงเพื่อดูพื้นที่โครงการ เสียงฝนกระทบหลังคา สาดกระเซ็นทั่วระเบียง และซัดกับใบไม้ จนเกิดเสียงลมที่ลอดเข้ามาในห้องพัก ทำให้บรรยากาศเย็นชื้นและเหมือนถูกห่อหุ้มไว้จากโลกภายนอก คืนนี้เชียงใหม่เงียบสงบต่างจากกรุงเทพฯ ที่วุ่นวาย พริมายืนอยู่ที่ระเบียงด้านข้างของห้องพักสวีต อยู่ในเสื้อคลุมผ้าหนาที่รีสอร์ตจัดไว้ให้ มือทั้งสองกอดตัวเองแน่น ร่างกายสั่นเล็กน้อยจากลมหนาว เขาจ้องมองเม็ดฝนโปรยปรายไหลลงมากระทบพื้น เหมือนพยายามปลดปล่อยความหนักหน่วงในอกออกไปเป็นไอเมฆ แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไร ภาพเมื่อคืนและการกระทำเมื่อวานยังคงบีบคั้นอยู่ในอก “ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่” เธอบอกกับตัวเองเบา ๆ “ไม่อยากอยู่กับเขา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้” ภายในห้องพักที่ถูกจองเป็นห้องสวีตขนาดใหญ่หนึ่งห้องตามที่เขาต้องการ เธอพยายามขอแยกตั้งแต่แรก แต่เขาแค่พูดเสียงเรียบว่า “ไม่อนุญาต” แม้จะมีห้องนอนแยก แต่บรรยากาศที่เธอต้องอยู่ร่วมกับเขาแบบนี้ทำให้ทุกลมหายใจกลายเป็นความอึดอัดที่เธอแทบแบกไม่ไหว อากาศในห้องจึงไม่ต่างจากกรงที่มีประตูโปร่ง ๆ แต่ถูกล็อกไว้แน่น ประตูระเบียงเลื่อนเปิดช้า ๆ เสียงรองเท้าหนังเปียกฝนดังขึ้นจากด้านหลัง เขายืนตรงกรอบประตูเงียบ ๆ เงาร่างหล่อคมจาง ๆ ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เธอจำได้ขึ้นใจจะดังตามมา “ออกมายืนตากฝนทำไม” อติวิชญ์ถาม “ดิฉันไม่ได้ตากค่ะ แค่อยากยืนคนเดียว” พริมาไม่หันหลังกลับ เธอยืนหันหน้าไปยังม่านเม็ดฝน น้ำเสียงเรียบ แต่ทุกคำมีเศษประกายสั่นเครือ เขาเดินเข้ามาใกล้จนอยู่ข้างหลัง แสงไฟจากในห้องซึมเล็ดลอดมาเป็นแถบ เขาพูดเสียงนิ่ง ๆ “แต่เธอไม่ได้อยู่คนเดียว ที่นี่มีฉันด้วย” คำพูดสั้น ๆ แต่เหมือนแผงเหล็กวางอยู่รอบ ๆ เธอ เขาก้าวช้า ๆ แต่หนักแน่น แต่ระยะห่างเพียงคืบจนเธอรู้สึกได้ถึงช่วงลมหายใจของเขา “กลับเข้าไปข้างใน” เขาพูดเสียงเรียบ “ดิฉันอยากอยู่ตรงนี้” เธอตอบเสียงเบา เธอไม่อยากให้เขามาดูแล หรือพูดจาหวานใส่ แต่การยืนคนเดียวในความชื้นเย็นนี้ทำให้ความทรงจำผุดขึ้นมาทำร้ายเธอมากกว่าการมีใครอยู่ด้วย เขาหยุดนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงของเขาจะเปลี่ยนไปจากความเย็นชาเป็นห่วงใยที่แปลกและอ่อนลง “เดี๋ยวจะไม่สบาย” คำพูดนั้นทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบ ความเรียบเฉยในใจสั่นไหวเล็กน้อยเพราะมันเป็นความห่วงใยที่ไม่ชินจากเขา เธอขมวดคิ้ว น้ำเสียงนั้นไม่เหมือนเดิมเลย มันไม่ได้เยือกเย็น ไม่ได้กดดัน แต่กลับแฝงแววบางอย่างที่เธอไม่กล้าคิดว่าเป็นความห่วงใย “เธอหนาวใช่ไหม” เขากระซิบข้างหูเบา ๆ “ไม่ค่ะ” เธอตอบทันที ทั้งที่มือเย็นจนสั่น “โกหกไม่เนียนเลย” เขากระซิบอีกที คราวนี้เสียงพร่ากว่าครั้งก่อน หัวใจเธอกระตุกแรง เพราะเสียงของเขาไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา มันไม่ใช่เสียงของคนที่อยากทำร้าย แต่มันเป็นเสียงของคนที่อยากเข้ามาใกล้ เขาเอื้อมมือมาโอบจากด้านหลังอย่างช้า ๆ ผ้าคลุมไหล่ผืนใหญ่ถูกคลุมลงบนไหล่ของเธอโดยไม่แตะตัว “…” เธอชะงัก “อย่ามองฉันแบบนั้น” เขากระซิบข้างหู “ฉันไม่ได้จะทำอะไร” แต่เธอรู้ดี ทุกอย่างที่เขาทำล้วนตั้งใจทุกอย่าง “อติวิชญ์…อย่าทำแบบนี้” เธอสั่นเครือเอ่ยเบา ๆ เธอไม่อยากให้คืนนี้กลายเป็นอีกครั้งที่เธอถูกบังคับให้ยอมจำนน “แบบไหน” เขาโน้มใบหน้าลงมาชิดหลังต้นคอเธอ กลิ่นน้ำหอมเขาอบอวลอยู่รอบตัว “แบบที่ทำให้เธอสั่นนิด ๆ แบบนี้เหรอ” “ฉันไม่ได้-” เธอพูดไม่จบ เพราะลมหายใจร้อน ๆ ของเขาแตะเบา ๆ ที่ลำคอระหง เธอสะดุ้งทันที เขาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ “ภัทรา…รู้ไหม ตอนเธอพยายามหนีฉัน มันยิ่งทำให้ฉันอยากจับเธอไว้ให้แน่น” “นี่คุณ” เสียงเธอสั่น “แล้วจะทำไม” เขากระซิบชิด “แต่ฉันเป็นแบบนี้เพราะเธอคนเดียว” เธอหันกลับมาในที่สุด ดวงตาสั่นไหวทั้งความกลัว ความสับสน และบางอย่างที่เธอไม่อยากยอมรับ และเป็นจังหวะเดียวกันที่สายฝนเทแรงขึ้น เสียงฝนกลบเสียงหัวใจเธอที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เขาจ้องตาเธอตรง ๆ ไม่มีแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด ไม่มีความเมาให้โทษ ไม่มีข้อแก้ตัว มีเพียงเขาพร้อมกับความตั้งใจ “อย่ามองฉันแบบนั้น” เธอกระซิบแผ่ว น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย “แบบไหน” เขายิ้มบาง ไม่ใช่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์แบบเดิม แต่เป็นรอยยิ้มที่มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน “แบบที่เธอทำให้ฉันหยุดไม่ได้” เขายกมือขึ้นแตะข้างแก้มเธอเบา ๆ สัมผัสนั้นอุ่นร้อนสวนทางกับความเย็นของสายฝนรอบตัว “อย่าทำแบบนี้…” เธอพยายามถอยหลัง แต่ชนเข้ากับราวระเบียงจนไม่มีที่ไป เขาพยักหน้าพลางก้าวเข้ามาอีกก้าว แต่เสียงที่ตอบกลับมากลับไม่ใช่น้ำเสียงคุ้นเคย “ครั้งก่อน ฉันเมา” เขากระซิบเสียงต่ำ แก้ตัว เหมือนพยายามลดความผิด “แต่ครั้งนี้…ฉันรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่” คำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางใจเธออย่างแรง เพราะนี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัว แต่เป็นการยอมรับเจตนาอย่างตรงไปตรงมา เธอหันกลับมาดวงตาสบดวงตา เขาจ้องมองไม่กะพริบ ดวงตาคู่นั้นไม่เหมือนไฟลุก แต่เป็นประกายเย็นและเป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธ “อย่ามองฉันแบบนั้น…” เธอกระซิบอีกครั้ง แข็งแต่น้ำเสียงยังสั่น เขาไม่ตอบ แค่ยกมือหยาบแต่แผ่วขึ้นแตะข้างแก้มของเธอเบา ๆ สัมผัสนั้นอุ่นและหนักแน่น เป็นสัมผัสที่ให้ความปลอดภัยแต่ในเวลาเดียวกันก็กดทับ ความผูกพันที่ไม่พึงปรารถนาในใจเธอเต้นถี่ “คุณอติวิชญ์” “เงียบ” เขาพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาชิดเธออย่างจงใจ ไม่มีข้ออ้างใด ๆ เขากดจูบลงบนริมฝีปากของเธออย่างช้า ๆ อ่อนโยน แต่หนักแน่น ไม่มีแรงบีบบังคับเหมือนครั้งแรกเป็นการฝืนใจที่เขาครอบครองเธออย่างคนเมา ครั้งนี้มันต่างออกไป เป็นการกระทำของคนที่ควบคุมสติและความต้องการได้ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ “อื้อออ...” เสียงฝนตกกระทบหลังคาดังระงม แต่สำหรับเธอ ทุกเสียงรอบตัวถูกกลบด้วยหัวใจที่เต้นแรงจนแทบระเบิดออกมา ริมฝีปากที่ยังคงรับรู้ร่องรอยจูบนั้น ความรู้สึกผสมระหว่างความหวาดหวั่นและความหวั่นไหวนั้นทำให้เธอตั้งตัวไม่ทัน เธอไม่อยากยอมรับ แต่ร่างกายเธอไม่ได้เชื่อฟังทั้งหมดเช่นกัน “อะ อื้มมม” เขาค่อย ๆ ผละออกช้า ๆ ดวงตาคมจ้องหน้าเธออย่างเอาแต่ใจ “ครั้งนี้ ฉันไม่เมา” เขาพูดเสียงพร่า แต่หนักแน่น เธอยืนตัวแข็ง ใจเต้นแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ “และรู้ไหมว่าทำไม” เขายกยิ้มบาง ๆ “เพราะฉันอยากจูบเธอ…ในตอนที่มีสติเต็มร้อย” น้ำตาไหลอาบแก้มเธอโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพียงเพราะเจ็บปวด แต่เพราะสับสน เจ็บปวดจากการถูกครอบครอง และอับอายจากความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองไม่ยอมรับ ริมฝีปากที่เคยถูกจูบในคืนก่อนด้วยเหตุผลที่เธอไม่อาจเลือก กลับมาครั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ดียิ่งขึ้นสำหรับเขา แต่ไม่ใช่สำหรับเธอ “คุณมันเลวจริง ๆ” เธอกัดฟันพูดออกมา น้ำเสียงทั้งโกรธทั้งแตกสลาย น้ำตารื้น เขายิ้มบาง ไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยัน แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่กำลังรู้ว่า หัวใจตัวเองกำลังเต้นแรงไม่แพ้กัน “อาจจะเลว…แต่ฉันรู้แล้วว่าฉันอยากได้เธอมากแค่ไหน” คำพูดนั้นแทงลึกในอกเธอ แต่มีอีกด้านที่ต่างไป แววตาของเขาในตอนนี้มีบางอย่างที่ไม่ใช่ความเป็นเจ้าของน ไม่ใช่ความเมา มันมีความว้าวุ่น และความอ่อนโยนซ่อนอยู่ แม้จะเป็นความอ่อนโยนที่ต่างออกไปสำหรับเธอ แต่มันก็ทำให้เธอหวั่นไหวจนแทบทรงตัวไม่อยู่ เธอถอยหลังอีกก้าวชนเข้ากับขอบระเบียง มือจับกระชับผ้าคลุมอย่างร้อนใจ เสียงฝนข้างนอกยังไม่หยุด แต่ริมฝีปากเธอยังคงรับรู้ถึงความร้อนจากจูบ เขายื่นมือมาจับข้อมือเธอเบา ๆ “อย่าหนี” เขากระซิบเสียงพร่า “ยิ่งเธอหนี ฉันยิ่งอยากไล่ตาม” เธอสบตาเขา ทั้งเกลียด ทั้งกลัว ทั้งสั่นไหว... “คุณมันอันตราย” เธอบอก เสียงเบาแต่จริงใจ “กับเธอ ฉันยิ่งอันตราย” เขาตอบ พลางยิ้มบาง ๆ ดวงตาสั่นคลอนเล็กน้อย ถึงเขาจะพยายามปิดบัง แต่อาการของเขาก็เผยว่าความรู้สึกนี้ไม่ใช่แค่ความต้องการชั่วครั้งชั่วคราว ค่ำคืนนี้ยังอีกยาว ความเงียบและเสียงลมหายใจระหว่างสองคนบนระเบียงห้องสวีตนั้นแผ่กระจายราวกับหมอกที่ลอยฟุ้งทั่วอากาศ ความรู้สึกของเธอซับซ้อนเกินกว่าการอธิบาย เกลียด ความกลัว ความอ่อนแอ ความหวั่นไหว ทั้งหมดรวมกันเป็นก้อนที่ยากจะถอดออก เขาจับมือเธอไว้ไม่ปล่อย แต่ไม่ได้ดึงดันลากเธอเข้าไปใกล้อีก เขาเพียงยืนมอง เงยหน้ามองไปยังหมอกที่ลอย และพูดด้วยเสียงที่เบาเหมือนสารภาพ “ครั้งแรกฉันอาจจะทำจากความเมา แต่ครั้งนี้ ฉันไม่เมา ฉันอยากให้เธอจำว่า ฉันจูบเธอเพราะนี่คือฉันเอง” พริมาเหลือแต่เพียงจะสบตาเขา สะท้อนความกลัวและความอ่อนแอที่แอบซ่อน เธอรู้ดีว่าคืนนี้จะเปลี่ยนบางอย่าง รอยจูบไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ แต่เป็นสิ่งที่ฉุดรั้งหัวใจให้ต้องตอบสนองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในคืนนั้น ฝนที่ตกเหมือนจะล้างทำความสะอาดโลกภายนอก แต่สิ่งที่ตกค้างอยู่ในใจทั้งสองกลับลึกกว่าเดิม เขาจูบเธอด้วยสติ ไม่ใช่แค่เพราะความเมา และนั่นทำให้ทุกอย่างซับซ้อนมากขึ้น เพราะเธอไม่เพียงถูกครอบครองจากคนที่มีอำนาจ แต่ยังถูกคนคนนั้นยืนยันความต้องการด้วยความตั้งใจจริง ๆ เมื่อฝนซาลง บนริมระเบียงมีเพียงเงาของคนสองคน ยังคงหายใจท่ามกลางเสียงลมแผ่ว ๆ และความเงียบที่ยากจะถอดรื้อ ความรู้สึกทั้งหลากหลายเหมือนฝนที่ตกหนักแล้วค่อย ๆ หยุด แต่ร่องรอยของน้ำจะยังคงอยู่บนใบไม้และบนผิวกายไปอีกนาน เช่นเดียวกับร่องรอยที่เขาทิ้งไว้บนริมฝีปากของเธอในค่ำคืนนี้
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD