ตอนที่ 13 บททดสอบ

1829 Words
ฝนโปรยปรายหนักขึ้นเป็นระยะ ๆ ยามค่ำคืนนั้น แผงกระจกหน้าต่างในห้องทำงานของธันวาสะท้อนเงาไฟของเมืองเป็นทางยาว เสียงน้ำตกกระทบบนกระเบื้องระเบียง กลายเป็นจังหวะเดียวกับเสียงติ๊กของนาฬิกา ผสานกับเสียงหัวใจของคนสองคนที่กำลังกดทับความเงียบให้หนักหน่วงกว่าเดิม ทุกสิ่งในห้อง โต๊ะทำงานไม้สีเข้ม ถ้วยกาแฟยังมีกลิ่นขมค้างอยู่แฟ้มงานวางเรียงเป็นชั้น ล้วนถูกขังไว้ในบรรยากาศราวกับฉากหนึ่งในหนังระทึกขวัญที่หญิงสาวตัวเล็ก ๆ เป็นเหยื่อ และเขาเป็นนักล่า พริมาเงยหน้าจากกองเอกสาร ลมหายใจสั้น ๆ ดวงตาพยายามทบทวนคำสั่งที่ได้รับเมื่อครู่ว่าให้เคลียร์รายงาน เธอพยายามทำงานด้วยท่าทีปกติ แต่ทุกท่วงท่ากลับรู้สึกหนักขึ้นเพราะสายตาของเขาที่จ้องมาไม่วางตา เธอเตือนตัวเองซ้ำ ๆ ว่าต้องเข้มแข็ง ต้องไม่แสดงความหวั่นไหว แต่การจะยืนในห้องนี้เป็นเรื่องยาก เพราะนี่ไม่ใช่พื้นที่ของเธออีกต่อไป มันเป็นพื้นที่ของเขา และเขารู้วิธีทำให้ทุกอย่างล้มลงด้วยชั่วพริบตา “พริมา” เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านหลังโต๊ะ เขาไม่ได้เรียกเสียงดัง ไม่มีความโมโห มีเพียงเสียงเรียบเย็นที่ยิ่งกดให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น “คะ?” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามเรียบเฉย แต่หัวใจกลับเหมือนจะหลุดจากจังหวะเมื่อได้ยินเสียงนั้น เธอเห็นเงาเขายืนอยู่กับแสงจากหน้าต่าง มือถือแก้วกาแฟช้า ๆ ท่าทางสุขุม แต่มันกลับส่งแรงกดดันมากกว่าการตะโกน “มานี่หน่อย” เขาพูดแบบไม่เปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธ คำว่า ‘หยุดซะก่อน’ ของเขากระทบหูเธอเหมือนคำสั่งทางทหาร เธอกัดริมฝีปากแน่น วางปากกาอย่างช้า ๆ แล้วเดินเข้าไปหาอย่างจำใจ ทุกรายละเอียดของก้าวเท้าดูดังขึ้นในหัวเธอ ราวกับว่าทุกก้าวกำลังถูกนับเพื่อบอกว่าเธอกำลังเข้าใกล้กับดักมากขึ้น อติวิชญ์นั่งเอนหลังพิงพนัก เก้าอี้หนังขนาดใหญ่ทำให้เขาดูสงบนิ่ง มือหนึ่งถือแก้วกาแฟ อีกมือวางพาดพนัก นัยน์ตาคมเสมอง แต่คำสั่งในน้ำเสียงกลับแข็งแรง “ใกล้กว่านี้” เขาพูดเบา ๆ พริมาหยุดชะงัก หวังว่าเพียงเท่านี้จะปลอดภัย แต่เขากลับเลิกคิ้ว แววตาไม่พอใจปรากฏชัดขึ้น “อย่าให้ฉันพูดซ้ำ” น้ำเสียงของเขาต่ำลงจนแทบไม่มีแรงสั่น แต่เพียงพอจะทำให้เธอก้าวเข้าไปใกล้กว่าเดิม จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมของเขา กลิ่นไวน์จาง ๆ ผสมกับน้ำหอมราคาแพงปะทะจมูกเธออีกครั้ง ความอึดอัดไหลท่วมท้นจนแทบหายใจไม่ออก เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะอย่างช้า ๆ แล้วก้มมองเธอ ดวงตากวาดจากมือที่กำปากกา ไปจนถึงใบหน้าที่เริ่มซีด “เธอหลบหน้าฉันอีกแล้ว” เขาพูดประดุจเป็นข้อสรุป “ดิฉันไม่ได้หลบค่ะ ดิฉันทำงาน” เธอตอบอย่างเบา แต่คำพูดนั้นไม่อาจลบภาพพิรุธในแววตาของเธอได้ เขายิ้มมุมปากเหมือนคนที่เห็นแผนการทำงานกำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่เขาต้องการ “สายตาเธอมันฟ้อง” เขากวาดสายตาช้า ๆ เมื่อเห็นใบหน้าเธอซีดอมชมพูขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคราที่ยิ่งเธอพยายามปฏิเสธ เขากลับยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นเท่านั้น เธอกลั้นใจถามเสียงสั่น “คุณอยากได้อะไรจากฉันกันแน่” “อยากได้เธอมาอยู่ใกล้ ๆ” คำตอบเผยออกมาโดยไม่ลังเล เขาพูดเหมือนคำตอบที่เก็บไว้ในอกมานาน “อยากให้เธออยู่ตรงนี้ ที่ที่ฉันมองเห็น” น้ำเสียงนั้นเรียบแต่หนักหน่วง ราวแรงดึงดูดที่กำลังบีบให้เธอเข้าใกล้ศูนย์กลางของเขา “คุณพูดบ้าอะไร” เธอเอ่ย รู้ว่าคำพูดนั้นเป็นทุกอย่างที่เธอคิด แต่คำตอบจากเขาทำให้ภาพความเจ็บปวดในอกของเธอพุ่งขึ้น “ก็เพราะเธอที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ไง พริมา” เขาพูดแล้วลุกขึ้นในที่สุด การเคลื่อนไหวช้าที่ไม่จำเป็นแต่น่ากดดันทำให้เธอถอยหลังเหมือนสัตว์ที่เผลอก้าวเข้าไปในกรงเหล็ก ฝีเท้าเขาช้า มีน้ำหนัก และคงที่ ทุกก้าวที่ใกล้เข้ามาคือการย้ำว่าทางหนีของเธอกำลังถูกตัด เขาเดินช้า ๆ จนแผ่นหลังของเธอกระแทกกำแพงด้านข้างโต๊ะประชุม เสียง นั้นก้องอยู่ในอกของเธอ เขาหัวเราะเบา ๆ ราวนักล่าที่พอใจเมื่อเห็นเหยื่อจนมุม “อย่าทำแบบนี้” เธอพูดเสียงสั่น เธอไม่ได้ขออะไรมาก แต่การมีที่ไปคือสิ่งที่เธอปรารถนา “แบบไหน?” เขากระซิบใกล้จนปลายจมูกแทบเฉียด เธอได้กลิ่นตัวเขา เช่นเดียวกับกลิ่นของค่ำคืนนั้น น้ำเสียงเขาไม่ได้รุนแรง แต่มันเยือกเย็นและมีพลังพอจะกดเธอให้หยุด “คุณไม่มีสิทธิ์แบบนี้” เธอพยายามยืนยันสิ่งที่เธอรู้ ว่าเขาไม่มีสิทธิ์มาจับชีวิตเธอ แต่เขาตอบอย่างไม่แคร์ “ฉันไม่สนว่าเป็นสิทธิ์หรือไม่ ฉันแค่อยากทำ” ประสาทสัมผัสของเธอพร่ามัวไปด้วยความโกรธ ความกลัว และความอับอาย เธอพยายามผลักเขาออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี “คุณนี่มันบ้าจริง ๆ !” แต่เขาทันจับข้อมือเธอไว้ นิ้วมือใหญ่รัดแน่นจนเธอรู้สึกถึงเส้นเลือดเริ่มตึง “รู้ไหม ฉันไม่เคยปล่อยอะไรที่ฉันต้องการให้หลุดมือ” เขาโน้มหน้าใกล้อีกครั้ง “และตอนนี้ เธอคือสิ่งนั้น” คำพูดของเขาเกิดผลทันทีในอกของเธอ มันกรีดกลางหัวใจ เธอยืนยันเสียงสั่น “ฉันไม่ใช่ของคุณ!” เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ ราวฟังเพลงที่ตัวเองโปรดปรานนั้น “แล้วทำไมเธอยังทำให้ฉันอยากได้ขนาดนี้” น้ำเสียงพร่าราวละอองลมที่พัดผ่านหู แต่มันแทงลึก เธอพยายามขยับข้อมือจะหลุด แต่การบีบแน่นขึ้นอีกนิดทำให้เธอรับรู้ได้ว่าเขาถือไพ่เหนือกว่า “ปะ ปล่อย” เสียงเบาแม้จะเหนื่อย “ไม่” เขาตอบสั้น แต่หนักหน่วง “เธอกำลังคิดจะหนีอีกใช่ไหม” “ฉันไม่ใช่ของคุณ!” เธอตะโกน เป็นครั้งแรกที่เสียงของเธอดังขึ้นอย่างไม่กลัวสายตาใคร น้ำตารื้นขึ้นเต็มขอบตา แต่เขาไม่อ่อนลง เขาก้าวเข้ามาอีกก้าว และตอนนี้แผ่นหลังของเธอติดผนังจริง ๆ ด้านหน้าคืออกกว้างของเขา หายใจแทบไม่ออก เส้นเล็ก ๆ ของใจเหมือนจะขาด “ยอมรับซะพริมา” เขาพูดเรียบแต่แน่น “ว่าเธอไม่มีทางหนีฉันได้แล้ว” “ฉันไม่ยอม” เธอพูดเสียงเบาแต่ว่าแน่วแน่ น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว เขามองน้ำตานั้นนิ่ง ก่อนรอยยิ้มมุมปากจะค่อย ๆ ปรากฏ “ก็ไม่เป็นไร เพราะฉันจะทำให้เธอยอมเอง” เขากระซิบเสียงพร่าแล้วโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ ไม่แตะ ไม่เร่งรีบ แต่การเคลื่อนไหวช้านั้นคือการประกาศอำนาจ เธอหลับตาปี๋ กำมือแน่น “อย่าแตะตัวฉัน” เสียงเล็ก ๆ ดังภายในห้องเงียบ เขาหยุดนิ่ง หายใจเข้าลึก “ฉันยังไม่ได้แตะ” เขาพูดเสียงเรียบ “แค่บอกให้เธอรู้ว่าเธอไม่มีทางไปไหน” คำพูดนั้นเป็นเหมือนโซ่ที่พันรอบคอเธอ ไม่ใช่ด้วยกำลัง แต่ด้วยการย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงลมหายใจของทั้งสองประสานกันในความเงียบ เธอได้ยินทุกการเต้นของหัวใจตัวเอง เหมือนอกกำลังจะระเบิด เขาปล่อยมือเธอในที่สุด แต่ไม่ถอยห่าง กลับยกมือแตะผนังข้างใบหน้าแทน ทำให้เธอถูกกักไว้ในกรงอีกชั้นหนึ่ง “ยิ่งเธอพยายามถอย ฉันก็ยิ่งอยากขยับเข้าหา” เขากระซิบ “คุณไม่มีวันได้ฉัน” เธอพูดทั้งน้ำตาและความเหนื่อยล้า เขาหัวเราะแผ่ว “คำพูดนั้นไม่ใช่การปฏิเสธ แต่เป็นสัญญาณว่าเธอเริ่มสั่น” น้ำเสียงเป็นคำถอนหายใจของชายที่คิดว่าแผนการของเขากำลังได้ผล “เราจะได้เห็นกันว่าใครจะแพ้ก่อน” เมื่อเขาถอยออกไป เธอล้มทรุดลงพิงผนัง เหมือนถุงผ้าที่ถูกชนจนยุบ ความอ่อนแอผสมกับความโกรธและความผิดหวังทำให้เธอร้องไห้เงียบ ๆ ไม่มีใครได้ยิน เพราะในห้องนี้เหลือเพียงเสียงฝนและเสียงน้ำหยดจากขอบหน้าต่าง เธอนั่งหลับตา กำมือจนเล็บฝังเนื้อ ความรู้สึกของการถูกขังค่อย ๆ ซึมลึกเป็นรอยแผล อติวิชญ์กลับไปนั่งที่โต๊ะ ดึงแก้วกาแฟขึ้นจิบอย่างใจเย็น ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ “เธอกลัว และนั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการ” เสียงนั้นไร้ความปรานีแต่เต็มไปด้วยความจริงจัง พริมาเงยหน้ามองเขาใกล้ ๆ ผ่านม่านน้ำตา เธอรู้สึกเหมือนถูกฆ่า แต่ยังหายใจอยู่ เขายังคงมองเธอด้วยสายตาที่ยากจะอ่านได้ เขาไม่ได้เคยงอนหรือทิ้งคำพูดที่อ่อนโยนมากนัก แต่ในค่ำคืนนั้นเธอจับความรู้สึกหนึ่งได้ มันไม่ใช่แค่ความต้องการแบบผ่าน ๆ แต่มันคือความหมกมุ่นที่เกิดขึ้นในใจเขาอย่างแท้จริง และนั่นทำให้เธอกลัวยิ่งกว่าเดิม เธอเช็ดน้ำตา พยายามรวบรวมสมาธิ แล้วพูดเสียงเบา “นี่เป็นครั้งแรกที่ใครทำให้ฉันรู้สึกจนมุมขนาดนี้” คำพูดนั้นไม่ได้เป็นคำวิงวอน มันคือการยืนยันว่าเธอรับรู้ถึงสิ่งที่เขากระทำ เขาไม่ตอบทันที แค่ยกมือแตะขอบแก้วและมองเธอ “ฉันก็จะลองดูว่าคนที่ไม่ยอม จะยอมเมื่อไหร่” เขาพูดยิ้ม ๆ อย่างไม่เร่งรีบ ก่อนจะหันกลับไปทำงานราวกับบทสนทนาจะจบลงตรงนั้น ค่ำคืนนั้นพริมาเดินออกจากห้องด้วยก้าวขาที่สั่นไหว หัวใจยังเต้นแรง น้ำตายังคงไหลอาบแก้มแต่เธอฝืนยิ้ม เพื่อปกปิดความอ่อนแอ ทว่าในอกมีเปลวไฟบางอย่างลุกโชน ไม่ได้เป็นไฟของความรัก แต่เป็นไฟของความไม่ยอมจำนน เธอรู้ว่าถ้าจะอยู่ต่อในโลกนี้ เธอต้องหาหนทางสู้ หรือหนทางหนี แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ เธอเพิ่งถูกเขาทดสอบ และเกมยังไม่จบ ฝนยังคงตกเป็นจังหวะ เสียงลมตีกระทบบนหน้าต่างเป็นบทเพลงที่คอยเตือนว่า คืนและวันจะผ่านไป แต่สำหรับพริมาและอติวิชญ์ นั่นเป็นเพียงฉากเปิดของเกมที่ยาวนานและอันตรายที่ใครคนหนึ่งจะต้องเรียนรู้ว่า ‘จนมุม’ อาจไม่ได้หมายความถึงการยอมจำนนเสมอไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจว่าจะสู้หรือจะหนี
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD